บทที่ 17 จีบสาวในผับ
เธอเฝ้าระวังเื่นี้อยู่เสมอ เมื่อในใจเกิดความสงสัย สายตาก็เหลือบมองไปยังจวีซือหนานที่กำลังจะออกจากบริษัทโดยไม่รู้ตัว
จากนั้นเธอก็ตามเป้าหมายออกมาจากบริษัท
ระหว่างทาง จวีซือหนานขับรถด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ทำให้เธอรู้สึกหงุดหงิดทั้งวัน แถมวันนี้ก็เผลอทำงานพลาด โชคดีที่หัวหน้ายังไม่ถือสาเธอ จึงไม่ได้ตำหนิถึงความผิดพลาดในครั้งนี้แต่อย่างใด ซึ่งมันก็ทำให้เธอตระหนักได้ถึงความผิดปกติของตัวเอง
เธอไม่ควรเป็แบบนี้เพราะผู้ชายคนนั้นเลย
จวีซือหนานปรับทัศนคติของตัวเองเสียใหม่ หลังจากผ่านสัญญาณไฟจราจรไปสองสามแยก รถก็มาจอดที่อะพาร์ตเมนต์ได้อย่างปลอดภัย
แต่ก่อนจะจอดสนิท สายตาก็เหลือบไปเห็นรถคันหนึ่งที่คุ้นเคย
จวีซือเฝย!
เธอคิดจะทำอะไรอีกแล้ว?
จวีซือหนานเหยียบเบรกอย่างแรง รถคันหลังก็ตามมาจอดข้าง ๆ
จากนั้น จวีซือเฝยก็ลงมาจากฝั่งคนขับ เธอสวมรองเท้าส้นสูง เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าซือหนานโดยห่างไปเพียงไม่กี่ก้าว
จวีซือหนานเปิดประตูรถออกมาด้วยความหงุดหงิด แล้วถามด้วยน้ำเสียงเ็า “เธอยังกล้าตามฉันมาอีกเหรอ โดนตบไปวันนั้นยังไม่พอหรือไง”
อีกฝ่ายหันมาจ้องเธอด้วยสายตาดูถูก และเหยียดหยาม
ในเมื่อตรงนี้ไม่มีใครอยู่ เธอก็ี้เีแสดงบทน่าสงสารแล้ว “ฉันมาหาหานเกาอี้ แกซ่อนเขาไว้ที่ไหน?”
เมื่อได้ยินดังนั้น จวีซือหนานก็เผลอหลุดหัวเราะออกมา แล้วพูดจาประชดประชันออกไปว่า “ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าเขาอยู่ที่ไหน แล้วฉันต้องช่วยดูแลผู้ชายของเธอด้วยเหรอไง? หรือว่าตอนนี้เธอน่าสมเพชถึงขนาดต้องมาตามหาผู้ชายกับฉันแล้ว? น่าสนุกดีนะ”
“ต่อให้ฉันดูแลเขาดีแค่ไหน ก็คงห้ามพวกจิ้งจอกเ้าเล่ห์มาเสนอตัวให้เขาไปไม่ได้!”
“เสนอตัว? หึหึ… น้องพี่… เธอกำลังพูดถึงตัวเองอยู่หรือเปล่า?”
จวีซือหนานไม่ใส่ใจคำพูดของเธอ แต่กลับกัน เธอรู้สึกสบายใจกว่าที่ได้เห็นอีกฝ่ายเปิดเผยธาตุแท้ออกมา แทนที่จะทำตัวเป็หญิงสาวใสซื่อบริสุทธิ์เรียกร้องคะแนนสงสารอย่างทุกที
จวีซือเฝยโมโหจนหน้าแดงก่ำ “แก… นังผู้หญิงชั้นต่ำ! แกกำลังด่าใคร?”
“ฉันจะไปด่าใครได้ล่ะ? ไม่ใช่ว่าเธอพูดคำว่า ‘เสนอตัว’ ขึ้นมาเองหรอกเหรอ? ฉันยังไม่ได้ด่าเธอว่า ‘เสนอตัว’ สักหน่อย จะโมโหทำไมเนี่ย”
“ปากคอเราะรายซะจริง!” จวีซือเฝยชี้หน้าเธอด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวจากอารมณ์โกรธ “ฉันขอเตือนไว้อย่าง ตอนนี้แกก็ถูกเขาทิ้งไปแล้ว ก็ควรอยู่อย่างสงบเสงี่ยมในที่ของแก อย่ามาคิดหากลอุบายเพื่อล่อลวงเขาไปจากฉัน! หานเกาอี้เป็ของฉันคนเดียว!”
