ตอนที่ 38 ขอฝน
ท่านข้าหลวงกับนายอำเภอสนิทสนมกัน อวี๋ซิ่งเหวินแพ้ไปรอบหนึ่งแล้ว รอบนี้เขาต้องชนะถึงจะกู้หน้าได้ ดังนั้นท่านข้าหลวงจึงได้กำหนดหัวข้อ ‘ฝน’ ขึ้นมา หากนางเดาไม่ผิดล่ะก็ อวี๋ซิ่งเหวินต้องรู้มาก่อนแน่
ขุนนางปกป้องขุนนาง การแบ่งพรรคแบ่งพวก ไม่เพียงแต่สมัยใหม่ที่เป็นเช่นนี้ สมัยโบราณก็เป็นเช่นกัน เพียงแต่ในชาติก่อนนางพบเรื่องพวกนี้มานักต่อนักแล้ว ตอนนี้จึงไม่รู้สึกแปลกอะไร
เมื่อนางเข้าใจในจุดนี้ ก็ไม่คิดที่จะเตือนฉาจื่ออันแต่อย่างใด ถึงอย่างไรเขาต้องเผชิญหน้าด้วยตัวเองเขายังต้องเจอเรื่องเช่นนี้อีกมากในภายภาคหน้า
ไม่รู้ว่าฉาจื่ออันตอบสนองกลับมาแล้วหรือยัง การแข่งขันวาดภาพเริ่มแข่งขึ้นท่ามกลางเสียงไม่พอใจของเหล่าบัณฑิต
หลิงซานฉิงลูบคางพลางเหลือบมองฉาจื่ออันครู่หนึ่ง ก็พบว่าชายหนุ่มกำลังตั้งใจมุ่งมั่น สีหน้าเขาดูเคร่งเครียด เม้มริมฝีปากแน่น
ครั้นมองไปมองมา นางก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าเขาหน้าตาไม่เลวเลย คิ้วคมตาใส จมูกเป็นสัน ริมฝีปากบาง เพราะไม่เคยทำงานหนัก ผิวจึงขาวเกลี้ยงเกลา มือที่ใช้วาดรูปเรียวยาว งดงามดั่งมือของผู้หญิง
เหตุใดก่อนหน้านี้ถึงไม่รู้สึกว่าเขาดูดีนะ? อ้อ ใช่สิ ตัวนางก่อนหน้านี้ไม่เคยตั้งใจมองเขาเลย รู้สึกแค่ว่าเขาเป็นบัณฑิตคนหนึ่ง เปราะบางอ่อนแอ ไม่ค่อยมีไหวพริบมากนัก เพราะอ่านหนังสือเยอะเกินไป จึงทำให้มีนิสัยดื้อรั้น ยามทำสิ่งใดก็จะเอาเป็นเอาตายกับสิ่งนั้น
ทว่าเขาในยามนี้ที่กำลังตั้งใจวาดภาพ ดูอย่างไรก็ช่างดูดีจริง ๆ
นางมองอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่นึกเลยว่าจะผ่านไปครึ่งชั่วยามแล้ว
หมดเวลาแล้ว วาดเสร็จหรือไม่เสร็จก็ต้องหยุด
ทุกคนต่างเขียนชื่อตัวเองลงบนมุมขวาล่างของภาพวาด เพื่อความเท่าเทียมกัน แต่ละคนจึงนำภาพวาดของตัวเองไปแสดงต่อหน้าทุกคน และสุดท้ายก็ส่งไปให้ผู้ตัดสินได้ตัดสิน
เมื่อถึงคราวของฉาจื่ออัน ทุกคนมองอย่างสงสัยและชื่นชม แต่ละคนอดที่จะรู้สึกทอดถอนใจออกมาไม่ได้
“สามารถนำฝนและฟ้าสองโลกเชื่อมเข้าด้วยกันได้ ความคิดเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก เพียงแต่…ไม่เคยพบเห็นวาดภาพที่มีลายเส้นเช่นนี้มาก่อนเลย”
