ตอนที่23
ะเื
หลังจากหมัดแรกผ่านไปเสวี่ยิก็เริ่มจะเข้าใจแล้วว่าเ้าศิลาทดสอบ อันนี้มีสิ่งผิดปกติแอบแฝงอยู่ซึ่งสิ่งผิดปกตินั่นต้องเกี่ยวพันกับหลี่เปียว และพรรคพวกของมันอย่างไม่ต้องสงสัยแม้จะเจ็บใจแต่การทดสอบก็ต้องดำเนินต่อไป การกระทำของหลี่เปียว ยิ่งยืนยันความไม่ยุติธรรมในโลกที่ผู้แข็งแกร่งและมีอำนาจเป็ผู้กำหนดทุกสิ่งต่อเสวี่ยิและในส่วนลึกของจิตใจเสวี่ยิก็เริ่มมีแรงต้านต่อกฎเกณฑ์ของโลกนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามไปด้วย
แม้จะเป็การทดสอบครั้งที่สองแต่เสวี่ยิก็ยังคงไม่เสี่ยงที่จะทุ่มเทพลังทั้งหมดในการโจมตีเพราะยังไงการโจมตีของเขาก็ห่างจากเกณฑ์ที่น้ำหนักหมัด 1000 จิน อีกเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้นทำให้เสวี่ยิตัดสินใจที่จะใช้ท่าหมัดเดี่ยวทะลวงร่างอีกครั้งแต่ครานี้เขาตั้งใจและปล่อยหมัดออกไปจนสุดรั้ง
หมัดที่สองของเสวี่ยิรุนแรงกว่าครั้งแรกอย่างเห็นได้ชัดขนาดท่าเท้าที่เพิ่งจะตั้งมั่น ยังทรงพลังขนาดที่กระทืบพื้นเวทีแตกจบยุบลงไปเกือบ6 หุน พื้นที่แตกยุบส่งเสียงลั่นออกมาราวกับถูกค้อนใหญ่ทุบทำลาย หมัดเดี่ยวทะลวงร่างหมุนควงจนเกิดเสียงหวีดดัง
หลี่เปียวเบิกตากว้างมองดูด้วยใจริษยาและอาฆาตเหล่าสมุนที่ติดตามมาของมันล้วนมีสีหน้าตื่นตะลึง ใครจะเชื่อว่าผู้ฝึกตนระดับลมปราณพื้นฐานขั้นที่2 จะมีพลังหมัดรุนแรงเช่นนี้ หากว่าพวกมันไม่ได้มาเห็นกับตาตัวเองแต่มีผู้อื่นมาบอกกล่าวมันคงได้แต่ทุ่มเถียงว่าคนผู้นั้นเสียสติไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย
หมัดที่หมุนควงตรงกระแทกเข้ากลางศิลาทดสอบทุกอย่างก็คล้ายกับคราแรก หมัดถูกพลังงานบางอย่างดูดซับออกไป ตัวเลขวิ่งไวในตอนต้นและชะลอลงเมื่อเกินกว่า 500 จิน ไม่ต่างไปจากครั้งแรกแต่น้ำหนักหมัดกลับไปหยุดอยู่ที่ 992 จิน ซึ่งก็ยังไม่ผ่านเกณฑ์เช่นเดิม
เสียงถอนหายใจของหลี่เปียวดังขึ้นในจังหวะเดียวกับที่ตัวเลขบนแป้นทดสอบหยุดนิ่งสนิทก่อนที่เสียงหัวเราะร่าจะดังตามมา
