ทำความเข้าใจสายพลังและลำดับขั้นในเรื่องสักนิด
สายพลังยุทธ์นั้นแบ่งออกเป็น 9 ลำดับขั้น ตามสีเรียงจาก แดง ส้ม เหลือง เขียว น้ำเงิน ขาว และไร้ลักษณ์ เป็นที่สุดแห่งการฝึกยุทธ์ เรียกว่าขั้นเซียน แต่ละขั้นแบ่งออกเป็นสามระดับ คือขั้นต้น ขั้นกลาง และขั้นสูง
สายพลังเวทนั้นแบ่งสองสาย คือสายต่อสู้ และสายรักษา
พลังเวทแบ่งออกเป็น 7 ลำดับขั้น เรียงตามลำดับ ขั้นที่ 1-7 แต่ละขั้นแบ่งออกเป็นสามระดับเช่นเดียวกับพลังยุทธ์ สายพลังเวทย์จะมีพลังที่เหนือกว่าสายยุทธ์หนึ่งขั้นเมื่อเทียบจากระดับเดียวกัน
..........................................................
“ท่านอ๋องท่านกลับมาแล้ว” นายกองเถาตู่ทำความเคารพอ๋องหนึ่งเดียวในราชวงศ์โจวอย่างนอบน้อมเป็นที่สุด เขาเลื่อมใสในตัวท่านอ๋องผู้นี้เป็นอย่างมาก นอกจากจะปรีชาด้านการปกครองแล้วยังปราดเปรื่องรอบด้านเป็นอย่างยิ่ง สามารถแก้ไขปัญหาหลายอย่างที่เรื้อรังมานานได้ ประชาชนต่างก็อยู่ดีกินดีมากขึ้น
“อืม” พระองค์ตอบรับเบาๆ นั่งลงบนเก้าอี้ตัวใหญ่กลางห้องหนังสือ นางกำนัลต่างยกขนมรินชาให้อย่างเป็นระเบียบ เสร็จแล้วก็ถอยออกจากห้องไป
“ได้รับจดหมายจากลูกน้องเจ้าแล้ว เจ้าสืบมาได้เรื่องอย่างไร?” พระองค์รีบกลับมาทันทีที่ได้อ่านข้อความในจดหมาย เห็นว่ามีพิรุธนักจึงเร่งกลับมา จากที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะพักผ่อนให้หายเหนื่อยเสียก่อนแล้วจึงค่อยกลับ
“ไม่ว่าจะสืบหาเช่นไรก็มิอาจได้ความเลยขอรับ อีกทั้งพวกนางก็ระแวดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง”
“แปลก...” โจวอ๋องเคาะนิ้วกับที่วางแขนเป็นจังหวะ “เจ้าบอกว่าพวกนางใช้ม้าอสูรเทียมรถม้าอย่างนั้นสินะ”
“พ่ะย่ะค่ะ ใช้ม้าอสูรตัวโตถึงสองตัวเทียมเลย ท่าทางดุร้ายก็จริงแต่กลับไม่โจมตีใส่ผู้คนหากไม่เข้าไปใกล้พวกมันหรือมีคำสั่งไว้ เห็นบ่าวชายบอกว่าพวกมันได้รับการฝึกมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ฝึก? ถึงกับฝึกอสูรไว้ใช้งาน” โจวอ๋องขมวดคิ้วเข้าหากัน “แล้วเจ้าเล่าได้ความว่าอย่างไร?”
