กระบอกเหล็กสีดำทะมึนในมือของหนานไห่เยี้ย กระหน่ำฟาดใส่ร่างเล็กตรงหน้าของมันไม่ยั้ง เกิดพลังทำลายมหาศาลและแรงสะเทือนเลือนลั่นกระจายออกรอบ ๆ เป็นวงกว้าง หากเป็นชาวยุทธ์ผู้อื่นโดนการโจมตีระดับนี้เข้าไปร่างคงจะแหลกเละกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปแล้ว แต่หาใช่กับเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ ฉินฟงใช้กระบี่ประหลาดในมือรับแรงกระแทกได้อย่างสบาย แม้จะถอยหลังออกไปสองสามก้าวก็ตาม เมื่อหนานไห้เยี้ยเห็นเช่นนั้นความบ้าคลั่งในจิตของมันยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอีกหลายเท่า
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยมจริง ๆ ข้าไม่คาดคิดเลยว่าบนโลกใบนี้ จะมีใครรับการโจมตีจากกระบองบาปทมิฬของข้าได้ สนุก สนุกจริง ๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า" หนารไห่เยี้ยระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังกึกก้องพร้อมกับเร่งส่งพลังไปที่กระบอกให้เพิ่มมากขึ้น ความรุนแรงจากการโจมตีแต่ล่ะครั้งทำเอาพื้นดินใต้ของฉินฟงแตกร้าวเป็นทางยาว แต่ตัวของฉินฟงนั้นหาได้รู้สึกตื่นตระหนก หรือ หวาดกลัวแม้แต่น้อย ภาพนั้นทำเอาลู่เก่าอี้ และจอมยุทธ์หนุ่มสาวที่มองดูการต่อสู้อยู่ถึงกับตกตะลึงพูดสิ่งใดไม่ออก พละกำลังของหนานไห่เยี้ยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยว่าน่ากลัวแล้ว แต่ผู้ที่รับมันได้อย่างหน้าตาเฉยนั้นกลับน่ากลัวกว่า นี่รึ…ฉินฟงผู้นั้น ผู้ที่คนในเมืองต่างกล่าวขานว่าเก่งกาจถึงขนาดเอาชนะลู่อิงฉานคนนั้นได้
แรก ๆ หนานไห่เยี้ยก็รู้สึกสนุก และตื่นเต้นที่ได้พบกับยอดฝีมือที่รับการโจมตีของมันได้ แต่พอเวลาผ่านไปราว ๆ หนึ่งก้านธูป สีหน้าแห่งความปลาบปลื้มเริ่มจางหายไป และพลันกลายเป็นบิดเบี้ยว เหงื่อกาฬของมันไหลออกมาเป็นเม็ดเต็มใบหน้า เหตุใดกัน? มันส่งถ่ายพลังไปที่กระบองในมือจนถึงขั้นสูงสุดแล้วก็ยังมิอาจบดขยี้เจ้าเด็กคนนี้ได้ แถมกระบี่ประหลาดในมือของมันก็ไม่มีท่าว่าจะเกิดรอยบิ่นแม้แต่น้อย "เป็นอันใดไปเล่าท่านนักบวช ดูเหมือนแรงเจ้าจะอ่อนลงนะเหนื่อยแล้วงั้นรึ? แต่ข้ายังไม่รู้สึกอะไรเลยดูใบหน้าของข้าสิ ไม่มีแม้แต่เหงื่อสักเม็ด" ฉินฟงแย้มยิ้มที่มุมปากก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยใบหน้ายียวน นั้นทำให้ความโกรธของหนานไห่เยี้ยปะทุเดือดดาลถึงขีดสุด
"ปากดีจังนะไอ้หนู เช่นนั้นข้าขอดูหน่อยว่าเจ้าจะทานได้สักแค่ไหน" หนานไห่เยี้ยกัดฟันกรอดก่อนกล่าวออกมา ดวงตาของมันแดงฉานมีเส้นเลือดปูดโปนออกมาตรงหัวคิ้ว
จากนั้นมันก็ยกกระบอกบาปทมิฬชูขึ้นเหนือหัวก่อนจะเร่งโคจรลมปราณทั่วร่างให้ถึงขั้นสูงสุดก่อนจะเหวี่ยงใส่ฉินฟงอย่างรวดเร็ว ฉินฟงเองก็ยกกระบี่ศิลาฟ้าดินขึ้นมาเตรียมต่อสู้มันเบื่อที่จะตั้งรับอีกต่อไปแล้ว กระบองบาปทมิฬ กับ กระบี่ศิลาฟ้าดินกระทบกันจนเกิดเสียงดังกึกก้อง จากนั้นฉินฟงก็เป็นฝ่ายวาดกระบี่ตอบโต้คืนบ้าง "คิดสู้แล้วงั้นรึเจ้าหนู ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า เข้ามาเลย" หนานไห่เยี้ยหัวเราะอย่างบ้าคลั่งก่อนที่มันหวดกระบองเหล็กสีดำกระทบกับกระบี่ศิลาฟ้าดินอย่างต่อเนื่อง แรงปะทะกระจายเป็นวงกว้าง และทำลายทุกอย่างโดยรอบ รู้สึกตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนในชีวิต มันคิดว่าหากได้บดชยี้เจ้าเด็กคนนี้คงจะมีความสุขเป็นยิ่งนัก ทว่า…ยิ่งต่อสู้นานเท่าไหร่ หนานไห่เยี้ยก็ยิ่งพบว่าพลังปราณที่ส่งถ่ายไปยังกระบองบาปทมิฬ เลือนหายไปอย่างน่าเหลือเชื่อ "บ้าจริงนี่มันเกิดอันใดขึ้น เหตุใดข้าจึงไม่อาจเอาชนะไอ้เด็กคนนี้ได้..!!"
ความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วร่างของหนานไห่เยี้ย ความสนุกสนาน และจิตสังหารแห่งการฆ่าฟันก่อนหน้าค่อย ๆ หายไปทีล่ะนิด "เห็นทีข้าคงต้องจัดการขั้นเด็ดขาดกับมันเสียแล้ว" หนานไห่เยี่ยครุ่นคิดอยู่ในใจก่อนที่มันจะกระโดดก้าวถอยหลังออกมา "อ้าว เป็นอะไรไปเล่าเจ้านักบวชชั่วคิดถอยแล้วรึ" ฉินฟงแสยะยิ้มอย่างยียวนก่อนจะกล่าวขึ้น
"หนีรึเจ้าหนู ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดหรอก ข้าเพียงแต่ข้าคิดว่าจะเลิกเล่นกับเจ้าแล้วต่างหาก" หนานไห่เยี้ย
กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย ก่อนที่มันจะโคจรลมปราณสีดำน่าสยดสยองไปทั่วร่างแล้วถ่ายส่งไปที่กระบองบาปทมิฬ
"จงไปสำนึกบาปในโลกหน้าพร้อมกับคนในเมืองนี้ซะไอ้เด็กเมื่อวานซีน วิชากระบองบาปมาร กระบวนท่าทลายสิ้นสรรพสิ่งในโลกหล้า..!!!
กระบวนท่าที่หนานไห่เยี้ยกำลังจะใช้ทำเอา เย้จงเทียน กับ โกวอี้เมินยังตกใจ พวกมันทั้งสองเคยเห็นหนานไห้เยี้ยใช่กระบวนท่านี่เพียงแค่หนเดียวเมื่อนานมาแล้ว และผลที่เกิดก็คือเมืองหลวงทั้งเมืองในดินแดนทางเหนือหายวับเป็นผุยผงไปในพริบตาราวกับถูกคลื่นยักษ์ถล่ม ประสาอะไรกับเมืองเล็ก ๆ เช่นนี้ คงจะพังพินาศจนไม่เหลือเคราโครงเดิมแน่ ๆ ลู่เก้าอี้กับจอมยุทธ์คนอื่น ๆ ก็ทราบดี แต่พวกเขาไม่มีทางใดจะแก้ไขมันได้อีกแล้ว นี่หรือพลังที่แท้จริงของคนจากพรรคมารสาขาหลักช่างน่ากลัวเสียจริง ๆ
"ฮ่าๆๆๆๆๆๆ จงพ้นทุกข์ไปซะไอ้หนู..!!"