“วาดด้วยพู่กันรึ? เหตุใดถึงมองแล้วไม่เหมือนเลยล่ะ จุ๊จุ๊ ภาพวาดนี้ยอดเยี่ยมจริง ๆ แค่ฝนคำเดียวสามารถวาดถ่ายทอดลักษณะการใช้ชีวิตของสามัญชนออกมาได้ดี ไม่เลวเลย”
ผู้ตัดสินเอ่ยชื่นชมไม่ขาด และมีคนถือภาพวาดไปด้วยและเงยหน้ามองฉาจื่ออันไปด้วย พลางถามด้วยความสงสัย “ภาพนี้วาดอย่างไร? ลายเส้นเช่นนี้คนแก่อย่างข้ายังไม่เคยเห็นมาก่อน แม้แต่อาจารย์สวีเองก็ไม่มีลายเส้นเช่นนี้”
ในภาพวาดจะขาดฝนไปไม่ได้ บนภาพวาดนี้มีฝนตกลงมาอย่างหนัก ด้านล่างเป็นแท่นบูชา รอบแท่นบูชามีคนมากมายคุกเข่าอยู่ แต่ละคนแหงนหน้ามองฟ้า จากการอ้อนวอนอย่างโศกา มาจนถึงสุขสันต์อย่างขีดสุด สุดท้ายก็มีท่าทางเหมือนคนบ้าคลั่ง ยืนมือไปรองรับน้ำฝนแล้วตวงเข้าปาก โอบกอดน้ำฝน ย่ำเท้าเต้นระบำ ท่าทางของคนเหล่านั้นแทบไม่ต่างจากความเป็นจริงในการรับน้ำฝนครั้งแรก หลังจากที่แห้งแล้งมาอย่างยาวนาน
ท่าทางนั้นช่างดูมีชีวิตชีวา ประหนึ่งมีชีวิตอยู่จริง
ครั้นเห็นภาพวาดของฉาจื่ออัน มีบางคนรู้สึกละอายใจจนต้องนำภาพวาดของตนม้วนยัดไปในแขนเสื้อยอมที่จะสละสิทธิ์ในการแข่งขันนี้ แต่จะไม่ยอมขายหน้าต่อหน้าผู้คน
ในขณะที่อวี๋ซิ่งเหวินโมโหตนเองเป็นอย่างมาก เขาเป็นคนวางแผนให้กำหนดหัวข้อขึ้นมา แต่ตอนนี้กลับเสียเปรียบฉาจื่ออัน แล้วเขาจะไม่โมโหได้อย่างไร?
ทว่าฉาจื่ออันกลับมีท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตน ก้มคำนับไปทางผู้ตัดสิน “ท่านชมเกินไปแล้ว ที่ข้าโชคดีได้เข้าร่วมการแข่งขันวาดภาพนี้ ต้องขอบคุณอาจารย์เป็นอย่างมาก อาจารย์ไม่รังเกียจที่ข้าโง่เขลา วัน ๆ คอยสั่งสอนชี้แนะ การวาดภาพของข้าน้อยจึงก้าวหน้าขึ้น จนได้มีผลงานเช่นนี้”
เมื่อคำว่าอาจารย์ดังออกมา คนส่วนมากที่ไม่รู้ว่าเขามีความสัมพันธ์เช่นไรกับอาจารย์สวีต่างก็พากันถามขึ้น คนอื่นไม่รู้แต่อวี๋ซิ่งเหวินรู้ พูดอยู่ได้ว่าอาจารย์สอนดี อาจารย์สวีใกล้จะกลับมาอำเภอหรงอินแล้วงั้นหรือไง เช่นนั้นคนที่สอนเขาเป็นใครกัน?
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากำลังพูดปดอยู่ อ้างถึงอาจารย์สวีทุกเรื่อง ไม่ใช่ว่าอยากจะบอกว่าสนิทกับอาจารย์สวีหรอกรึ จำเป็นต้องอวดไปทั่วงั้นรึ?