จวีซือหนานหัวเราะเยาะอย่างเวทนา “ใช่แล้ว! เขาเป็ของเธอ ฉันไม่มีความสนใจที่จะแย่งเขามาจากเธอหรอกนะ เพราะในสายตาของฉันตอนนี้ เขาไม่คู่ควรกับฉันเลยด้วยซ้ำ คนที่มีแต่กลิ่นเหม็นคาวอย่างพวกเธอก็เหมาะที่อยู่ด้วยกันแล้วละ”
“แกกำลังด่าใคร? ลองด่าฉันอีกครั้งดูสิ!”
จวีซือหนานจ้องตาเธออย่างไม่เกรงกลัว ก่อนจะพูดให้เธอฟังช้า ๆ ชัด ๆ
“ฟังให้ดีนะ ฉันพูดว่า ในสายตาของฉัน คนที่มีแต่กลิ่นเหม็นคาวอย่างพวกเธอก็เหมาะที่อยู่ด้วยกันแล้วละ!”
“แก!”
คำพูดของจวีซือหนานทำให้จวีซือเฝยรู้สึกอับอาย เธอกลั้นอารมณ์โกรธไว้ไม่ไหวจึงะโลั่น “ออกไปซะ ออกไปให้พ้น ๆ ยิ่งไปไกล ๆ ได้ยิ่งดี และอย่ากลับมาอีก!”
“แต่ขอโทษทีนะ ที่นี่มันบ้านของฉัน ไม่ใช่บ้านของเธอ ถ้าใครสักคนจะต้องออกไป คนคนนั้นควรจะเป็เธอมากกว่า”
จวีซือเฝยโกรธจนตัวสั่น เธอง้างมือขึ้นเตรียมจะตบจวีซือหนาน แต่เมื่ออีกฝ่ายเห็นท่าทางแบบนั้นจึงรวบแขนของเธอไว้ แล้วผลักเธอออกไป “ถ้าจะมาโวยวายก็กลับไปทำที่บ้านของเธอโน่น ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เธอจะมาอาละวาดได้!”
“แก…”
จวีซือเฝยชี้หน้าเธอด้วยความโมโห แต่จวีซือหนานกลับไม่สนใจเธอ แล้วหันหลังเดินจากไปในทันที แต่จวีซือเฝยไม่ยอมจำนน เธอเดินตามไปจับตัวซือหนานไว้อีกครั้ง “นังแพศยา ไหนแกลองพูดมาอีกที…”
กริ๊ง!
จวีซือเฝยพูดยังไม่ทันจบ เสียงโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น เธอใช้มือข้างหนึ่งจับตัวจวีซือหนานไว้ และใช้มืออีกข้างหยิบโทรศัพท์ออกมา เมื่อเห็นว่าเป็เบอร์ของเพื่อนสนิท เธอก็รีบกดตัดสาย แต่ยังไม่ทันได้เก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋า ข้อความรูปภาพก็โผล่เข้ามาแทรก
เมื่อเปิดดู ภาพของหานเกาอี้ที่กำลังกอดจูบกับสาวคนอื่นในผับก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ จวีซือหนานที่ตั้งใจจะสะบัดตัวออกจากจวีซือเฝยก็พลอยเห็นภาพนั้นโดยบังเอิญ
ในตอนนั้นสีหน้าของจวีซือเฝยก็พลันเปลี่ยนเป็นิ่งอึ้งไป เธอรีบเก็บโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋าเพื่อปกปิดความอับอาย
“ไว้คราวหน้าฉันจะมาคิดบัญชีกับแกใหม่!”
จวีซือหนานสะบัดแขนเสื้อตัวเอง แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย “ทำไม? ไม่ใช่ว่าคนของเธอกำลังไปจีบสาวที่ผับอยู่งั้นเหรอ”