ภายในเรือนบรรพบุรุษเงียบสงัดไปสองสามชั่วลมหายใจหยางเจิ้นถึงได้ฝืนยิ้มอย่างดูไม่ได้ออกมาแล้วเอ่ยอย่างแช่มช้าว่า“ท่านผู้นำตระกูล แบบนี้ไม่ค่อยเหมาะสมกระมัง”
หยางกวงหน้าแดงก่ำรีบแย้งขึ้นอย่างดุเดือด “ไม่ได้! ทำเช่นนี้ไม่ได้!”
ไม่รอให้หยางเซียวเอ่ยปากคนในตระกูลที่อยู่รอบด้านก็ตำหนิเสียงดังทันที “บังอาจกล้าเสียมารยาทกับท่านผู้นำตระกูลเชียวหรือ!”
หยางเซียวโบกมือเล็กน้อยส่งสัญญาณให้คนในตระกูลที่อยู่รอบด้านเงียบลง แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม“เหตุใดถึงไม่ได้ พวกเ้าอยากได้เรือนหมายเลขสาม ข้าก็ยกเรือนหมายเลขสามให้พวกเ้าเรือนหมายเลขสองเป็ที่อาศัยของข้า จะจัดการมันอย่างไรก็เป็เื่ของข้าเ้าลองพูดมาซิว่าเหตุใดถึงไม่ได้ หากเ้าพูดมีเหตุผล ข้าก็ยินดีรับฟัง”
พอถูกย้อนถามกลับเป็หยางกวงที่หยุดชะงัก ตะลึงงันอยู่ที่เดิม
หยางเจิ้นสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “ท่านผู้นำตระกูลเข้าใจผิดแล้ว เสี่ยวเอ๋อร์ไม่ได้ต่อต้านแต่แค่รู้สึกว่าการทำเช่นนี้เป็การทำลายความสง่างามของท่านผู้นำตระกูล ถึงอย่างไรเสียในตระกูลก็ไม่เคยมีเื่แบบนี้มาก่อน”
“อ่อ?เช่นนั้นก็ขอบคุณทั้งสองที่เป็ห่วงแล้ว” หยางเซียวฉีกยิ้มบางแล้วกล่าวต่อว่า“ทว่าาุโรองพูดผิดแล้ว ในตระกูลไม่ใช่ว่าไม่เคยเกิดเื่เช่นนี้มาก่อน ตอนนั้นท่านบรรพบุรุษหยางเหวินก็เคยจัดให้น้องสาวของเขาพักที่เรือนหมายเลขสองด้วยกันาุโรองลืมไปแล้วหรือ”
“เื่นั้น...”
ชั่วขณะนั้น หยางเจิ้นพลันเงียบงันไป
ไม่เพียงแต่หยางเจิ้นคนที่เหลือในตระกูลก็เงียบกันหมดเช่นกัน
ผ่านมาสิบกว่าปีพวกเขาเกือบลืมไปแล้วว่าภรรยาของหลันเสียนหลง มารดาของหลันเฟิงคือน้องสาวแท้ๆของหยางเซียว
หากจะโทษก็ต้องโทษที่หลันเสียนหลงถ่อมตนเกินไปตอนนั้นหยางถงเสียชีวิตเพราะคลอดยาก และหลันเสียนหลงก็ไม่เคยแสดงอำนาจในฐานะนั้นตำแหน่งาุโลำดับที่สามเขาก็ต่อสู้เอามาด้วยตัวเองจากการทำคุณงามความดีนับไม่ถ้วน
ด้วยเหตุนี้เมื่อผ่านไปสิบกว่าปีคนในตระกูลจึงแทบจะลืมฐานะของเขาไป คิดว่าเขาเป็ญาติสายรองธรรมดา
ในใจของทุกคนพลันเกิดความรู้สึกนับถือหลันเสียนหลงผุดขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด
