> อี
สนามบินค่ำวันศุกร์คนเดินสวนไปมาจนทำผมผู้เวียนหัวบ่อยเป็ทุนเดิมเกิดอาการหัวหมุนจนอยากหลับตานอนนิ่งๆ แต่สิ่งที่ทำก็คือลากกระเป๋าและลากร่างที่ป้อแป้เต็มทีเดินมายังประตูทางออกก่อนที่รถ SUV ตบแต่งแนวสปอร์ตสีดำสนิทจะจอดตรงหน้า
ผมส่ายหน้าพร้อมทำปากบอกคนขับว่าจะอ้วกแล้วชี้มือไปยังกระเป๋า ส่งสัญญาณให้คนข้างในช่วยยกขึ้นรถผมเปิดประตูขึ้นนั่งโดยไม่สนใจว่าอีกคนจะเต็มใจลงมายกกระเป๋าให้หรือไม่
“ไอ้เหี้ยมึงใช่เมียกูไหม กูต้องรับใช้มึงขนาดนี้เนี่ย” คนตัวเล็กบ่น
จริง ๆแล้วตัวมันไม่เล็กเท่าไหร่ สูง 175 เิเ มีซิกซ์แพ็กและรูปร่างเฟิร์มเช่นคนเล่นกีฬาเป็ประจำแต่มันโชคร้ายที่มาอยู่กับพวกผม หมายถึงตัวผมที่สูง 188เิเและไอ้เฟิร์สซึ่งสูง 182 ประกอบกับหน้าตาจิ้มลิ้มปากนิดจมูกหน่อยดูน่ารัก น่าทะนุถนอม มันจึงเป็ที่ไว้ใจของเหล่าสาว ๆมากกว่าพวกผม ถึงขั้นที่ว่าพวกหล่อนลากมันมากอดมาฟัดได้สนิทใจ เป็ไอ้ต้าวของเพื่อน ๆ หางจิ้งจอกของมันโผล่ออกมาก็ไม่มีใครเห็น
“เห็นใจกูเท้อั้แ่เช้ากูยังไม่ได้กินข้าวเลย กินแต่กาแฟ นี่ก็สามแก้วละมึงไม่รู้เวรกรรมอะไรของกู วันนี้กัปตันแม่งทอปฟอร์มฉิบหายขับเบี่ยงซ้ายขวาสกิลเหนือชั้น กูจะขอถุงอ้วกก็อายแอร์”
“เวรละไม่ใช่มาอ้วกใส่เบาะรถกูนะมึง วันอาทิตย์กูต้องขับกลับดอย ให้กูดมอ้วกมึงไปสองสามชั่วโมงไม่ไหวนะเว้ย”
ผมเอียงข้างให้มันหลับตา ไม่อยากต่อปากต่อคำเพราะไม่เช่นนั้นคงอ้วกออกมาจริง ๆ
ผมหลับตลอดทาง กระทั่งรถจอดสนิทจึงลืมตาภาพที่ปรากฏมิใช่คอนโดซึ่งอาศัยั้แ่เรียนมัธยม แต่เป็ร้านข้างคอนโดซึ่งกลางวันเปิดเป็คาเฟ่กาแฟน่ารักมีแมวอ้วนตัวหนึ่งย้ายที่นอนไปตามมุมต่าง ๆ ตกค่ำร้านจะกลายเป็บาร์ที่รวบรวมแอลกอฮอล์สายคราฟต์จากทั่วโลก
“อ่าวยังไม่กลับห้องเหรอมึง กูไม่ค่อยไหวว่ะวันนี้ อยากอ้วกจริงจัง”
“เอาน่าไปดูใจเพื่อนมึงก่อน ป่านนี้ตายไปยังไม่รู้ วันนี้เสือกเจอโจทก์เก่า”
ผมก้าวเท้าตามแรกไปติดๆ แม้อาการเวียนหัวยังไม่เบาบาง ด้วยเข้าใจดีว่าเฟิร์สเจอมาหนักแค่ไหน
