Emperor of the Immortal God

    ตอนที่ 41 เริ่มงานประมูล

    สองอาทิตย์ผ่านไปวันนี้เป็นวันอาทิตย์แรกของต้นเดือนใหม่ ที่โรงแรมแกรนน่าน โรงแรมที่หรูหราที่สุดในจังหวัดบนพื้นที่กว่าหนึ่งร้อยไร่ รองรับการจอดรถได้หนึ่งพันคัน ดูจะแน่นขนัดตา

     

    งานประมูลซากวัตถุโบราณที่ถูกค้นพบจากสถานที่โบราณในจังหวัดน่านถูกครอบครองโดยกรมศิลปากรซึ่งเมื่อตรวจสอบดูแล้ว วัตถุโบราณส่วนใหญ่ไม่ใช่ของไทยแต่จะเป็นศิลปวัฒนธรรมของจีน จึงเกิดการประมูลขึ้นเพื่อจัดหารายได้เข้ากับประเทศ

     

    บริษัทสมุนไพรหมื่นโอสถได้รับสัมปทานในการเป็นผู้จัดงานประมูลดังกล่าวโดยได้เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินประมูลสูงถึงสิบเปอร์เซ็นต์ผู้ที่จะเข้ามาในงานนั้นจะต้องเสียค่าลงทะเบียนคนละหนึ่งแสนบาท

     

    ในห้องหนึ่งของโรงแรมมีคน ๆ หนึ่งยืนอยู่ในห้อง กำลังมองไปที่โปรเจ็คเตอร์ขนาดใหญ่กลางห้องสามารถเทียบเท่าได้กับทีวีขนาด 100 นิ้วที่มุมห้องทั้งสี่มุมต่างมีชายร่างกำยำ ถืออาวุธปืนยืนเฝ้าอยู่

     

    “งานนี้อย่าให้มีอะไรผิดพลาดไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรฉันจะต้องได้โสมหิมะอายุหนึ่งพันปีและตราหยกจักรพรรดิปูยีมาให้ได้”

     

    เสียงจากจอโปรเจ็คเตอร์ดังออกมาซึ่งเสียงที่ได้ยินนั้นฟังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ เหมือนเสียงที่ผ่านการแปลงเสียงมาอีกทีหนึ่ง

     

    “ครับท่านไม่ต้องห่วงครับ ผมเตรียมเงินทุนเอาไว้หนึ่งพันล้านบาท ไม่มีใครกล้าสู้ราคากับเราแน่นอน”

     

    “ดีเคลื่อนไหวอะไรก็ระวังบริษัทสมุนไพรหมื่นโอสถด้วย แม้ฉันจะไม่หวาดกลัวพลตรีมรุพลเท่าไหร่แต่เจ้านายของมันนี่หละที่เป็นตัวปัญหา”

     

    โปรเจ็คเตอร์ดับลงพร้อมการถ่ายทอดสัญญาณที่ถูกตัด เป็นอันสิ้นสุดการพูดคุยผ่าน VideoConference ชายที่ยืนอยู่ในห้องนี้สวมใส่ชุดสูทสีดำแบบสุภาพทั่วไปมีอายุประมาณสี่สิบปี

     

    “ไปสถานที่ประมูลเถอะ”

     

    “ครับ”

     

    ชายกำยำที่ยืนรักษาความปลอดภัยในห้องเดินประกบชายคนนั้นออกจากห้องแห่งนี้ไป ตรงไปยังสถานที่ประชุมซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลมากนัก

     

    ทางเข้าโรงแรมเต็มไปด้วยการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งมีทั้งเป็นพนักงานของบริษัทสมุนไพรหมื่นโอสถและทหารในกองทัพจังหวัดเชียงใหม่กำลังยืนตรวจตราบรรดาผู้เข้างาน

     

    “สวัสดีครับคุณหมอคุณก็มาเหมือนกันหรอครับ ไม่คิดเลยว่าจะเจอนายแพทย์อุดมที่มีชื่อเสียงที่นี่”

     

    “อ่าวสวัสดีท่านไพบูลย์ สบายดีนะ ยินดีด้วยกับการเปิดสาขาที่ยี่สิบ”

     

    “ฮ่า ๆธุรกิจของผมมันเล็กน้อย เทียบกับโรงพยาบาลเอกชนเชียงใหม่ไม่ได้หรอก”

     

    สองคนที่คุยกันอยู่หนึ่งในนั้นคือนพ.อุดม เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนเชียงใหม่พ่อของอาจารย์กนกพรนั่นเอง ส่วนคนที่เขาทักทายอยู่นั้นเป็นเจ้าของร้านยาขนาดใหญ่ในตัวเมืองเชียงใหม่

     

    “จิรุจ สวัสดีคุณอาเขาสิ”