หยางเซียวยิ้มจางพลางเอ่ยกับหลันเสียนหลงและหลันเฟิงโดยไม่ได้สนใจหยางเจิ้นพ่อลูกสักนิด “พวกเ้าสองคนกลับไปเก็บของเถอะวันนี้ก็ย้ายเข้ามาได้เลย เรือนหมายเลขสองกว้างใหญ่มีที่ให้พวกเ้าสองคนพักอยู่แล้ว”
“ขอบคุณผู้นำตระกูล”หลันเสียนหลงพยักหน้าให้หยางเซียวอย่างสบายๆ แล้วตอบตกลง
น้ำเสียงของเขาราบเรียบเหมือนดั่งตอนแรกราวกับไม่รู้สึกยินดียินร้ายใดๆ
หลันเฟิงเองก็เอ่ยอย่างไม่ถ่อมตนและไม่หยิ่งยโสเช่นกัน“ขอบคุณผู้นำตระกูลขอรับ”
สายตาอ่อนโยนเลื่อนมาที่เรือนร่างของหลันเฟิงหยางเซียวเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า “จากนี้ไป ในโอกาสที่เป็ทางการเ้าเรียกข้าว่าท่านผู้นำตระกูลได้ทว่าในที่ส่วนตัวข้าหวังว่าเ้าจะเรียกข้าว่าท่านลุง”
ยามพูด สายตาของเขาก็กวาดไปรอบๆเหมือนตั้งใจและไม่ตั้งใจ
ประโยคนี้ไม่เพียงแต่หลันเฟิงพ่อลูกที่ได้ยินแต่ทุกคนในตระกูลที่อยู่รอบด้านต่างก็ได้ยินเช่นกัน
คำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าเขาสนิทกับหลันเฟิงสองพ่อลูกมาก
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้คนในตระกูลที่ไม่ค่อยญาติดีกับหลันเฟิงพ่อลูกนักเกรงว่าคงต้องพยายามเก็บสีหน้ากันสุดความสามารถ และทบทวนสิ่งที่พูดและกระทำไปก่อนหน้านี้ให้รอบคอบมิเช่นนั้นหากล่วงเกินผู้นำตระกูลเข้าผลที่ตามมานั้นร้ายแรงเสียยิ่งกว่าล่วงเกินาุโรองหยางเจิ้นมาก
“ท่านผู้นำตระกูลหากไม่มีเื่ใดแล้ว พวกเราพ่อลูกก็ขอตัวก่อน” หยางเจิ้นเอ่ยอย่างราบเรียบด้วยสีหน้าอันเคร่งขรึม
ฟังจากน้ำเสียงไม่ออกว่าเขารู้สึกอย่างไรแต่สีหน้าที่เขียวคล้ำเล็กน้อยกลับเป็การบอกทุกคนว่าอารมณ์ของเขาคงไม่ค่อยดีนัก
หากบอกว่าหยางเจิ้นคือพวกแผนสูงยากจะมองอารมณ์ความรู้สึกเช่นนั้นหยางกวงบุตรชายของเขาก็เป็คนที่ไร้ซึ่งความสุขุมใบหน้ามีความไม่พอใจและความโกรธแค้นประดับอยู่อย่างชัดเจน
ไม่นานหลังจากนั้นผู้คนที่เบียดเสียดกันอยู่ในเรือนบรรพบุรุษก็เหลือเพียงไม่กี่คน
เหลือเพียงคนที่ต้องคอยเก็บกวาดไม่กี่คน
ยามบ่าย หลันเฟิงสองพ่อลูกก็วุ่นอยู่กับการเก็บของในเรือนของที่ไม่มีค่าและของที่ไม่มีประโยชน์ก็โยนทิ้งไปจนหมดของที่เหลือก็มัดรวมกันใช้รถไม้ขนไปที่เรือนหมายเลขสอง
หลังจากใช้เก้าแรงวัวสองแรงเสือ[1]ประกอบกับการช่วยเหลือของคนในตระกูลถึงได้เก็บข้าวของจำนวนมากเสร็จ
ยามพลบค่ำ แสงอาทิตย์ยามเย็นตกกระทบใบหน้าอ่อนเยาว์ของชายหนุ่มเผยให้เห็นความอาลัยอาวรณ์และการเยาะเย้ยตนเองหลายส่วนรางๆ