อวี๋ซิ่งเหวินหัวเราะเย้ยหยัน “ดูเหมือนท่านอาจารย์ของคุณชายฉาจะใจดีต่อคนโง่เขลายิ่งนัก ช่างน่านับถือจริง ๆ” ประโยคนี้ทำให้ฉาจื่ออันรู้สึกตกใจ
ทุกคนไม่รู้ว่าอาจารย์ของเขาคือใคร แต่อวี๋ซิ่งเหวินรู้อยู่เต็มอก อีกทั้งยังเอ่ยประโยคนั้นออกมา เขาต้องสังเกตเห็นอะไรบางอย่างแน่ มิเช่นนั้นด้วยความหยิ่งยโสของเขา จะเหน็บแนมต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ได้อย่างไร
ฉาจื่ออันรู้สึกกระวนกระวาย แต่กลับไม่แสดงท่าทีใด ๆ ออกมา ทำได้เพียงรอผู้ตัดสินดูรูปเสร็จ เขาก็เดินกลับไปนั่งประจำที่ทันที
ผู้ตัดสินได้ตัดสินเรียบร้อยแล้ว
ไม่จำเป็นต้องให้ท่านข้าหลวงประกาศ ผู้ที่ได้อันดับหนึ่งจากการแข่งขันวาดภาพยังคงเป็นฉาจื่ออัน
ภาพวาดขอฝนภาพนั้นเป็นตัวกำหนดแพ้ชนะ นี่สิถึงจะเป็นการร้องเพียงครั้งเดียวอย่างแท้จริง ร้องเพียงครั้งเดียว ทำคนตะลึงงัน![1]
“น้องฉา เมื่อครู่เจ้ายังไม่ได้บอกเลยว่ารู้อาจารย์เจ้ามาจากแห่งใด เหตุใดทั้งภาพวาดและกวีถึงยอดเยี่ยมช่นนี้ ไม่ทราบว่าข้าพอจะมีเกียรติไปเคารพอาจารย์ได้หรือไม่?”
“คุณชายฉา ผลงานขอฝนของเจ้าสมจริงเหลือเกิน ข้าน้อยไม่ขอพบอาจารย์ท่านและจะไม่ไถ่ถามเรื่องอย่างอื่น เพียงอยากถามว่าพู่กันที่ท่านใช้วาดคือพู่กันอะไร ลายเส้นนั้นข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อนเลย”
“คุณชายฉา งานชื่นชมดอกเก๊กฮวยครั้งหน้า เจ้าต้องมาให้ได้นะ เมื่อถึงตอนนั้นพวกเราค่อยแลกเปลี่ยนความรู้กัน และไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ”
เวลาครู่เดียวก็ถูกคนมากมายรุมล้อม ฉาจื่ออันไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดี จึงเหลือบมองหลิงซานฉิงทันที แต่กลับพบว่านางกำลังเล่นผมอยู่ข้าง ๆ ไม่สนใจตนแม้แต่น้อย จึงทำได้แค่ปัดความคิดนั้นทิ้งไป
เขาทักทายไม่กี่คำราวกับทำพอเป็นพิธี จากนั้นก็จูงมือหลิงซานฉิงเดินออกไป เขาหุบยิ้มไม่ได้ เดินไปด้วยหัวเราะไปด้วย “เขินรึ? นี่มันเพิ่งเริ่มเองนะ และนี่ก็เป็นงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์เล็ก ๆ เท่านั้น ต่อไปสถานที่ที่เจ้าต้องไปนั้นใหญ่กว่าสนามนี้มาก”
“ซานฉิง ข้าคือคนที่เคยเข้าร่วมการทดสอบ เจ้าคิดว่าข้าจะตื่นเต้นกับสนามนี้รึ?” ขณะพูด เขาก็ค่อย ๆ ผ่อนฝีเท้าลง
ด้วยความจริงจังที่หาได้ยากของเขา ทำให้หลิงซานฉิงอดเหลือบมองเขาหลายครั้งไม่ได้ นางเห็นเขามีท่าทางดูไม่เป็นมิตร ก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “เจ้ากังวลว่าอวี๋ซิ่งเหวินจะมาหาเรื่องเจ้าต่อจากนี้ไปรึ?”นางพักไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อ “เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ว่าวันนี้เจ้าจะได้ที่เท่าไหร่ เขาก็ยังมาหาเรื่องเช่นเดิม ไม่เกี่ยวอะไรกับลำดับที่เจ้าได้หรอก”
