ณ บริเวณประตูเมืองซิลเวอร์เรส เหล่าข้าราชการตำแหน่งสำคัญต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมพรียงเพื่อรอรับคณะทูต ทริสตันทอดสายตามองผ่านกลุ่มคนไปหยุดอยู่ที่ เลนอร์ เขาเห็นดวงตาที่แฝงไปด้วยความโรยแรงและสีหน้าที่ดูซีดเซียวอย่างเห็นได้ชัดจากอีกฝ่าย
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทริสตันก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดลึก ๆ ในใจ หากเป็โลกเดิมที่เขาจากมา การปล่อยให้เด็กสาวตัวเล็ก ๆ ต้องแบกรับภาระงานหนักอึ้งเช่นนี้คงไม่พ้นข้อหาละเมิดกฎหมายแรงงานเด็กเป็แน่ เขาจึงก้าวเข้าไปใกล้และเอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนผิดจากมาดผู้ปกครองจอมเคร่งขรึม
“เลนอร์... หากงานมันหนักหนาเกินไป ก็พักผ่อนบ้างเถอะ ทยอยทำไปเท่าที่ไหว เ้าควรหาเวลาพักผ่อนให้มากหน่อยนะ หากร่างกายไม่ไหวริง ๆ เราอนุญาตให้เ้าหยุดพักได้ทุกเมื่อ”
เลนอร์ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน พลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา "ผู้น้อยยังไม่เหนื่อยถึงขั้นนั้นหรอกค่ะ... หากเทียบกับความยากลำบากที่เคยเผชิญมาก่อนหน้านี้ สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ถือว่าเล็กน้อยมาก"
เมื่อได้ยินคำตอบที่แสนซื่อและตัดพ้อเช่นนั้น ทริสตันก็เผยยิ้มด้วยความเอ็นดู เขาเผลอตัวยื่นมือไปลูบศีรษะของเด็กสาวเบา ๆ อย่างลืมตัว โดยไม่ได้เอ่ยคำใด ทว่าััที่อ่อนโยนนั้นกลับทำให้ใบหน้าของเลนอร์เปลี่ยนเป็สีแดงด้วยความขัดเขิน เธอรีบยกมือขึ้นจับมือหนาของเขาออกจากศีรษะด้วยท่าทางลนลาน
ชายหนุ่มที่เห็นปฏิกิริยาอันน่าเอ็นดูนั้นก็ได้แต่หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ บรรยากาศรอบข้างที่เคยเคร่งเครียดจากการรอคอยพลันดูผ่อนคลายลงชั่วขณะ
ยืนรออยู่เพียงชั่วครู่ เงาร่างของกลุ่มคนขนาดมหึมาก็เริ่มปรากฏสู่สายตา ขบวนคณะทูตและผู้อพยพที่ทอดยาวเป็สายดูหนาตาจนแทบจะลับสายตาไปที่ขอบฟ้า ทริสตันเฝ้ามองขบวนนั้นเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างสงบ จนกระทั่งเห็น แรกนาร์ เดินนำหน้าขบวนตรงเข้ามาหาเขา
เมื่อรักษาระยะห่างได้อย่างเหมาะสม แรกนาร์ก็หยุดนิ่งแล้วโน้มตัวลงแสดงความเคารพต่อผู้ปกครองหนุ่มอย่างนอบน้อม ก่อนจะรายงานด้วยน้ำเสียงที่ดังกังวานและเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
“เรียนท่านผู้ปกครองทริสตัน... ผู้น้อย แรกนาร์ ผู้รับหน้าที่เป็ทูตเจรจา ณ เมืองเอเธลการ์ด ได้กลับมารายงานถึงภารกิจที่ท่านมอบหมายนั้นสำเร็จลุล่วงครบถ้วนตามประสงค์ทุกประการครับ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เพราะบารมีและแผนการอันยอดเยี่ยมของท่านผู้ปกครอง ที่ทำให้งานยากในครั้งนี้สำเร็จลงได้ด้วยดี!”
