ซูอี้หว่านเห็นความสงสัยใคร่รู้ในดวงตาของเด็กหนุ่มก็อดนึกขำไม่ได้
"เจ้าคิดว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่?"
ฉินเจ๋อซวนได้ยินคำถามของซูอี้หว่านก็ยิ่งงุนงงรู้สึกว่าเรื่องมันชัดเจนขนาดนี้ เหตุใดซูอี้หว่านต้องถามให้มากความ
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้พูดจบศีรษะก็ถูกฉินหลิงหลิงเคาะไปทีหนึ่ง
"พี่รอง ท่านทำอะไร! ท่านรู้หรือไม่ว่าทำเช่นนี้ข้าจะกลายเป็นคนโง่!"
ฉินเจ๋อซวนไม่คิดว่าพี่สาวของตนจะลงไม้ลงมือเช่นนี้จึงส่งเสียงโวยวายไม่พอใจ เขาแค่อยากจะถามให้เข้าใจเท่านั้นอย่าบอกนะว่านางไม่สนใจใคร่รู้!
ฉินหลิงหลิงเห็นดังนั้นก็ทั้งอึดอัดและพูดไม่ออกคาดไม่ถึงว่าน้องชายของตนจะทึ่มทื่อถึงเพียงนี้
"โง่จริง! เจ้าควรถามว่าคุณหนูซูสังเกตเห็นพิรุธอะไรหรือไม่ตัวยาเหล่านี้มีปัญหาจริงหรือเปล่า!"
"ไอ๊หยา! ใช่ๆๆ! นั่นแหละๆ!"
ฉินเจ๋อซวนได้ยินคำพูดของพี่สาวก็เพิ่งได้สติกลับตระหนักว่าก่อนหน้านี้ตนพูดผิดไปจริงๆ
"จริงด้วย คุณหนูซู ตัวยามีปัญหาจริงหรือ?"
"..."
ซูอี้หว่านเห็นพี่น้องทั้งสองเป็นเช่นนี้ในใจก็รู้สึกพูดไม่ออกเล็กน้อย อดไม่ได้ที่จะหันไปมองฉินหยวนหยวน
ก่อนจะเห็นฉินหยวนหยวนเอามือกุมขมับทำท่าปวดหัวอยู่เช่นกัน
นางกระแอมสองสามครั้งเมื่อรู้สึกโล่งคอก็เอ่ยถามซูอี้หว่านด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"คุณหนูซู หากท่านอยากรู้ว่าตัวยาเหล่านี้มาจากร้านขายยาเดียวกันหรือไม่ข้าสามารถให้คำตอบที่แน่นอนแก่ท่านได้"
ต้องยอมรับว่าฉินหยวนหยวนยังคงฉลาดนางมองออกถึงความสงสัยของซูอี้หว่านในทันที จึงให้คำตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"ท่านแม่ของข้ารู้จักและคุ้นเคยกับผู้จัดการร้านขายยาเหอเสียงดังนั้นตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ยาที่ที่บ้านใช้จึงไปซื้อจากร้านนี้เสมอมาไม่เคยไปที่อื่น"
เมื่อได้คำตอบที่หนักแน่นซูอี้หว่านก็วางใจลงได้ในที่สุด ดูท่าทางแล้วการคาดคะเนของนางไม่ผิด
"เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ในเมื่อคุณหนูใหญ่กล่าวเช่นนี้เช่นนั้นข้าก็สามารถให้คำตอบที่แน่นอนได้ ร้านขายยาแห่งนี้มีปัญหาจริงๆ!"
"อะไรนะ!"
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงงันพากันมองซูอี้หว่านด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
"เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้แน่นอน!แต่ไรมาจวนของเราก็ใช้ยาจากร้านนี้มาโดยตลอด จะเป็นไปได้อย่างไร?"
ฉินหลิงหลิงเป็นคนแรกที่ตอบสนองรีบปฏิเสธคำพูดของซูอี้หว่านทันควัน
ครั้นกล่าวจบนางจึงตระหนักว่าท่าทีของตนเองนั้นร้อนรนจนเกินไป ใบหน้าจึงแดงก่ำมองไปยังซูอี้โจวด้วยความกังวล เกรงว่าตนจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจแล้ว
ทว่าซูอี้โจวกลับมิได้แสดงอาการใดยังคงสงบเยือกเย็นดุจเดิม
"คุณหนูรอง เหตุใดท่านจึงมั่นใจเช่นนั้นว่าร้านขายยาไม่มีปัญหา?"