ผมกับแรกพอจะทราบความสัมพันธ์ระหว่างฟ่างกับเฟิร์สแม้ว่าผมรู้จักฟ่างเพียงผิวเผิน แต่ด้วยความสนิทสนมกับเฟิร์สพวกผมจึงพอเข้าใจความรู้สึกของคนทั้งสอง เพียงแต่ไม่ได้พูดหรือถามอะไรเพราะเป็เื่ส่วนตัวได้แต่อยู่เคียงข้างยามเพื่อน้า ดังเช่นพวกเราตอนนี้ที่นั่งกันเงียบ ๆพูดคุยเื่สัพเพเหระ ถามไถ่เื่การงาน่ที่ผ่านมา
จริง ๆแล้วผมกลับมาเชียงใหม่เกือบทุกสัปดาห์ แม้บริษัทที่ผมทำงานจะตั้งอยู่กรุงเทพฯแต่ด้วยลักษณะงานซึ่งเกี่ยวข้องกับงานวิจัย ต้องอ่านและวิเคราะห์ข้อมูลวางแผนการทำวิจัย เลือกไซต์ที่จะทำ รวมถึงประสานงานกับเหล่านักวิจัยที่กระจายอยู่ทั่วโลกการทำงานส่วนใหญ่จึงมิได้ปักหลักอยู่กับที่ ต้องเดินทางรวมถึงทำงานออนไลน์บ่อย ๆจนเฟิร์สเคยออกปากว่าเจอะผมบ่อยกว่าแรกซึ่งทำงานอยู่เชียงใหม่ด้วยซ้ำ
ท้องผมว่างจนรู้สึกคลื่นไส้ จึงมิได้แตะคราฟต์เบียร์บนโต๊ะผมตัดสินใจเดินไปยังเคาน์เตอร์บาร์เพื่อเลือกเครื่องดื่มที่ช่วยทำให้สดชื่น พร้อมกับหาของกินบรรจุท้องอันว่างเปล่า
เคาน์เตอร์บาร์ไม่มีใครนั่งเพราะเป็่หัวค่ำประกอบกับร้านนี้เป็เพียงร้านเล็ก ๆ ลูกค้าส่วนใหญ่เป็ขาประจำผู้ชื่นชอบรสชาติเฉพาะตัวของเครื่องดื่ม ร้านนำเข้าเครื่องดื่มสายคราฟต์ทำให้ราคาค่อนข้างสูงมิหนำซ้ำดนตรียังเน้นเปิดเพลงอะคูสติกเบา ๆนักศึกษาและขาจรจึงไม่ค่อยแวะเวียนเข้ามา
สิ่งที่ทำผมแปลกใจคือนอกจากไม่มีลูกค้าแล้วเ้าของร้านซึ่งกลางวันเป็บาริสต้า ตกกลางคืนกลายร่างเป็บาร์เทนเดอร์ก็ไม่มารอรับออร์เดอร์ค็อกเทลหลากหลายรสชาติและสีสันเหมือนเคย
ผมมองรอบ ๆก่อนหันกลับมาเจอใบหน้าขาว ๆ ที่ชะโงกเข้ามาจนหน้าเราห่างกันไม่ถึงคืบ
มาตอนไหนวะผมถอยหลังหนึ่งก้าวตามสัญชาตญาณ
“โทษทีครับของมันตกพื้น มัวแต่มุดหาเลยไม่ได้รับออร์เดอร์ รับอะไรดีครับ”
ไอ้แรกว่าตัวเล็กแล้วเจอคน ๆ นี้กลับเล็กยิ่งกว่า น่าจะสูงประมาณ 170ต้น ๆ แถมยังตัวบางๆ ยิ้มจนตาหยี สิ่งเดียวที่ทำให้ผมค่อนข้างแน่ใจว่าเขามิใช่เด็กมัธยมคือสีผมน้ำตาลซีดจางชนิดที่เด็กมหาวิทยาลัยชอบย้อมผมที่เริ่มยาวนั้นถูกเ้าตัวมัดรวบเอาไว้ลวก ๆ
“พี่อธิปไปไหนครับอยากได้เครื่องดื่มสักแก้ว”
“แกอยู่หลังร้านครับเครื่องดื่มสั่งกับผมได้เลย ผมเป็คนชงเอง”
“บาร์เทนเดอร์?”