ผู้ปกครองหนุ่มได้ยินก็ะเิเสียงหัวเราะออกมา เขาเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยพลังและดังพอที่จะให้ทุกคนในบริเวณนั้นได้ยินอย่างทั่วถึง
“อย่าได้กล่าวเช่นนี้ แรกนาร์! ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่ใช่เพราะบารมีของเรา แต่มันคือความสามารถอันยอดเยี่ยมของตัวเ้าและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคน เราเป็เพียงผู้ที่หยิบยื่นโอกาสให้พวกเ้าได้แสดงความสามารถออกมาเท่านั้น... และเรา ทริสตัน วินด์สเกล ขอบอกตรงนี้เลยว่าพึงพอใจในผลลัพธ์ครั้งนี้ยิ่งนัก เราขอชมเชยพวกเ้าทุกคนจากใจจริง!”
สิ้นคำประกาศ ทริสตันก็เริ่มปรบมือให้เกียรติแก่คณะทูต ก่อนที่เหล่านายทหารและข้าราชการระดับสูงจะปรบมือตามมาเป็ทอด ๆ ไม่เว้นแม้แต่ชาวเมืองที่มาเฝ้าสังเกตการณ์ ต่างก็ร่วมส่งเสียงเชียร์และปรบมือจนเสียงนั้นดังกึกก้องไปทั่วทั้งบริเวณประตูเมือง ราวกับจะประกาศชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของซิลเวอร์เรสให้โลกได้รับรู้
แรกนาร์ค้อมตัวลงรับเสียงปรบมืออันกึกก้องนั้นด้วยความตื้นตัน ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้เพื่อรายงานตัวเลขสำคัญด้วยน้ำเสียงที่สุขุมและเป็งานเป็การ
“เรียนท่านผู้ปกครอง ยอดรวมของผู้อพยพที่เดินทางมาพร้อมกับขบวนในครั้งนี้มีทั้งสิ้น 5,127 คนครับ โดยแบ่งเป็ชาย 1,702 คน และหญิง 3,425 คน ส่วนข้อมูลเชิงลึกและรายละเอียดปลีกย่อยอื่น ๆ ผู้น้อยได้จัดทำบทสรุปไว้อย่างละเอียดในเอกสารรายงานฉบับนี้แล้วขอรับ”
ทริสตันกวาดสายตาอ่านใบรายงานในมือเพียงชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าด้วยรอย “เยี่ยมมาก แรกนาร์! เดี๋ยวเ้าตามไปสรุปรายละเอียดที่เหลือต่อกับเราที่ห้องทำงาน ส่วนคณะทูตคนอื่น ๆ ที่ร่วมทางมา เราอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนได้”
จากนั้นเขาก็หันไปเริ่มสั่งการด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและเฉียบคมเพื่อขับเคลื่อนกลไกการจัดการประชากรใหม่ทันที
“เอลีเนีย... ฝั่งของเ้าให้เร่งคัดแยกผู้อพยพตามรายครอบครัว และกำชับให้ลงทะเบียนยืนยันตัวตนให้ครบถ้วนทุกคน อย่าให้ตกหล่นแม้แต่คนเดียว ที่สำคัญ... อย่าลืมชี้แจงกฎระเบียบและข้อบังคับของเมืองให้พวกเขารับทราบอย่างชัดเจนด้วยล่ะ”
เขาสลับสายตาไปที่อีกคน “ส่วนแคสเปียน... เื่ที่ดินและโฉนดให้เ้าเป็คนจัดการ จัดสรรพื้นที่อยู่อาศัยให้ตรงตามจุดยุทธศาสตร์ที่เราเคยตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ และจงย้ำเตือนเื่ระเบียบการถือครองให้พวกเขาได้รู้ด้วย จำไว้ว่าทั้งสองหน่วยงานต้องประสานงานกันให้ไร้รอยต่อที่สุด เราไม่อยากให้เกิดความโกลาหลขึ้นในวันแรกของการอพยพครั้งใหญ่หนแรก!”
เอลีเนียและแคสเปียนขานรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแข็งขัน แววตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นก่อนจะนำทีมเ้าหน้าที่จำนวนมากมุ่งตรงไปยังกลุ่มผู้อพยพเพื่อเริ่มภารกิจสำคัญทันที
ทริสตันเฝ้ามองเหล่าข้าราชการที่ทำงานกันอย่างกระฉับกระเฉงด้วยรอยยิ้มพอใจ เมื่อเห็นว่าการบริหารจัดการผู้อพยพเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว เขาจึงหมุนตัวเดินกลับไปยังห้องทำงานโดยมี แรกนาร์ ก้าวตามมาติด ๆ เพื่อรายงานความคืบหน้าเบื้องลึกหลายเื่ที่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อหน้าสาธารณชน
เมื่อกลับมาถึงห้องทำงาน ทริสตันสั่งให้คนสนิทนำชาชั้นเลิศมาเสิร์ฟแก่ทูตหนุ่มผู้มีผลงาน แรกนาร์ทรุดกายลงนั่งด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายลงกว่าตอนอยู่หน้าประตูเมือง ทริสตันยกถ้วยชาขึ้นจิบละเลียดความหอมกรุ่นชั่วครู่ ก่อนจะวางลงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าทรงอำนาจ
“แรกนาร์... จงถ่ายทอดทุกคำพูด ทุกการกระทำที่เ้าได้เผชิญระหว่างการเจรจากับ ดาเรียน ให้เราฟังอย่างละเอียด อย่าให้มีอะไรตกหล่นแม้แต่น้อย”
เมื่อได้รับคำสั่ง แรกนาร์ก็ไม่รอช้า เขาเริ่มเรียบเรียงเหตุการณ์และถ่ายทอดความจริงทุกอย่างที่ได้พบเจอในเมืองเอเธลการ์ดออกมาอย่างเป็ลำดับขั้นตอน ั้แ่ท่าทีเริ่มต้นของดาเรียนไปจนถึงข้อตกลงต่าง ๆ โดยไม่มีการบิดเบือนหรือละเว้นรายละเอียดใด ๆ แม้เพียงนิดเดียว พร้อมยื่นเอกสารรายงานที่สรุปรายได้ที่ได้มาในครั้งนี้
เมื่อได้รับฟังคำบอกเล่าและไล่อ่านรายละเอียดในรายงานจนครบถ้วน ทริสตันก็ะเิเสียงหัวเราะออกมาอย่างสำราญใจเป็ที่สุด แววตาของเขาฉายประกายแห่งความสมหวังอย่างปิดไม่มิด
“ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยมจริง ๆ แรกนาร์!”
ความสำเร็จในครั้งนี้ช่างเหนือความคาดหมายของเขายิ่งนัก เพราะนอกจากเม็ดเงินมหาศาลที่ได้จากการขายแร่แล้ว เขายังได้รับเงินอุดหนุนก้อนโตจากการรับดูแลกลุ่มผู้อพยพติดมือมาด้วย รวมทั้งหมดแล้วเป็จำนวนเงินที่มากพอจะทำให้คลังที่เคยร่อยหรอจนเกือบจะว่างเปล่า กลับมาได้อีกครั้ง
ทริสตันพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก บัดนี้สารพัดโครงการที่เขากำลังก่อสร้าง รวมถึงแโครงการอีกมากมายที่ยังคงค้างเติ่งอยู่ในห้วงความคิด จะได้เอามาทำได้โดยไม่ต้องพะวงเื่งบประมาณอีกต่อไป
ท่าทางที่ลังเลและกระอักกระอ่วนของแรกนาร์ไม่อาจรอดพ้นสายตาอันเฉียบคมของเขาไปได้ เมื่อเห็นทูตหนุ่มอึกอักคล้ายมีคำพูดติดอยู่ที่ลำคอ ทริสตันจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายแต่แฝงไว้ด้วยการอนุญาต
“แรกนาร์... ดูเหมือนเ้ายังมีเื่บางอย่างที่ยังไม่ได้พูดออกมาสินะ พูดมาเถอะ ไม่ต้องกังวล เราให้สัญญาว่าจะไม่มีการลงโทษใด ๆ ทั้งสิ้นสำหรับถ้อยคำที่เ้าจะเอ่ยต่อจากนี้”
เมื่อได้รับการยืนยันที่หนักแน่น แรกนาร์ก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะตัดสินใจถ่ายทอดข้อความจากผู้ปกครองเมืองเอเธลการ์ดออกมา โดยพยายามรักษาอารมณ์ดั้งเดิมของผู้ฝากไว้ให้ได้มากที่สุด
“เอ่อ... คือความจริงแล้ว ท่านผู้ปกครองดาเรียนยังได้ฝากข้อความทิ้งท้ายมาถึงท่านด้วยครับ ความว่า... ไอ้คนเฮงซวยเอ๊ย! แล้วก็... ถ้าเมื่อไหร่ที่แกเริ่มมีเงินเหลือใช้ ก็รีบไสหัวเอามาใช้หนี้ข้าซะที! จำใส่กะลาหัวไว้ด้วยว่าแกเป็คนเดียวในโลกที่ข้ายอมให้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มสักแดงเดียว รู้ไว้ซะเ้าบ้า!”