ซูอี้โจวเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจมองไปยังฉินหลิงหลิง รู้สึกว่านางตื่นเต้นเกินไปสักหน่อย
"ไม่ ข้าเพียงแค่..."
ฉินหลิงหลิงถูกเด็กหนุ่มที่ตนเองชื่นชอบถามเช่นนี้ก็ยิ่งรู้สึกเขินอาย แต่ก็รู้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเรื่องเหล่านี้
"เพียงแต่ข้ารู้สึกว่าหากผู้จัดการร้านขายยาแห่งนี้เป็นสหายเก่าของท่านแม่ทั้งยังปฏิบัติต่อพวกเราอย่างดีมาโดยตลอด เขาจะทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้น หากตัวยามีปัญหาจริงๆ พี่หญิงใหญ่กินยามานานขนาดนี้เกรงว่าคงจะ..."
ฉินหลิงหลิงยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งเบาลงเรื่อยไปจนกระทั่งตนเองก็ไม่รู้ว่ากำลังพูดอะไรอยู่
ยามเมื่อได้เห็นท่าทางขวยเขินของนางซูอี้โจวก็ไม่ได้ทำสิ่งที่ทำให้เด็กสาวรู้สึกอึดอัดมากยิ่งขึ้นแต่กลับหันไปทางซูอี้หว่าน สายตาเต็มไปด้วยคำถาม
"หว่านหว่าน ข้ารู้สึกว่าคำพูดของคุณหนูรองก็มีเหตุผลหากยาจากร้านขายยาแห่งนี้มีปัญหาจริงๆ มิใช่เพียงคุณหนูใหญ่ที่จะป่วยแม้แต่คนอื่นๆ ก็อาจจะป่วยได้ มิใช่หรือ?"
"ถูกต้องเจ้าค่ะ"
ซูอี้หว่านได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าอย่างหนักแน่นอธิบายด้วยรอยยิ้ม
"พี่ชาย ท่านลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนข้าเพิ่งรักษาโรคให้ลูกสาวของฉินต้าเหนียงไป?"
"อะไรนะ? หรือว่าเบื้องหลังของสองเรื่องนี้จะมีความเกี่ยวข้องกัน?"
คำพูดนั้นทำให้ซูอี้โจวถึงกับผงะเบิกตากว้างมองซูอี้หว่านด้วยความตกตะลึงระคนไม่เชื่อ
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้สึกเลยว่าเรื่องทั้งสองนี้จะเกี่ยวข้องกัน
"นี่มัน…บังเอิญหรือเปล่า?"
"เรียกว่าบังเอิญก็คงไม่ผิดกระมัง"
สีหน้าของซูอี้หว่านสงบเสงี่ยมเพียงแต่คนที่คุ้นเคยกับนางสามารถมองออกได้ในทันทีว่าแท้จริงแล้วนางไม่ได้มีเจตนาที่จะล้อเล่นแม้แต่น้อย
ซูอี้โจวเห็นดังนั้นก็เปลี่ยนเป็นท่าทีเคร่งขรึมในทันทีจ้องมองซูอี้หว่านด้วยสายตาจริงจัง
"น้องสาว เล่ามาให้ละเอียดเถอะ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
ในเวลานี้พี่น้องทั้งสามของตระกูลฉินต่างก็ถูกดึงดูดความสนใจจากซูอี้หว่านโดยไม่ได้นัดหมายจะหายใจก็ยังแทบไม่กล้า พวกเขาเพียงจ้องเขม็งไปยังซูอี้หว่านอยากรู้ว่านางกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกันแน่
หากเรื่องนี้มิใช่เรื่องบังเอิญแต่เป็นฝีมือของใครบางคน สถานการณ์ก็จะแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
อาจกล่าวได้ว่าเรื่องนี้มีเจตนาที่ร้ายกาจเป็นอย่างยิ่ง!