“ครับแล้วแต่จะเรียกเลย รับอะไรดีครับ”
ผมขมวดคิ้วมองใบหน้าที่ยังคงยิ้มตาหยี มองเรื่อยไปยังต่างหูห่วงกลมไล่ตามปอยผมตรงต้นคอและไหล่บาง จนมาหยุดที่ข้อมือเล็ก ๆสงสัยว่าข้อมือเท่านี้จะชงเหล้าได้จริงหรือ
“คือผมไม่ได้จะสั่งนมปั่นนะผมอยากได้ไอ้ที่มันมีแอลกอฮอล์”
แทนที่จะโกรธคนตรงหน้ายังยิ้มตาหยี ชูกระบอกผสมเครื่องดื่มในมือ แถมยกนิ้วโป้งขึ้นมาจิ้มที่อกตัวเองราวกับจะบอกว่าผมนี่แหละตัวจริง
“เอ่องั้นผมขออะไรที่สดชื่นหน่อยละกันครับ พอดีเมาเครื่องบิน เอาเป็ Mojito ก็ได้นะ”
ผมพูดถึงเครื่องดื่มรสซ่าที่มีกลิ่นมินต์โดดๆ และไม่หวานมาก ซึ่งน่าจะทำให้อาการคลื่นเหียนบรรเทาลงบ้าง
แก้วเครื่องดื่มสีน้ำตาลอ่อนถูกวางลงตรงหน้าผมค่อย ๆ ยกขึ้นจิบ มือัักับความเย็นของแก้วจนเกือบชักมือกลับ
รสชาติเครื่องดื่มไม่คุ้นเคยมันยังคงกลิ่นมินต์ แต่ทว่าเบาบาง แทรกขึ้นมาด้วยกลิ่นคล้าย ๆ ขิง ใช่ผมว่าขิงแหละเพราะมีรสเผ็ดอ่อน ๆ เจือด้วยรสเปรี้ยวนิด ๆไม่ใช่เปรี้ยวแหลมแบบมะนาว ผมไม่รู้ว่ามันคือรสของอะไรรู้แต่ว่าทุกอย่างเข้ากันเหมาะเจาะ
“ขิงแก้motion sickness* ได้นะครับ อ้อแก้วนี้ผมยังไม่ใส่แอลกอฮอล์นะ ท้องว่างแบบนี้ไม่น่าจะดีอะ แล้วอันนี้ผมให้กินผลไม้จะได้สดชื่น”
แอปเปิลลูกหนึ่งวางลงตรงหน้าผมแต่เ้าของรอยยิ้มตาหยีนั้นเดินไปรับออร์เดอร์จากลูกค้าที่เริ่มเข้ามานั่งหน้าบาร์กันแล้ว
ผมถือแอปเปิลลูกนั้นเดินกลับมาที่โต๊ะเฟิร์สกับแรกนั่งเงียบ จมจ่อมอยู่กับตัวเองและแก้วเครื่องดื่มในมือ
โต๊ะของเราตั้งอยู่ในตำแหน่งที่มองเห็นเคาน์เตอร์บาร์พอดีเพียงแต่ทีแรกผมนั่งหันหลัง จึงไม่ทันสังเกตคนที่อยู่ตรงนั้นตอนนี้ผมจึงเดินอ้อมมานั่งข้างเฟิร์ส โดยแรกนั่งอยู่ตรงข้าม
“แล้วตกลงยังไงมึงได้เจอมันมั้ยตอนมันมาเอาโทรศัพท์” แรกถามขึ้นมาทำลายความเงียบ
“เปล่าไม่เจอ กูฝากไอ้นอร์ทให้เจอแทน”
“มันดีแล้วเหรอวะที่มึงอยู่กับความคลุมเครือมาสิบเอ็ดปีมึงมีความสุขกับการเอาเื่ทั้งหมดยัดใส่กล่องแล้วซุกไว้หรือวิ่งหนีตัวเองแบบนี้จริง ๆ เหรอวะ แล้วมันว่าไงมั่ง”
“กูก็ไม่รู้ไอ้นอร์ทมันไม่ได้ว่าอะไร กูไม่ได้ถาม ถ้ามึงอยากรู้ก็ไปถามไอ้นอร์ทเอาเองแล้วไม่ต้องมาบอกกู กูไม่แน่ใจว่าอยากรู้จริงไหม”
ผมเข้าใจดีเฟิร์สมิได้ไม่อยากรู้ว่าฟ่างพูดอะไรบ้าง แต่เขากลัวได้ยินว่าฟ่างไม่พูดอะไรต่างหากมันคงเ็ป หากคนที่เราไม่มีทางลืม กลับไม่เคยให้ความสำคัญกับเราเลย
“ได้กูลุกไปถามไอ้นอร์ทเอง”
ไม่พูดเปล่าแรกเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์บาร์ ก่อนนั่งลงตรงหน้าเ้าของยิ้มตาหยีซึ่งตอนนี้รอยยิ้มหายไปคิ้วขมวดมุ่นเล็กน้อย พร้อมกับมองมาที่โต๊ะของเราบ่อย ๆ
motion sickness* :อาการป่วยจากการเคลื่อนที่ เช่นนั่งในยานพาหนะเกิดจากการที่ร่างกายปรับตัวไม่ทัน
©©©