เสวี่ยิไม่จำเป็ต้องหันไปชำเลืองมองก็พอจะเดาได้ว่าต้นตอของเสียงมาจากผู้ใดแต่ที่เขาไม่หัวร้อน แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวหรือกระทั่งร้องห่มร้องไห้ฟูมฟายเอาความไปฟ้องร้อง เพื่อขอความเห็นใจจากผู้คน เป็เพราะว่าในอดีตที่ผ่านมาเสวี่ยิเป็ผู้ถูกกระทำเสียส่วนใหญ่ในตระกูลหย่งผู้คนต่างทำดีกับเสวี่ยิ เพียงเพราะเขาถูกยกย่องว่าเป็อัจฉริยะในวัยเด็กหรือไม่ก็มีปู่เป็ผู้นำตระกูล แต่เมื่อสถานะนั้นค่อย ๆจางหายไปทุกอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในดวงตาเสแสร้งเ่าั้ก็ค่อย ๆปรากฏชัดออกมาจนถึงจุดยุติคือการจากไปของมารดา ทำให้เสวี่ยิตั้งมั่นว่าจะไม่ร้องขอความเห็นใจจากใครอีกยิ่งหลังจากที่ได้รับพลังที่สูญหายคืนกลับมาเสวี่ยิยิ่งยืนยันแน่วแน่กับตัวเองว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นและจะไม่ยอมแพ้พ่ายต่ออุปสรรคใด ๆ ที่ผ่านเข้ามาในเส้นทางของการฝึกตนอีก
...อืมเห็นทีข้าคงจำเป็ต้องแสดงพลังที่มีทั้งหมดเสียแล้วหากยังไม่อาจเอาชนะกลโกงนี้ได้อีก คงต้องโทษตัวเองที่อ่อนแอจนเกินไป
เสวี่ยิหาได้สนใจเสียงจอแจที่ด้านล่างเวทีเขาหลับตาลงอีกครั้ง ความร้อนสายหนึ่งปรากฏอุ่นระอุอยู่ที่หน้าอก ก่อนจะค่อย ๆเคลื่อนตัวไหลมายังแขนขวา แต่ครานี้กลับไม่เกิดเปลวไฟขึ้นเพราะตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา แม้เสวี่ยิไม่ได้ฝึกฝนพลังเพลิงร้อนสายนี้แต่ในระหว่างที่เขาเดินลมปราณมันก็จงใจเผยตัวออกมาและว่ายเวียนไปตามกระแสโลหิตของเขาอยู่ตลอดเวลา จนเสวี่ยิคุ้นชินกับมันทำให้เขาเริ่มจะเข้าใจวิถีของเ้าพลังงานร้อนสายนี้และสามารถที่จะควบคุมบังคับมันได้มากยิ่งขึ้น
แม้เปลวเพลิงมิได้ปรากฏแต่ท่อนแขนขาวก็เริ่มที่จะปรากฏสีแดงฉานขึ้น โลหิตที่วิ่งวนอยู่ในแขนขวาระอุเดือดเสวี่ยิใช้สายตาที่มาดมั่นจ้องไปยังศิลาทดสอบ ก่อนจะสูดลมหายใจลึกจนเต็มปอดขาขวาปักหลักมั่นก่อนจะก้าวเท้าซ้ายสืบเข้าไปที่ด้านหน้าอย่างแ่เบาแตกต่างจากทุกคราที่ผ่านมารอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเสวี่ยิแวบหนึ่ง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็ใบหน้าที่เคียดขึงจริงจังหมัดตรงที่ใช้มิได้หมุนควงเช่นคราก่อน ทันทีที่หมัดขวาถูกดึงชักกลับไปยังเื้ัอากาศโดยรอบเกิดเป็ไอร้อนระเหยจนบิดเบี้ยวไปมา
เสวี่ยิะโคำ...ทำลาย ! ออกมาพร้อมเหวี่ยงหมัดออกไปเบื้องหน้าเสียงแตกะเิดังะเืไปทั่ว จนสนามทดสอบทั้งยี่สิบห้าสนามล้วนหันมามองยังต้นกำเนิดเสียงกันเป็ตาเดียว
.
.
.