และด้วยเพราะเหตุนี้พี่น้องตระกูลฉินทั้งสามจึงได้รู้สึกประหม่าเหลือเกินพวกเขากลัวเหลือเกินว่าสิ่งที่ซูอี้หว่านกำลังจะพูดออกมาจะทำให้พวกเขายากที่จะยอมรับ
ทว่าในขณะนั้นเองเจ้าเมืองฉินก็พาคนเข้ามาในลานบ้าน
"ท่านหมอเฉียน และท่านอื่นๆ เชิญเข้ามาด้านในก่อน"
ก่อนหน้านี้เจ้าเมืองฉินได้ยินคำขอของซูอี้หว่านก็สั่งการให้คนไปตามตัวเหล่าเถ้าแก่ร้านขายยาอื่นๆ มา มิเพียงเท่านั้นเขายังเดินทางไปยังจวนของท่านหมอเฉียน แจ้งความประสงค์ และเชิญอีกฝ่ายมาด้วยตนเอง
ตอนที่ท่านหมอเฉียนได้ยินว่าคนที่มารักษาฉินหยวนหยวนเป็นเพียงเด็กสาวคนหนึ่งก็รู้สึกว่าพวกเขาเหลวไหลแล้ว หมอเฉียนจึงตามมาเพราะความอยากรู้ของตนเองโดยเฉพาะเขาต้องการจะมาพิสูจน์ให้เห็นกับตา
เมื่อทุกคนเข้ามาในบ้านท่านหมอเฉียนก็มองไปยังพี่น้องตระกูลซูในทันที
เขารู้จักพี่น้องตระกูลฉินจึงมองออกในทันทีว่าซูอี้หว่านคือเด็กสาวที่เจ้าเมืองฉินบอกว่ามีทักษะทางการแพทย์สูงส่งคนนั้น
เมื่อเห็นว่าซูอี้หว่านอายุน้อยถึงเพียงนี้สีหน้าของท่านหมอเฉียนก็ดูไม่ดีนัก
"ท่านฉิน นี่คือคุณหนูซูที่ท่านพูดถึงงั้นหรือ?"
ท่านหมอเฉียนถือว่ามีทักษะในการควบคุมอารมณ์ที่ดีแม้ว่าจะไม่พอใจซูอี้หว่าน ทว่าก็ไม่ได้แสดงออกมา กลับทำท่าทีสงสัยสอบถามไปยังท่านเจ้าเมืองฉินแทน
"ถูกต้อง นี่คือคุณหนูซูที่ข้าได้กล่าวถึง อย่าดูถูกว่านางอายุน้อยฝีมือทางการแพทย์ของนางนั้นนับว่าเลิศล้ำ!"
ท่านเจ้าเมืองฉินยิ้มร่าแนะนำคนอื่นๆหลังจากทั้งสองฝ่ายทำความเคารพกันแล้ว เขาก็เหลือบมองซูอี้หว่านด้วยสายตาใคร่รู้
"คุณหนูซู ข้าได้เชิญทุกท่านมาพร้อมหน้าตามที่ต้องการแล้วไม่ทราบว่าท่านมีสิ่งใดอยากจะสั่งอีกหรือไม่?"
ตอนนี้เจ้าเมืองฉินได้ยกให้ซูอี้หว่านเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายของตระกูลไปแล้วดังนั้นแม้แต่คำพูดที่ว่า 'สั่ง' ก็ยังพูดออกมาได้
ท่านหมอเฉียนซึ่งยืนอยู่ด้านข้างเมื่อได้ยินดังนั้นก็แสดงสีหน้าคัดค้านอย่างเห็นได้ชัด
ทว่าเขาก็รู้สึกสงสัยจริงๆไม่เข้าใจว่าเด็กสาวเช่นซูอี้หว่านจะสามารถทำอะไรได้
หรือว่านางเรียนทักษะทางการแพทย์มาได้เพียงไม่กี่วันอ่านหนังสือทางการแพทย์มาสองสามเล่มก็กล้าที่จะอ้างตนว่าเป็นยอดฝีมือแห่งวงการแพทย์ คิดว่าตนเองเก่งกาจแล้ว?
ท่านหมอเฉียนรู้ถึงนิสัยของเจ้าเมืองฉินเข้าใจว่าในฐานะของคนที่เป็นบิดา เมื่อลูกสาวคนโตป่วยเป็นเช่นนี้กลับไม่มีสติสัมปชัญญะ หมดหนทาง จึงคว้าทุกอย่างที่ขวางหน้า
เมื่อคิดได้เช่นนี้ท่านหมอเฉียนจึงเก็บซ่อนความตั้งใจที่จะดูเรื่องตลกเอาไว้อยากจะดูว่าซูอี้หว่านต้องการจะทำอะไรกันแน่
ซูอี้หว่านกลับไม่แสดงความหยิ่งยโสหรือไม่นอบน้อมจนเกินไปเมื่อได้ยินสิ่งที่ท่านเจ้าเมืองฉินพูดออกมา สีหน้าก็ยังคงสงบนิ่ง