โจวอ๋องหันไปถามกับชายร่างท้วมอีกคนเขาก็คือผู้จัดการที่โรงเตี้ยมสร้างสุขนั่นเอง
“ทูลท่านอ๋อง พวกเขาทั้งสี่คนล้วนเป็นผู้มีวิชาพ่ะย่ะค่ะ บ่าวชายเป็นผู้ใช้เวท บ่าวหญิงทั้งสองก็เป็นผู้เยี่ยมยุทธ์ วรยุทธ์ต่างอยู่ในขั้นสีเหลือง ระดับใดกระหม่อมไม่แน่ใจแต่คาดว่าไม่ต่ำกว่าระดับกลาง ทั้งสามคนล้วนสวมใส่เสื้อผ้าราคาแพง เครื่องประดับก็เป็นของชั้นหนึ่ง ส่วนผู้เป็นนายนั้นกระหม่อมด้อยความสามารถ ไม่อาจรู้ได้ว่านางอยู่สายใดระดับใดพ่ะย่ะค่ะ”
นายกองเถาตู่พยักหน้าเห็นด้วย บ่าวชายหญิงล้วนใช้ของมีราคาทั้งนั้น คราแรกเขาก็เข้าใจผิดเหมือนกัน ส่วนเรื่องสายระดับเขากลับรู้น้อยกว่าเถ้าแก่ถังเสียอีก แต่เดิมวรยุทธ์ของเขาก็ด้อยกว่าเถ้าแก่อยู่แล้วด้วย
“เจ้าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นสีสูงสีเขียวแต่ไม่อาจแน่ใจระดับของสาวใช้ยังพอเข้าใจว่าวรยุทธ์ที่พวกนางฝึกล้ำลึก แต่ถึงขนาดมองระดับของอีกฝ่ายไม่ออกเชียวรึ? หรือเจ้าจะบอกว่านางมีระดับเหนือกว่าเจ้ามาก? ไม่ใช่เจ้าบอกข้าว่านางอายุราวสิบห้าสิบหก หรือเจ้าจะบอกข้าว่านางเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปี!”
โจวอ๋องถามกลับเสียงดัง อาจเป็นเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการเร่งเดินทางทำให้อารมณ์ของพระองค์ไม่มั่นคงนัก เถ้าแก่ถังก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม
“เอาบันทึกลงทะเบียนเข้าเฝ้าของนางมา” โจวอ๋องสกัดกั้นอารมณ์ลง เรียกหาบันทึกที่พระองค์สั่งให้จดไว้ให้ละเอียดจากชายชราที่ทำหน้าที่บันทึกลงทะเบียน เขายื่นให้ด้วยมือที่สั่นเทา เขาเป็นเพียงขุนนางชั้นล่างไม่เคยพบท่านอ๋องมาก่อน ครั้งนี้เพียงโชคดีท่านอ๋องเรียกใช้จึงได้เข้าเฝ้า เห็นท่านอ๋องอารมณ์ไม่ดีก็พลอยใจหาย
“บ่าวชายหญิงลักษณะไม่ธรรมดาจริงๆ” โจวอ๋องเปิดอ่านบันทึกหน้าแรกไล่อ่านทุกบรรทัดอย่างละเอียด ลักษณะท่าทาง ส่วนสูง รูปร่าง การพูด การแสดงออก การแต่งกายล้วนมีอยู่ในรายละเอียดครบถ้วน เขียนระบุไว้ถึงสามหน้ากระดาษ
“เขียนได้ละเอียดครบถ้วนดีมาก...นับว่าใช้งานได้ถูกคน” โจวอ๋องพยักหน้าเอ่ยชม พึงพอใจในผลงานอย่างยิ่ง ฝ่ายถูกชมยิ้มกว้าง
โจวอ๋องเปิดอ่านจนถึงหน้ารายละเอียดของหญิงสาวนามเซินจูก็หยุดชะงัก ไล่อ่านข้อความซ้ำอยู่หลายรอบ นัยน์ตาเริ่มสั่นไหว มือไม้ก็สั่นระริก กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
“คนผู้นั้นสกุลเฉินหรือ?” โจวอ๋องเอ่ยถามเสียงสั่นเล็กน้อย
“พ่ะย่ะค่ะ หญิงสาวทั้งสามสกุลเฉิน บ่าวชายสกุลเวิน” ขุนนางจดบันทึกตอบ
“สตรีนามเซินจูมีลักษณะอย่างไร เจ้าเล่ามาให้ละเอียด”
เขาขมวดคิ้วนึกย้อนไปอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบ “เป็นหญิงสาวอายุสิบหก รูปร่างผอมเพรียว สูงราวหกฉื่อสี่ชุน ผิวขาวนวลแต่ไม่ถึงกับขาวซีด เหมือน...เปลือกไข่ ผมดำเป็นมันเงา นิ้วเรียวแต่ข้อใหญ่ น้ำเสียงก็ไพเราะมากพ่ะย่ะค่ะ นุ่มนวลเป็นจังหวะแต่ก็เด็ดขาด ส่วนใบหน้าก็งดงามเป็นเอก คิ้วตรงสวยแปลก ตาหงส์แต่กลมโต ริมฝีปากแดงเรื่ออิ่มเอิบ แล้วก็เอ่อ...ใบหน้าเรียวพ่ะย่ะค่ะ”
“...”