ทริสตันะเิเสียงหัวเราะกึกก้องไปทั้งห้องทำงาน เขาตบมือฉาดใหญ่ด้วยความชอบอกชอบใจในคำด่าทอนั้น
“ด่าได้ดี! ทวงหนี้ได้ดีเช่นกัน สมเป็เ้าจริงๆ!” เขาเอ่ยปนหัวเราะพลางนึกถึงใบหน้าบึ้งตึงของอีกฝ่าย “เราได้รับสารของเ้าแล้ว ดาเรียนเพื่อนรัก... เราจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจเลยเชียว!”
หลังจากะเิอารมณ์ขันชุดใหญ่จนพอใจ ใบหน้าของชายหนุ่มก็กลับมาประดับด้วยรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยแผนการ เขาหันมาสั่งการแรกนาร์ด้วยแววตาที่เป็งานเป็การขึ้น
“เอาละ แรกนาร์... จงนำทรัพย์สินทั้งหมดที่ได้มาในครั้งนี้ไปเก็บไว้ที่ห้องนิรภัยของเราก่อน เราจะเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องด้วยตัวเอง พร้อมกับไล่เรียงดูใบสรุปงบประมาณทั้งรายรับและรายจ่ายทั้งหมดให้ละเอียดอีกรอบ”
เขานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเพิ่ม “อ้อ! แล้วอย่าลืมแจ้งเหล่าพ่อค้าที่ร่วมขบวนมาในครั้งนี้ด้วยว่า ใน่หัวค่ำให้ไปพบเราที่ห้องประชุมใหญ่ เรามีเื่สำคัญบางอย่างที่อยากจะหารือกับพวกเขาสักหน่อย!”
“ผู้น้อยรับคำบัญชาครับ จะรีบดำเนินการแจ้งข่าวนี้ให้เหล่าพ่อค้าทุกคนทราบโดยทั่วกัน” แรกนาร์ขานรับอย่างนอบน้อม ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น “นอกจากนี้ หากเป็ไปได้ ผู้น้อยใคร่ขอรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดตั้งสถานทูตระหว่างสองเมืองด้วยครับ เพื่อที่การประสานงานในอนาคตจะได้มั่นคงยิ่งขึ้น”
ทริสตันฟังแล้วถึงกับตบมือฉาดใหญ่ สีหน้าฉายแววชื่นชมในความรอบคอบของทูตหนุ่มอย่างปิดไม่มิด
“ดีมากแรกนาร์! ขอบใจเ้าที่เตือนสติ มิฉะนั้นเราคงเผลอเลอเื่สำคัญนี้ไปเสียสนิท” ทริสตันเอ่ยชมพลางรื้อค้นกองเอกสารในลิ้นชักโต๊ะอย่างว่องไว “รายละเอียดทั้งหมดเราได้ร่างเอาไว้ครบถ้วนแล้ว เ้าจงนำปึกเอกสารนี้ไปศึกษาให้ละเอียดถี่ถ้วนเสีย หากมีจุดใดที่สงสัย ให้รีบกลับมาถามเราโดยตรง ห้ามคาดเดาเอาเองเป็อันขาด! เพราะเื่นี้มีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองเมืองเป็อย่างยิ่ง จะให้เกิดความผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียวก็ไม่ได้... หวังว่าเ้าจะตระหนักถึงความสำคัญในข้อนี้นะ แรกนาร์”
พูดจบ เขาก็ยื่นปึกกระดาษปึกใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยข้อมูลรายละเอียดจำนวนมากส่งให้แรกนาร์ด้วยสีหน้าที่จริงจังและเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
แรกนาร์รับปึกเอกสารมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เขาค้อมตัวลงลาอย่างนอบน้อมก่อนจะเร่งรีบออกไปจัดการภารกิจที่ได้รับมอบหมายทันที