     

    นพ.อุดม หันไปสะกิดจิรุจ ผู้เป็นลูกชายให้ยกมือไหว้บุคคลตรงหน้าวันนี้เขาได้หนีบลูกชายออกมาเพื่อศึกษาดูงานเนื่องจากการสะสมวัตถุโบราณเป็นสิ่งที่ นพ.พริษฐ์ ผู้เป็นพ่อของเขาชื่นชอบมากเขาเองก็ได้รับอิทธินี้มาเช่นกัน

     

    “สวัสดีครับคุณอาไพบูลย์”

     

    “สวัสดี สวัสดีไม่เจอนาน โตขึ้นเยอะเลย อีกหน่อยก็ร่ำรวยแบบพ่อแล้ว ธุรกิจโรงพยาบาลเป็นพันล้านกินไม่หมดทั้งชาติหละมั้ง”

     

    “ไม่หรอกครับฮ่า ๆ ๆ”

     

    หลังจากพูดคุยกันสักพักทั้งสองคนได้เดินเข้าไปในห้องประมูลทันที ในห้องตอนนี้คนเริ่มจะทยอยกันเข้ามาบ้างแล้ว

     

    ห้องประมูลสามารถจุคนได้ประมาณหนึ่งร้อยคนซึ่งแต่ละที่นั่งล้วนเป็นโซฟาหรูหรา มีโต๊ะเล็ก ๆ ด้านข้างที่มีน้ำและขนมเสิร์ฟอยู่คนที่เข้ามาในงานประมูลนี้ต้องร่ำรวยในระดับหนึ่งที่พอจะโยนเงินหนึ่งแสนบาททิ้งได้เพื่อการลงทะเบียนเข้ามา

     

    “ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับพ่อ”

     

    จิรุจเดินออกไปด้านนอกห้องประชุมจริง ๆ เขาไม่ได้อยากจะเข้าห้องน้ำเท่าไหร่ แต่เพราะอาการอยากสูบบุหรี่จึงขอตัวออกมาสูบด้านหลังโรงแรม

     

    ทางด้านไตรภพเขาได้ขับรถยนต์Benz E Coupe ที่ไม่ค่อยจะได้ขับไปไหนเท่าไหร่ขับมาในงานนี้ เพราะงานนี้เป็นงานที่สำคัญมากสำหรับเขา ทุกอย่างจะไม่มีทางผิดพลาดเป็นอันขาด

     

    เมื่อจอดรถบริเวณด้านหลังของโรงแรมแล้วไตรภพเดินลงมาจากรถ ขณะที่กำลังจะเดินไปทางโรงแรมก็สังเกตเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย

     

    สายตาทั้งสองสายตาหันมาสบตากันความรู้สึกของทุกคนล้วนแตกต่างกัน จิรุจรู้สึกแปลกใจที่เห็นไตรภพที่นี่ในขณะที่ไตรภพมีแววตาเรียบเฉยไม่ได้สนใจอะไร

     

    “เฮ้ย แกหนะหยุดก่อน”

     

    จิรุจตะโกนขึ้นเดินไปขวางทางไตรภพ แสดงกิริยาที่พร้อมจะหาเรื่องออกมา ความอับอายที่ได้รับในวันนั้นจะต้องได้รับการสะสาง

     

    “มีอะไร ?ฉันไม่ว่างมาเล่นกับนายหรอกนะ”

     

    “วันนั้นนายทำฉันอับอายคุกเข่าขอโทษฉันซะ”

     

    “ขอโทษ ?ไอบ้าคนหนึ่งที่อยู่ดี ๆ มาสบประมาทฉันว่าฉันไม่มีปัญญาซื้อโสมหิมะ พอฉันซื้อโสมหิมะเป็นจำนวนเงินยี่สิบล้านไปแกก็ไม่พอใจ เรื่องแบบนี้มันคือเรื่องที่อับอายสำหรับนาย ?”

     

    ไตรภพเรียบเรียงเหตุการณ์กล่าวออกมาให้จิรุจฟังตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าเรื่องแค่นี้มันจะมีปัญหาอะไรขนาดนั้น

     

    “เรามาพนันกันไหมหละ”

     

    “พนัน ?พนันอะไร”

     

    “ถ้าฉันซื้อของแพงกว่าแกในงานประมูลแกจะต้องคุกเข่าขอโทษฉันแล้วกราบเท้าฉันสามครั้ง”

     

    จิรุจมั่นใจเป็นอย่างมากว่าจะต้องเป็นผู้ชนะคราวก่อนเขาได้ข่าวมาว่าไตรภพซื้อโสมหิมะอายุร้อยปีเพียงสองต้น ทั้ง ๆ ที่อยากจะได้อีกแต่ดูเหมือนเงินจะยังไม่พอ