แม้ว่าจะได้ย้ายไปเรือนหมายเลขสองแต่ถึงอย่างไรเสียที่นี่ก็เป็สถานที่ที่หลันเฟิงเติบโตมาสิ่งของทุกอย่างที่นี่ล้วนเต็มไปด้วยความเ็ปและความสุขของเขา
“พี่หลันเฟิงเก็บของเสร็จแล้วหรือ” ไกลออกไปมีเสียงไพเราะกังวานของหยางเสวี่ยดังแว่วมา
มือกว้างใหญ่คู่หนึ่งพลันตบบ่าของเขาเบาๆข้างหูก็มีเสียงของบิดาดังขึ้น “ไปกันเถอะ จากนี้มีโอกาสค่อยกลับมาดู”
หลันเฟิงสูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง แล้วค่อยๆ ชักสายตากลับมาอย่างอาลัยอาวรณ์ ก่อนหันไปพยักหน้าให้ท่านพ่อแล้วเอ่ยกับแม่นางหยางเสวี่ยที่เดินมาจากไกลๆ ว่า “เสร็จแล้ว พวกเราไปกันเถอะ”
แสงยามพลบค่ำส่องกระทบเรือนร่างของบิดาทำให้เงาของเขาทอดยาวขึ้น เงานั้นแฝงไว้ด้วยความเปลี่ยวเหงาและโดดเดี่ยวหลายส่วน
ภายใต้การนำทางของแม่นางหยางเสวี่ยไม่นานหลันเฟิงพ่อลูกก็เข้าไปในเรือนหลังใหม่
เทียบกับเรือนหมายเลขสามแล้วทัศนียภาพของที่นี่สวยและสงบเงียบมากกว่าระดับความเข้มข้นของไอปราณก็มากกว่าเรือนหมายเลขสามแทบจะไม่ด้อยไปกว่าสถานที่ฝึกฝนโดยเฉพาะอย่างริมแม่น้ำหยกวารีเลย
ในเรือนมีของใช้ครบครันวางเรียงรายอย่างงดงามมีสง่า แต่กลับไม่ฟุ้งเฟ้อ ทุกที่ล้วนแผ่บรรยากาศสูงศักดิ์ออกมารางๆ
“เหนื่อยมาทั้งวันแล้วเ้าไปพักผ่อนเถอะ” หลันเสียนหลงรีบกินข้าวเย็นแล้วโบกมือให้หลันเฟิงเป็สัญญาณว่าตนจะเป็คนเก็บถ้วยชามเอง
หลันเฟิงไม่ได้ปฏิเสธเจตนาดีของท่านพ่อเขาหยุดงานในมือแล้วกลับเข้าห้องนอน
สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ช่างกระตุ้นเขายิ่งนัก
แม้ในสายตาของคนนอกการได้ย้ายเข้ามาในเรือนหมายเลขขสองจะเป็เกียรติอย่างหนึ่งแต่สำหรับชายหนุ่มที่เย่อหยิ่งนั้น กลับเป็การทำลายศักดิ์ศรีของเขาอย่างลึกซึ้งถึงกระดูก
ิญญาศาสตราก้านเจี้ยงมองชายหนุ่มที่ฝึกฝนอย่างหนักอย่างเงียบๆทั้งรู้สึกชื่นชมและปวดหัวไปพร้อมๆ กัน
เขาััได้ว่าตนควรจะทำอะไรสักอย่างมิเช่นนั้นชายหนุ่มยังไม่ทันเติบโต ก็คงถูกโลกภายนอกกดดันจนบี้แบนแล้ว
หลังจากผ่านไปสองชั่วยามชายหนุ่มถึงลืมตาทั้งสองข้างขึ้นแล้วพ่นลมหายใจออกมาอย่างแช่มช้า ตอนนี้ภาระที่ร่างกายของเขารับได้ก็มาถึงขีดจำกัดแล้วหากฝึกฝนต่อไปก็มีแต่จะสูญเสีย
ทว่าเมื่อเขาััได้ถึงจุดตันเถียนที่เต็มเปี่ยมดวงตาของชายหนุ่มก็เต็มไปด้วยชีวิตชีวา