กล่าวจบแล้วก็เงยหน้าขึ้นมองผู้เป็นนาย เพราะอยู่ๆพระองค์ก็เงียบไม่เอ่ยคำใดต่อ หรือเขาจะเอ่ยสิ่งใดผิดไป?
โจวอ๋องได้ฟังก็เหม่อลอย คิดตามที่อีกฝ่ายบรรยายเห็นเป็นรูปร่างขึ้นในใจ ผลุนผลันลุกขึ้นเร่งเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ชายต่างวัยทั้งสามคนนั่งมองหน้ากันไปมา
“ข้า...ข้าเอ่ยอันใดผิดไปอย่างนั้นหรือ?”
นายกองเถาตู่กับเถ้าแก่ถังส่ายหน้าไปมา ที่เอ่ยมานั้นไม่ผิด แต่เขาอยากจะถามเหลือเกินว่าต้องจ้องมองนานเท่าใดจึงจดจำรายละเอียดได้ถึงเพียงนี้ พวกเขาทั้งสองเห็นเพียงครึ่งหน้า แต่ตอนนี้กลับวาดทั้งใบหน้าขึ้นในใจได้ราวกับเห็นเองกับตาเลยทีเดียว
ไม่นานนักโจวอ๋องที่เดินออกไปก็กลับมาพร้อมม้วนกระดาษม้วนหนึ่ง พระองค์คลี่เปิดอย่างทะนุถนอม กระดาษซีดเก่ามากจนเหลืองกรอบ แต่มีการเก็บรักษาเป็นอย่างดีติดแปะลงในกระดาษอีกแผ่นซ้อนไว้ป้องกันการขาดลุ่ย โจวอ๋องวางมันลงบนโต๊ะราวสมบัติล้ำค่า
“นางหน้าตาเหมือนในภาพหรือไม่?”
นายกองเถาตู่กับเถ้าแก่ถังเข้าไปมองใกล้ๆ แต่ไม่แน่ใจนัก เถาตู่จึงเอื้อมมือออกไปตั้งใจจะปิดใบหน้าส่วนล่างเปรียบเทียบเพื่อความแน่ใจ
เพี๊ยะ!
เพียงยื่นมือเข้าไปใกล้ก็โดนท่านอ๋องปัดมือออกอย่างแรง ทั้งห้องตกอยู่ในความตะลึง ไม่เคยมีครั้งใดเลยที่เขาจะเห็นท่านอ๋องเสียกิริยาเท่าครั้งนี้
โจวอ๋องสาดประกายผ่านทางสายตาอย่างดุดัน เถาตู่หัวหดกลับไปด้วยความกลัว แล้วเอ่ยขอโทษตะกุกตะกัก “ขอ...ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ”
..........................................................
1 ฉื่อ เท่ากับ 10 ชุน
1 ชุน เท่ากับ 1 นิ้ว
6 ฉื่อ 4 ชุน ประมาณ 165 เซนติเมตร