     

    ในปกติงานประมูลที่ต่างๆ แล้ว พ่อของเขา นพ.อุดม เจ้าของโรงพยาบาลเอกชนเชียงใหม่ที่มีมูลค่าพันล้านกว่าบาทมักจะซื้อวัตถุโบราณไม่ต่ำกว่าห้าสิบล้านทุกครั้ง ไม่มีทางที่เขาจะแพ้ชายหนุ่มตรงหน้า

     

    “แล้วถ้าฉันชนะฉันจะได้อะไร”

     

    “ฉันจะให้หุ้นที่โรงพยาบาลในส่วนของฉันครึ่งหนึ่งฉันถืออยู่ยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ข้อเสนอนี้เป็นอย่างไร”

     

    จิรุจเอ่ยข้อเสนอที่เย้ายวนใจออกมาโรงพยาบาลเอกชนเชียงใหม่มีมูลค่าอยู่หนึ่งพันล้านบาทโดยแบ่งการถือหุ้นออกเป็นสามส่วน ได้แก่ พ่อของเขาหกสิบเปอร์เซ็นต์จิรุจยี่สิบเปอร์เซ็นต์ และกนกพรยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ในการบริหารและแบ่งเงินปันผลของโรงพยาบาล

     

    “โรงพยาลไหนฉันจะไปรู้จักได้ยังไง ไร้สาระ”

     

    “เดี๋ยวฉันเป็นทายาทผู้สืบทอดโรงพยาบาลเอกชนเชียงใหม่!!!”

     

    “ไม่เห็นรู้จักเลยแต่ในเมื่อนายอยากพนันก็ได้ ถ้าไม่มีอะไรหลีกทางให้ฉัน ฉันรีบ!”

     

    ไตรภพไม่อยากจะสนทนากับจิรุจนานนักเพราะเขาต้องไปยังห้องประมูลอีก เวลาล่วงเลยมาจนเกือบจะถึงการเริ่มประมูลแล้ว

     

    “ถ้ามีปัญญาก็เดินผ่านฉันไปให้ได้”

     

    บริเวณที่ไตรภพและจิรุจคุยกันเป็นซอยแคบ ๆ ด้านหลังของโรงแรม ซึ่งเป็นทางลัดที่จะตัดเข้าสู่ตัวอาคารเพราะฉะนั้นทางเดินจึงค่อนข้างแคบ

     

    “ปัญญาอ่อน นายคิดว่านายเป็นนักเลงโต?”

     

    ปึง

     

    ไตรภพสะบัดมือเบาๆ ร่างของจิรุจกระแทกกำแพงด้านซ้ำ เปิดทางเดินให้กับไตรภพชายหนุ่มเดินไปโดยไม่หันมามองที่จิรุจเลย

     

    “กะ แก…”

     

    จิรุจล้มลงตัวติดกำแพงพูดออกมาด้วยความแค้นเคือง เมื่อกี้ตัวเขาเองมองไม่ทัน ว่าทำไมจู่ ๆร่างกายของเขาถึงกระแทกกำแพงจนล้มลงเช่นนี้

     

    หน้าทางเข้าของโรงแรมมีการตรวจของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ไตรภพได้ผ่านการตรวจเดินไปยังจุดที่ลงทะเบียนเข้างาน

     

    “มีบัตรเชิญไหมคะถ้าไม่มีต้องชำระหนึ่งแสนบาทค่ะ”

     

    พนักงานสาวมองหน้าไตรภพด้วยความเขินอายวันนี้ไตรภพแต่งตัวด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาว กางแกงสีดำ ใส่รองเท้าหนังแม้จะไม่ได้ใส่สูท แต่ก็ดูหล่อเหลาเป็นอย่างมาก

     

    “อันนี้พอจะเป็นบัตรเชิญได้ไหมครับ”

     

    ไตรภพหยิบเอาบัตรที่พลตรีมนูญให้ขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะหน้าพนักงานหญิงคนนั้น เมื่อพนักงานมองไปที่บัตร ดวงตาเบิกกว้างมือสั่นเทา

     

    “VIP09”

     

    พนักงานพยายามตรวจสอบบัตรอีกทีก่อนที่จะรีบวิ่งไปตามผู้จัดการมา ดูเหมือนเธอจะเจอกับตัวตนอันสูงส่งแล้ว

     

    “สวัสดีครับคุณนั่นเอง”

     

    ไตรภพมองหน้าผู้มาใหม่เขาจำได้แล้ว ชายตรงหน้าคือผู้จัดการชั้นเก้า ที่ขายโสมหิมะให้เขา เขาจึงทักทายด้วยความสุภาพ

     

    “สวัสดีครับผมไตรภพ”

     

    “คุณไตรภพเชิญเลย บัตรใบนี้คุณสามารถอยู่ที่ห้อง VIP ห้องที่เก้าได้ ผมจะนำทางให้เอง”

     

    ผู้จัดการเดินนำไตรภพไปยังห้องรับรองหมายเลขเก้าซึ่งอยู่บนชั้นสองของโรงแรม สามารถมองไปด้านล่างในห้องประชุมผ่านกระจกได้ในห้องตกแต่งอย่างหรูหรา

     

    “คุณมาคนเดียวหรอครับ?”