ผ่านการฝึกฝนมาครึ่งคืนพลังยุทธ์ของเขาก็เข้าใกล้ระดับไอปราณเข้ามาอีกก้าวแล้ว
การฝึกฝนไม่อาจทดแทนการนอนหลับได้แม้ว่าหลันเฟิงจะกระปี้กระเปร่าและตื่นเต้นมาก แต่ร่างกายกลับเผยสัญญาณของความเหนื่อยล้าออกมาอวัยวะภายในทำงานมาเป็เวลานาน คล้ายกับกำลังรับภาระอันใหญ่หลวง ตอนนี้เขาควรจะรีบพักผ่อนเพื่อให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้ผ่อนคลาย
ภายใต้แสงจันทร์ผ่องชายหนุ่มนอนขดตัวอยู่ในผ้าห่มราวกับทารกแรกเกิดอย่างไรอย่างนั้น
วันรุ่งขึ้น
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จหลันเฟิงที่เดิมเตรียมจะฝึกฝนต่อกลับถูกิญญาศาสตราก้านเจี้ยงห้ามเอาไว้
หลันเฟิงมองชายชราที่อยู่ข้างกายด้วยความฉงนและไม่เข้าใจเจตนาของชายชรา
“เส้นทางแห่งการฝึกตนต้องรู้จักตึงเครียดและผ่อนคลายให้พอเหมาะข้าไม่โต้แย้งการฝึกฝนอย่างหนักแต่หากฝึกฝนหนักเกินไปในระยะยาวจะทำให้ร่างกายของเ้ารับภาระหนักอันตรายที่ซ่อนอยู่มันได้ไม่คุ้มเสีย”
ชายชรามองหลันเฟิงอย่างราบเรียบแม้ว่าน้ำเสียงจะไม่ได้เข้มงวด แต่กลับแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดทำให้ผู้คนไม่อาจปฏิเสธได้ “และยิ่งไปกว่านั้นวิธีการฝึกฝนของเ้ามันซ้ำซากเกินไปผลลัพธ์จึงลดลงมาก”
มุมปากของหลันเฟิงหยักรอยยิ้มเยาะออกมาแล้วหัวเราะอย่างขมขื่น“ข้าย่อมรู้เหตุผลนี้ แต่ว่า...”
การกระทำของหยางเจิ้นพ่อลูกทำให้เขาถูกกระตุ้นและเกิดแรงกดดัน
“สามปีเ้ายังทนได้จำต้องใสใจด้วยหรือ” ชายชราไม่เห็นด้วยกับข้อแก้ตัวของชายหนุ่มทว่าน้ำเสียงกลับอ่อนโยนลงเล็กน้อย
เขาจ้องใบหน้าอ่อนเยาว์ของชายหนุ่มนิ่งแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ “วางใจเถอะ ขอแค่เ้าเชื่อฟัง ข้ารับประกันเลยว่าพลังยุทธ์ของเ้าจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วอย่างน้อยก็เร็วกว่าที่เ้าฝึกฝนอย่าบ้าคลั่งเช่นนี้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของชายหนุ่มพลันเปล่งประกายทันที “จริงหรือ”
ชายชราเอ่ยอย่างราบเรียบ“เป็ความจริงหรือไม่ อีกเดี๋ยวเ้าก็รู้แล้ว”
“งั้นก็ได้ ท่านว่ามาสิว่าข้าต้องทำอย่างไร”
“ไปเอาเครื่องมือตีเหล็กมาชุดหนึ่ง”
“จะเอาของเล่นมาทำอะไรเรียนตีเหล็กหรือ”
“ระวังคำพูดหน่อยหลอมศาตรายุทธ์ ไม่ใช่ตีเหล็ก!”