นับว่าเป็นคำปลอบใจรึ? ฉาจื่ออันไม่สนใจว่าจะใช่หรือไม่ใช่ เขาขมวดคิ้วและถอนหายใจ “เจ้าไม่รู้หรอก ข้ออ้างที่ข้าใช้ไปเมื่อครู่ ที่บอกว่าอาจารย์สวีเป็นคนสอนข้าวาดภาพ แต่เรื่องจริงนั้นไม่ใช่เลย คนอื่นไม่รู้ว่าใครเป็นผู้สอนข้านั้นไม่เท่าไหร่หรอก แต่อวี๋ซิ่งเหวินเขารู้แน่นอน และเขาต้องรู้ด้วยว่าข้าพูดปดไป”
ดูจากระดับความเกลียดชังของอวี๋ซิ่งเหวินที่มีต่อเขา อวี๋ซิ่งเหวินจะต้องกัดไม่ปล่อยแน่ และต้องตรวจสอบว่าเขาวาดภาพนี้ได้ยังไง หากปิดเอาไว้ไม่ได้แถมยังแพร่กระจายข่าวไปทั่ว ไม่เพียงแต่จะทำให้ชื่อเสียงของเขาเสียหาย แต่ยังทำให้อาจารย์สวีหมดความน่าเชื่อถืออีกด้วย
หลิงซานฉิงขมวดคิ้วแน่น จากที่เขาพูดมา ความเป็นไปได้ที่ช่วงนี้อวี๋ซิ่งเหวินจะสร้างปัญหาให้อาจมีมากกว่าเดิม แต่เมื่อเห็นฉาจื่ออันกลุ้มใจ นางก็เอ่ยขึ้น “ตัวตรงย่อมไม่หวั่นเงาเฉเฉียง[2] ต่อให้อวี๋ซิ่งเหวินจะตรวจสอบ เขาจะทำอะไรเจ้าได้ พอเถอะ ครู่เดียวก็ได้ที่หนึ่งถึงสองอย่าง รอบนี้มาไม่เสียเปล่าจริง ๆ ไปซื้ออะไรให้ลูกสักหน่อย แล้วค่อยกลับบ้านกัน”
ครั้นฉาจื่ออันเห็นนางยังยิ้มออกมาได้อยู่ก็เม้มปากครู่หนึ่ง แม้จะไม่ยิ้มออกมา แต่ก็ไม่ได้รู้สึกคิดมากอะไรแล้ว บางทีรอยยิ้มของนางอาจแฝงไปด้วยพลังที่ทำให้คนคล้อยตาม และบางทีคำพูดของนางก็ไม่ผิดอะไร
ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็ได้ที่หนึ่ง ควรมีความสุขให้สุด และวางปัญหาทุกอย่างลงก่อนก็ดีเหมือนกัน
ทั้งสองถือโอกาสเดินเล่นในตลาดช่วงเที่ยง และใช้เวลาอยู่ในอำเภอสองชั่วยาม สุดท้ายหลิงซานฉิงก็จ้างรถม้าเพื่อให้ไปส่งกลับบ้าน
เมื่อรถม้าเข้าใกล้หมู่บ้าน ชาวบ้านก็คิดว่าคนใหญ่คนโตที่ไหนมาที่แห่งนี้ แต่ละคนจึงเดินตามหลังรถม้าไป พากันซุบซิบพูดคุย และอยากรู้ว่ารถม้านี้จะไปที่ใด
ไม่นึกเลยว่ารถม้าจะหยุดลงที่หน้าบ้านฉาจื่ออัน แม้แต่ฉาซื่อยังถูกความชุลมุนนี้ดึงดูดความสนใจไป สุดท้ายก็เห็นฉาจื่ออันกับหลิงซานฉิงเดินลงมาจากรถอย่างช้า ๆ
“นี่มันอะไรกัน แค่กลับบ้านจำเป็นต้องนั่งรถม้ามาด้วยรึ? มีเงินแต่ไม่รู้จะใช้ตรงไหนแล้วสินะ น่ารำคาญจริง ๆ”
“ทั้งยังซื้อของมามากมาย และไม่คิดจะมอบให้แม่ตัวเองเลยสักนิด มีเมียแล้วลืมแม่ อ่านหนังสือมากจะมีประโยชน์อะไร ขนาดแม่ตัวเองก็ยังไม่รู้จักกตัญญู มิสู้ให้เขาไม่รู้หนังสือยังจะดีกว่าอีก”
“อั้ยโย่โย่ ได้ยินมาว่าฉาจื่ออันได้ที่หนึ่งทั้งสองรอบการแข่งขันในงานชุมนุมภาพวาดกวีนิพนธ์ คนที่มาส่งของรางวัลรอในลานบ้านมาครึ่งค่อนวันแล้ว เช่นนั้นพวกเขาจะยังขาดเงินอยู่อีกหรือ”
เห็นได้ชัดว่าสองประโยคหลังพูดให้ฉาซื่อฟัง