     

    ผู้จัดการเอ่ยถามไตรภพพลางมองไปด้านข้างและด้านหลังของชายหนุ่ม แต่ก็ไม่พบผู้ติดตามใด ๆ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย

     

    “ใช่แล้ว”

     

    “ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนแล้วคุณสามารถพูดผ่านไมค์ตัวนี้ได้เวลาประมูลอะไรไม่ต้องกลัวว่าคนด้านล่างจะเห็นใบหน้าคุณ เพราะกระจกพิเศษ หากบุคคลภายนอกมองมาจะเป็นเพียงการสะท้อนภาพออกไปเท่านั้น”

     

    เมื่อแนะนำการประมูลคร่าวๆ แล้ว พนักงานจึงเดินออกไปจากห้อง ไตรภพนั่งลงบนโซฟามองบรรยากาศด้านล่างด้วยความจดจ่อ

     

    เมื่อถึงเวลาประมูลด้านล่างเต็มไปด้วยผู้คนจนเต็มทั้งหนึ่งร้อยที่นั่ง ตรงกลางเวทีมีหญิงสาวสวมใส่ชุดเดรสสีแดงเดินออกมาใบหน้าของเธอมีเสน่ห์เย้ายวนอย่างมาก

     

    “สวัสดีค่ะแขกผู้มีเกียรติทุกท่านดิฉัน มินตรา รับหน้าที่เป็นพิธีกรและผู้ดำเนินงานในวันนี้”

     

    แขกผู้มีเกียรติทั้งหลายต่างจับจ้องไปที่หญิงสาวพวกเขาล้วนรู้จักเธอ เธอเป็นดาราดังระดับนางเอก ถึงจะไม่ใช่นางเอกแถวหน้า แต่ก็ถือได้ว่าโด่งดังไม่ใช่ว่าเธอไปทำงานที่กรุงเทพมหานครหรอกหรือ

     

    “ทุกท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมฉันถึงปรากฏตัวที่นี่เพราะงานนี้มีความสำคัญมายังไงหละคะ ฉันเห็นรายการต่าง ๆ ที่จะนำมาประมูลแล้วอดรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้เลย เพราะมันมหัศจรรย์มาก ๆ”

     

    พิธีกรสาวเริ่มใช้ทักษะในการดำเนินรายการพูดชักจูงให้บรรดาคนในห้องประชุมรู้สึกผ่อนคลายคล้อยตามไปกับบรรยากาศการประมูล

     

    “มาเริ่มประมูลกันดีกว่าค่ะสำหรับสินค้าประมูลชิ้นแรก”

     

    พรึ่บ

     

    สินค้าในตู้กระจกถูกพนักงานชายสองคนดันออกมากลางเวทีพิธีกรเปิดผ้าคลุมออก เผยให้เห็นแจกันโบราณลายมังกร มีความสวยงามเต็มไปด้วยอารยธรรมจีนควรค่าแก่การเก็บสะสมเป็นอย่างมาก

     

    “สินค้าชิ้นแรกเป็นแจกันที่ประดับในห้องบรรทมของจักรพรรดิปูยีขอเริ่มประมูลที่สองแสนบาทค่ะ เพิ่มราคาประมูลครั้งละหนึ่งหมื่นบาท”

     

    “สองแสนหนึ่งหมื่น”

     

    “สองแสนสองหมื่น”

     

    “สองแสนห้าหมื่น”

     

    “สองแสนแปดหมื่น”

     

    “สามแสน”

     

    “สามแสนห้า”

     

    การประมูลดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนไปหยุดที่ราคาสุดท้าย ซึ่งเป็น นพ.อุดมเป็นผู้คว้าชัยชนะในการครอบครองแจกันโบราณนี้ไป

     

    “ผู้ประมูลหมายเลข68 ประมูลแจกันของจักรพรรดิปูยีไปในราคาห้าแสนบาท ขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ”

     

    แปะ แปะ แปะ

     

    เสียงตบมือดังขึ้นในห้องประมูลเป็นมารยาทที่จะตบให้เกียรติแก่ผู้ประมูลได้ นพ.อุดมยืนขึ้น ยกมือไหว้ไปทั่วห้องก่อนที่จะนั่งลงดังเดิม