...ย้อนกลับไปเหตุการณ์ก่อนหน้า
ทันทีที่หมัดที่สองของเสวี่ยิไม่อาจผ่านเกณฑ์การทดสอบจื่อฮุยก็เดินทางมาถึงเบื้องหน้าผู้าุโของสำนักัฟ้าผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ควบคุมการทดสอบให้เป็ไปอย่างราบรื่น และบริสุทธิ์ยุติธรรม
"คารวะผู้าุโปู้เจิน"เพราะจื่อฮุยนั้นเป็ลูกหลานของเ้าเมืองหยกม่วงการที่เคยพบปะกับผู้าุโของสำนักัฟ้าอยู่ก่อนจึงหาใช่เื่แปลก
ผู้าุโพยักหน้ารับ"นายน้อยจื่อฮุย ท่านทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมยิ่งหากข้าจำไม่ผิดผลงานของท่านในปีนี้ ยังเหนือล้ำกว่าลูกพี่ลูกน้องตระกูลจื่อของท่านเสียอีก"
"ขอบคุณท่านผู้าุโปู้เจินที่กล่าวชมแต่ผู้น้อยมีเื่จะแจ้งครับ" แม้จื่อฮุยจะรู้สึกดีที่ได้รับคำกล่าวชื่นชมแถมยังระบุว่าเขานั้นเหนือกว่าจื่อเจียง แต่เวลานี้สิ่งเื่ที่เขาร้อนใจนั้นสำคัญกว่า
"มีอันใดเร่งร้อนก็กล่าวออกมาเถิด" ผู้าุโปู้เจินกล่าวตอบด้วยความสุขุม
"บนเวทีที่ยี่สิบห้าข้าพบเห็นสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นครับ" จื่อฮุยเอ่ยออกมาตรง ๆ โดยไม่มีการอ้อมค้อม
"อืมเวทีที่ยี่สิบห้า" ผู้าุโปู้เจินใช้ความคิดครู่หนึ่ง"ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครผ่านการทดสอบได้เลย" แม้จะรับฟังคำกล่าวของจื่อฮุยผ่านหูแต่หาได้เกิดความสงสัยขึ้น เพราะในบางปีบางเวทีก็หาได้มีผู้ที่ผ่านการทดสอบเลย ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว"แล้วมันผิดปกติ..."
ยังไม่ทันที่คำกล่าวของผู้าุโปู้เจินจะจบประโยคเสียงดังสนั่นจากเวทีที่ 25 ก็เกิดขึ้นเสียก่อน ผู้าุโปู้เจินขมวดคิ้วขาวเข้าหากันจับจ้องไปยังที่มาของเสียง เช่นเดียวกับจื่อฮุยที่กำลังสับสนอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะเขามั่นใจว่าผู้ที่ยืนอยู่บนเวทีในตอนนี้ต้องเป็เสวี่ยิอย่างแน่นอน
แต่ความเร็วของเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าทำให้ทั้งสองที่อยู่ห่างออกมา ไม่ทันได้รับรู้เื่ราวั้แ่ต้นเมื่อหันกลับไปก็พบเพียงศิลาทดสอบในสนามที่ 25 ล้วนแตกะเิออกจนเป็ผุยผง สุดท้ายเมื่อฝุ่นควันจางลงมาก็ปรากฏร่างของเด็กหนุ่มผู้เข้าทดสอบคนหนึ่งยืนจังก้าอยู่บนเวที...หลงเสวี่ยิ
จื่อฮุยที่เห็นชัดว่าเสวี่ยิเป็ผู้ที่ทำให้ศิลาแตกะเิจื่อฮุยก็เผยอยิ้มกว้างออกมาอย่างลืมตัวแม้ว่าจื่อเจี้งจะพยายามปลูกฝังนิสัยของจื่อฮุยให้ลึกซึ้งซับซ้อนแบบเดียวกับที่เขาเป็ แต่ด้วยวัยที่ยังอ่อนเยาว์ต่อเื่ราวทางโลกการคบหาของจื่อฮุยกับสหายคนแรก ซึ่งจื่อเจิ้งเป็ผู้พิเคราะห์แนะนำหวังว่าจะให้เป็ดั่งมือเท้าของจื่อฮุยในอนาคตกลับเกิดเป็ดั่งน้ำใสใจจริงขึ้นมาเสียก่อน
"นายน้อยจื่อ..."เสียงของผู้าุโปู้เจินดังขึ้นทำให้จื่อฮุยหันกลับมา "ขอบใจที่ท่านนำเื่ราวมาแจ้งข้าว่าที่สนามยี่สิบห้าศิลาทดสอบน่าจะมีปัญหาจริง ๆ จึงเกิดะเิขึ้น"คำพูดของผู้าุโปู้เจินทำเอาจื่อฮุยอ้าปากค้าง"เห็นทีข้าคงต้องลงไปคุมการทดสอบที่นั่นเองเสียแล้ว"กล่าวจบผู้าุโปู้เจินก็ทะยานพุ่งไปยังสนามทดสอบที่ 25 ในพริบตา
ปล่อยให้จื่อฮุยยืนกุมขมับตัวเองที่บันไดหน้าทางเข้าเขตชั้นในของสำนักัฟ้าแต่เพียงลำพัง