เมื่ออีกฝ่ายหายไปจากหน้าประตู ห้องทำงานก็กลับมาตกอยู่ในความเงียบสงัด ทริสตันเอนหลังพิงพนักเก้าอี้พลางใช้นิ้วเคาะโต๊ะเป็จังหวะสม่ำเสมอ แววตาที่เคยฉายแววสุขใจเมื่อครู่กลับแปรเปลี่ยนเป็ความนิ่งลึกราวกับกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง
เขานิ่งงันอยู่เช่นนั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะให้ทหารเรียกชายลึกลับอีกคนที่แฝงตัวไปกับคณะทูตในครั้งนี้ให้ก้าวออกมาจากเงามืดเพื่อรายงานความเคลื่อนไหวที่แท้จริง
หลังจากใช้เวลาพูดคุยสอบทานข้อมูลอยู่นาน ทริสตันก็ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจแล้วเผยรอยยิ้มออกมาอย่างพอใจ ชายคนนี้ผู้นี้คือ หูตา ที่เขาจงใจส่งไปแฝงตัวเพื่อจับตาดูทุกย่างก้าวของ แรกนาร์ ป้องกันมิให้เกิดการกระทำที่นอกลู่นอกทางหรือการทรยศหักหลัง ทว่ารายงานที่ได้รับกลับยืนยันอย่างชัดแจ้งว่าแรกนาร์ทำงานได้อย่างไร้ที่ติ ซื่อสัตย์สุจริต และภักดีต่อเขาอย่างเต็มหัวใจ
“ดีมาก... แรกนาร์ เ้าสอบผ่านบททดสอบเบื้องต้นของเราแล้ว” ทริสตันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ความกังวลที่เคยมีหายไป พร้อมกับเชื่อมั่นในตัวลูกน้องคนนี้มากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเป็ลูกน้องคนไหน ก็ต้องดูกันต่อไปยาว ๆ
ความมืดเข้าปกคลุมท้องฟ้า ทว่าบรรยากาศภายในห้องประชุมใหญ่ของซิลเวอร์เรสกลับสว่างด้วยแสงจากโคมไฟ พ่อค้าผู้ทรงอิทธิพลทั้งสิบเอ็ดชีวิตที่ร่วมขบวนมาในครั้งนี้ต่างนั่งรอกันอย่างพร้อมพรียงเคียงข้างเหล่าข้าราชการระดับสูง ความตื่นเต้นและสงสัยอบอวลไปทั่วห้อง จนกระทั่งบานประตูถูกเปิดออก
ทริสตันก้าวเข้ามาเป็คนสุดท้ายพร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ เขาเอ่ยทักทายแขกผู้มาเยือนอย่างเป็กันเอง ไร้ซึ่งท่าทีถือตัวของเ้าเมืองผู้กุมอำนาจ ทำเอาเหล่าพ่อค้าต้องรีบลุกขึ้นประสานมือทักทายตอบด้วยความเคารพนบนอบ
เมื่อทริสตันหย่อนกายลงนั่งที่ตำแหน่งหัวโต๊ะ เขาก็โบกมือส่งสัญญาณให้เหล่าคนรับใช้เริ่มลำเลียงอาหารเข้ามาเสิร์ฟเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพก่อนการเจรจา ทว่าทันทีที่จานอาหารถูกวางลงเบื้องหน้า เหล่าพ่อค้าต่างก็เบิกตากว้างด้วยความสงสัย กลิ่นหอมเย้ายวนที่โชยมากับไอความร้อนนั้นเป็สิ่งที่พวกเขาไม่เคยััมาก่อน และรูปลักษณ์ของอาหารก็แปลกตาเกินกว่าที่นักเดินทางผู้รอนแรมไปทั่วสารทิศอย่างพวกเขาจะเคยพบเห็นในดินแดนใด
เมนูพิเศษในค่ำคืนนี้คือ เกี๊ยวซ่า รสเลิศที่ทริสตันลงมือถ่ายทอดวิชาให้กับเหล่าแม่ครัวด้วยตนเอง แป้งสาลีบางกรอบสีเหลืองทองห่อหุ้มไส้เนื้อที่ปรุงรสมาอย่างกลมกล่อม เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มสูตรดัดแปลงที่มีรสเปรี้ยวนำตัดเลี่ยนได้อย่างลงตัว