ครั้นฉาซื่อเห็นพวกเขานั่งรถม้ากลับมา และซื้อปลาซื้อเนื้อมาด้วย แถมยังมีคนมาส่งเงินให้ถึงลานบ้าน นางก็เผยสายตาเจ้าเล่ห์ออกมา พลางเดินเข้าไปข้างหน้า ผลักชาวบ้านข้าง ๆ ออก “หลีกไป หลีกไป หลีกให้ข้าที่เป็นแม่ดูบ้างว่ามันยิ่งใหญ่แค่ไหนกัน”
น้ำเสียงดุร้ายกลบทุกคนไปทั่ว โชคดีที่มีคนเดินออกมาจากลานบ้านพอดี สวีอิงเอ๋อร์จูงมือเจี่ยนเจี่ยนอยู่ คนรับใช้ที่มาส่งเงินรางวัลต่างมองซ้ายมองขวา เมื่อเห็นฉาจื่ออัน สายตาก็หยุดชะงักทันที และไม่สนว่าฉาซื่อจะแหกปากพูดอยู่หรือไม่ “คุณชายฉา นี่คือเงินรางวัลในการแข่งขันครั้งนี้ รวมทั้งหมดสามร้อยตำลึง ตอนนี้ได้แลกเป็นบัตรเงินเรียบร้อยแล้ว ท่านตรวจสอบดูได้ หากไม่มีเรื่องอันใดแล้ว ข้าน้อยขอตัวก่อน”
แค่ฉาจื่ออันมองก็รู้แล้วว่ามีตั๋วแลกเงินอยู่กี่ใบ เขาไม่จำเป็นต้องตรวจสอบอย่างละเอียด พลางรับเงินและกล่าวขอบคุณ จากนั้นก็มองคนรับใช้จากไปจนลับสายตา
ฉาซื่อตกตะลึงอยู่เพียงเสี้ยววิ นางก็รีบพุ่งเข้ามา และตะโกนอย่างไม่สนใจใคร หลิงซานฉิงที่หูตาไวก็ลากฉาจื่ออันมาอย่างรวดเร็ว ฉาซื่อจับเอาไว้ไม่ทันก็ล้มลงไปอย่างแรง
ท่าทางดูตลกยิ่งนัก ชาวบ้านรอบทิศอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ ฉาซื่อโกรธเพราะความอับอาย รีบลุกขึ้นมาถลึงตามองทุกคน “มองอะไร หากยังมองอีกข้าจะควักลูกตาพวกเจ้าออกมาซะ ไป ไสหัวไป!”
ชาวบ้านต่างรู้ดีว่านางเป็นคนอย่างไร แต่ละคนยังคงยิ้มอยู่และไม่สนใจนาง
หลิงซานฉิงปรบมือไปมา เอาเงินในมือฉาจื่ออันมา แล้วส่งไปให้สวีอิงเอ๋อร์ พลางส่งสายตาให้นาง นางรับเงินนี้ไปถือไว้ และจูงมือเจี่ยนเจี่ยนเดินกลับเข้าบ้าน ท่ามกลางสายตาของฉาซื่อที่ดูเหมือนอยากจะฆ่าคน
เมื่อฉาซื่อเห็นเงินถูกคนนอกถือไปจึงทนไม่ได้และโมโหขึ้นมาทันที “นังตัวดี นังผู้หญิงต่ำช้า มีเงินแล้วไม่ให้ข้ายังไม่ว่า นี่ยังให้คนนอกเอาไปอีก คอยดูวันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!” นางยกมือขึ้นเพื่อจะตี
หลิงซานฉิงเบี่ยงตัวหลบฝ่ามือนั้นได้อย่างง่ายดายเพราะเคยมีบทเรียนมาจากครั้งก่อน ฉาซื่อพลาดไปครู่หนึ่งก่อนจะยืนหลังตรง และเมื่อยื่นตรงแล้วก็พุ่งใส่หลิงซานฉิงอีกครั้ง
หลิงซานฉิงขมวดคิ้ว หญิงชราคนนี้ตามตอแยอะไรอย่างนี้ ช่างน่ารำคาญนัก ครั้งนี้นางไม่ได้หลบ แต่จับมือฉาซื่อไว้ แล้วดันไปข้างหน้า จนร่างฉาซื่อขยับออกไปจากจุดเดิม
[1] เปรียบเปรยถึงคนเก่งที่มีความสามารถอยู่เต็มตัว แต่อาจไม่มีใครรู้เพราะไม่ได้เผยตัวแสดงออก แต่ถ้าได้แสดงความสามารถเมื่อใด ก็จะทำให้คนรอบข้างตะลึงถึงความเก่งหรือความสามารถนั้นเป็นอย่างมาก
[2] หมายถึง หากเป็นคนยึดมั่นในคุณธรรม ซื่อตรงสุจริต ย่อมไม่กลัวคำครหา