“หลอมศาสตรายุทธ์ก็คือการตีเหล็กไม่ใช่หรือ”
“หยุดพูดไร้สาระได้แล้วเ้าแค่ไปทำตามที่ตาเฒ่าบอกก็พอ” ชายชราเบาะปากมองค้อน เขาโกรธจนเคราชี้ตั้งแล้วเร่งเร้าอย่างหมดความอดทน
ชายหนุ่มหัวเราะคิกคักเขาพ่ายแพ้ในการต่อล้อต่อเถียงกับชายชรา จึงทำได้เพียงหุบปากฉับอย่างว่าง่าย
หลอมศาสตรายุทธ์คือวิธีเฉพาะของปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์
ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ก็ตรงตามชื่อพวกเขาสามารถหลอมอาวุธที่ทรงพลังได้ หากอาศัยศาสตรายุทธ์ที่เหล่าปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์หลอมก็สามารถต่อสู้ข้ามขั้นได้อย่างไม่ยากนักไม่ว่าจะเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์คนไหนๆ ขุมอำนาจต่างๆ ก็มักจะไล่ล่าและพยายามดึงมาเป็พวกอย่างบ้าคลั่งมีชื่อเสียงและอำนาจโดดเด่น สูงศักดิ์เป็อย่างยิ่ง
สาเหตุที่ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์มีตำแหน่งเช่นนี้ย่อมเป็เพราะจำนวนที่น้อยและความสามารถอันน่ากลัว
เพราะเงื่อนไขในการเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์นั้นโหดมาก
ประการแรกต้องมีสติปัญญาเฉียบแหลมรวดเร็วเพื่อจะได้สังเกตเนื้อััและคุณภาพของวัสดุ
ประการที่สองต้องมีจุดตันเถียนที่ใหญ่พอเพราะกระบวนการหลอมต้องใช้พลังปราณที่สม่ำเสมอและควบคุมเปลวเพลิง
และสุดท้ายต้องมีร่างกายธาตุไฟ
สามเงื่อนไขนี้ห้ามขาดไปแม้แต่ข้อเดียวและสามเงื่อนไขนี้ ไม่ว่าเงื่อนไขไหนก็เป็สิ่งที่โหดแสนโหดเพียงพอที่จะขวางคนส่วนใหญ่ไว้ด้านนอกประตูปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์แล้ว และเมื่อรวมสามเงื่อนไขนี้เข้าด้วยกันมันก็ยิ่งเลวร้ายกว่าเดิม
ภายใต้เงื่อนไขแสนโหดนี้ผู้ที่มีคุณสมบัติจะเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ได้ย่อมมีอยู่น้อยนิด
ของหายากย่อมมีค่าการขาดแคลนปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์นั้นทำให้พวกเขาสูงส่งจนแทบจะแปลกประหลาด
อีกอาชีพหนึ่งที่แทบจะอยู่เคียงข้างกันก็คือปรมาจารย์ปรุงยาสถานการณ์โดยรวมไม่ต่างอะไรกับปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์นัก
เมื่อคิดถึงเงื่อนไขอันโหดร้ายของปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์หลันเฟิงก็ค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเอ่ยถามว่า “ตาเฒ่าหากข้าจำไม่ผิดล่ะก็ ร่างของข้าเป็ธาตุไม้ไม่ใช่หรือ”
ความหมายก็คือเขาไม่ตรงกับเงื่อนไขในการเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์
เื่สติปัญญาเขามั่นใจมาก ในฐานะที่เป็มนุษย์สองยุค ระดับความแข็งแกร่งทางิญญาย่อมมากกว่าคนธรรมดาในวัยเดียวกันมากสติปัญญาจึงเรียกได้ว่าอยู่ในระดับน่ากลัว
เื่ตันเถียนยิ่งไม่ต้องพูดถึงใต้หล้านี้เกรงว่าคงหาคนที่มีจุดตันเถียนพิษคนที่สองไม่เจออีกแล้ว มันเหมือนกับถือกำเนิดมาเพื่อการหลอมศาสตรายุทธ์ตันเถียนนี้ไม่เพียงแต่กว้างใหญ่ ซ้ำยังมีแรงดูดอันรุนแรงตลอดเวลาคอยเติมพลังใหม่ให้อย่างต่อเนื่องไม่จำเป็ต้องกังวลใจปัญหาเื่ไอปราณไม่เพียงพอ
สามเงื่อนไขเขามีครบแค่สองข้อ ขาดเพียงเงื่อนไขพื้นฐานที่สุดอย่างร่างกายธาตุไฟไป
“ถึงได้มีคำกล่าวว่าดีและร้ายมักมาคู่กัน” เมื่อเห็นสายตาฉงนของชายหนุ่ม ชายชราก็อดทอดถอนใจไม่ได้แล้วอธิบายให้ฟังอย่างแช่มช้า “แม้ว่าพิษผีดิบจะทรมานเ้ามาสามปี แต่มันก็ไปเปลี่ยนสภาพร่างกายของเ้าอย่างช้าๆเช่นกัน ยามนี้ร่างกายของเ้าไม่ใช่ธาตุไม้บริสุทธิ์อีกแล้ว แต่เป็ธาตุคู่ไม้ไฟไฟเผาไหม้ ไม้กระตุ้น ช่างเป็ร่างที่เหมาะสมกับการเป็ปรมาจารย์หลอมศาสตรายุทธ์ที่สุด”
[1] เก้าแรงวัวสองแรงเสือ หมายถึงพละกำลังมหาศาล