ทันทีที่เหล่าพ่อค้าได้ลิ้มลองรสชาติอันแปลกใหม่ ความสงสัยในคราแรกก็มลายหายไปสิ้น แทนที่ด้วยเสียงอุทานด้วยความประหลาดใจและคำชื่นชมที่ไม่ขาดสาย รสััที่กรอบนอกนุ่มในผสานกับซอสรสเด็ดช่างเป็สุนทรียภาพแห่งอาหารที่พวกเขาไม่เคยพบเจอจากดินแดนไหน พ่อค้าบางคนอาศัยสัญชาตญาณนักธุรกิจอันเฉียบคม ถึงกับมองเห็นลู่ทางทำเงินมหาศาล แววตาเป็ประกายพลางครุ่นคิดว่าหากนำเมนูนี้ไปวางขายในเมืองใหญ่ทั่วดินแดน คงสร้างกำไรได้อย่างมหาศาลเป็แน่
เมื่ออิ่มหนำจากอาหารรสชาติอันเลิศล้ำ บรรยากาศผ่อนคลายในคราแรกก็แปรเปลี่ยนเป็ความจริงจังเมื่อเข้าสู่่การเจรจา ทริสตันเริ่มสาธยายถึงวิสัยทัศน์และแนวทางการพัฒนาเมืองซิลเวอร์เรสอย่างเป็ระบบ เขาแจกแจงกฎเกณฑ์การค้าขายและสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ร่างไว้ในระเบียบใหม่อย่างละเอียดถี่ถ้วน
ทุกข้อสงสัยที่เคยค้างคาใจเหล่าพ่อค้า ไม่ว่าจะเป็เื่ความปลอดภัยของเส้นทางหรือการคุ้มครองกรรมสิทธิ์ ต่างได้รับคำอธิบายที่กระจ่างชัดจากปากของผู้ปกครองหนุ่มโดยตรง ความชัดเจนในนโยบายที่เน้นความยุติธรรมและเอื้อต่อการเติบโตทางธุรกิจ ทำให้เหล่าพ่อค้าต่างพยักหน้ายอมรับด้วยความเลื่อมใส พวกเขาไม่เพียงแต่พอใจในตัวเลขผลกำไรที่อาจเกิดขึ้นเมื่อมาขายที่เมืองนี้ แต่ยังทึ่งในความเด็ดขาดและวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลเกินวัยของทริสตัน จนเชื่อมั่นว่าการปักหลักทำการค้าที่นี่น่าจะเป็การตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
การประชุมสิ้นสุดลงด้วยชัยชนะอันงดงาม ผลตอบรับจากเหล่าพ่อค้านั้นยอดเยี่ยมเกินคาด ซึ่งทริสตันรู้ดีว่านอกจากวิสัยทัศน์อันเฉียบคมของเขาแล้ว รสชาติของเกี๊ยวซ่ามื้อค่ำก็มีส่วนช่วยละลายพฤติกรรมและเปิดใจเหล่าพ่อค้าได้ไม่น้อย เขาเดินกลับเข้าสู่ห้องทำงานอย่างอารมณ์ดี พลางเอนกายลงอ่านรายงานสรุปงบประมาณที่เพิ่งได้รับมาอย่างเพลิดเพลิน
ทว่าอารมณ์ดีที่ว่านั้นกลับดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่ เมื่อทหารเร่งรีบนำสาส์นลับ ข่าวด่วนที่สุด จากหน่วยลาดตะเวนชายแดนมาส่งมอบให้ถึงมือ
ทันทีที่สายตากวาดผ่านข้อความในแผ่นกระดาษ บรรยากาศที่เคยผ่อนคลายก็พลันะเิออก ทริสตันขยำกระดาษแผ่นนั้นจนยับยู่ยี่ด้วยความโมโห ก่อนจะเหวี่ยงมันลงพื้นอย่างไม่ใยดี ใบหน้าที่เคยประดับด้วยรอยยิ้มเมื่อครู่ บัดนี้กลับถมึงทึงและแปรเปลี่ยนเป็ความเกี้ยวกราดจนน่ากลัว แววตาของเขาลุกโชนด้วยโทสะที่ยากจะระงับ ราวกับพายุใหญ่กำลังตั้งเค้าขึ้นในห้องทำงานแห่งนั้น