หนานไห่เยี้ยระเบิดเสียงหัวร่อดังลั่นก่อนจะฟาดกระบองเหล็กสีดำลงมาใส่ร่างของฉินฟงสุดแรงเกิด
"ดูจากพละกำลังที่มันโจมตีมานับว่าแรงโขอยู่ ข้าจะต้านไหวหรือไม่กันนะ ไม่สิต้องไหวแน่ อาวุธของมันมีส่วนผสมจากศิลาฟ้าดินอยู่เพียงสองส่วน แต่กระบี่ในมือข้าสร้างมาจากศิลาฟ้าดินล้วน ๆ ประสิทธิภาพย่อมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่นนั้นก็มาเลย…!!" ฉินฟงครุ่นคิดในใจก่อนจะแย้มยิ้มออกมาที่มุมปาก กระบองบาปทมิฬถูกเหวี่ยงลงมาสุดแรงกำลังเท่าที่หนานไห่เยี้ยจะมี ก่อนที่มันจะกระทบกับกระบี่ศิลาในมือจนเกิดดังสนั่นหวั่นไหว แต่ทว่า…เมื่อทุกอย่างหยุดลง กลับไม่มีแม้แต่ความเสียหายแม้แต่น้อย ไม่มีแม้แต่แรงคลื่นแพร่กระจายด้วยซ้ำ
"อะไรกัน!!? เป็นไปไม่ได้..!!" หนานไห่เยี้ยดวงตาเบิกกว้างอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
"ตกใจมากนักรึ เจ้านักบวชชั่ว อย่า อย่าพึ่งตกใจไป นี่ต่างหากน่าตกใจกว่า" ฉินฟงกล่าวขึ้นก่อนจะใช้กระบี่ศิลาฟ้าดินในมือเหวี่ยงใส่ร่างของหนานไห่เยี้ยเข้าไปเต็ม ๆ หน้าท้อง แม้จะไม่เร็วนัก จนหนานไห่เยี้ยสามารถใช้กระบองในมือยกมาตั้งรับได้ทันแต่ทว่า…ความรุนแรงจากการโจมตีในครั้งนี้ช่างมากมายมหาศาลนัก ราวกับว่าพลังทั้งหมดนี้เป็นพลังของมันเมื่อสักครู่ยังไงยังงั้น
"นี่มัน..!!! พลังวิชากระบองบาปมาร กระบวนท่าทลายสิ้นสรรพสิ่งในโลกหล้าของข้านี่.."หนานไห่เยี้ย กล่าว ออกมาด้วยความตื่นตะลึงแต่กว่าที่มันจะรู้ตัว ร่างอันใหญ่โตราวกับยักษ์มารของมันก็กระเด็นปลิวลอยหายไปไกลหลายร้อยลี้เรียบร้อยแล้ว ฉินฟงใช้กระบี่ศิลาฟ้าดินดูดซับพลังโจมตีและสะท้อนคืนใส่มันนั้นเอง มิรู้ว่ามันเป็นตายเช่นใด หรือบาดเจ็บสาหัสแค่ไหน แต่ก็คงไม่อาจลุกขึ้นมาก่อความวุ่นวายง่าย ๆ อีกเป็นแน่
ฉินฟงลดกระบี่ไว้ข้างลำตัว ก่อนจะมองไปยังทิศทางที่ร่างของหนานไห่เยี้ยลอยออกนอกเมือง และในยามนั้นเอง มันก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารสองจุดที่มุ่งร้ายตรงมาหา "หน็อย…!! ไอ้เด็กเวรตายซะเถอะ พวกข้าสองคนจะส่งแกไปปรโลกเอง" เมื่อหันมาตามเสียงฉินฟงก็ได้พบกับ ร่างของเย้จงเทียน กับ โกวอี้เมิน กำลังพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว คนหนึ่งกางฝ่ามือที่ไอพิษสีเขียวแผ่ซ่าน อีกคนมีกรงเล็บสีแดงฉานที่ทำจากโลหิต พร้อม หอก ดาบ แส้ ที่สร้างจากเลือดอีกมากมาย ฉินฟงมองพวกมันอย่างไม่ครั่นคร้าม ก่อนจะยกกระบี่ขึ้นเพื่อเตรียมตั้งรับ เสียงของสื่อเทียนอี้ร้องเตือนฉินฟง ออกมาดังลั่น แม้ตัวมันในยามนี้กำลังทรมานจากพิษจนใกล้ถึงขีดสุด ฉินฟง หันไปมองมันก็แย้มยิ้มและน้อยเพื่อเป็นการขอบคุณ แต่ก็มิได้มีท่าทางวิตกกังวลแม้แต่นิดเดียว
"ไอ้เด็กอวดดี…เห็นวิธีที่ข้าทำกับเจ้าหนุ่มนั้นแล้วยังไม่คิดถอยหนีอีก เช่นนั้นก็จงทรมานจนตายไปซะ!!"
โกวอี้เมินเอ่ยขึ้นก่อนจะกางกรงเล็บภูติมรณะพุ่งใส่ฉินฟง มันไม่ได้คิดที่จะโจมตีใส่ฉินฟงโดยตรงหากแต่ต้องการให้อยู่ในระยะประชิดภายในหนึ่งนาทีเพื่อให้ฉินฟงได้รับพิษ ฉินฟงหมุนตัวหลับได้อย่างง่ายดายและกำลังจะก้าวถอย แต่ก็ถูก เย้จงเทียนใช้อาวุธโลหิตต้อนกลับเข้าหาโกวอี้เมินต่อ "ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดีมากจงเทียนต้อนมันเข้ามาหาข้าแบบนี่แหละ อีกไม่นานพิษข้าก็จะแทรกเข้าร่างมันแล้ว"
"ชั่วช้าสามานย์ เล่นวิธีสกปรกสมกับเป็นพวกพรรคมารจริง ๆ หากเป็นเช่นนี้ต่อให้เป็นท่านฉินฟงเองก็คง…." ลู่เก้าอี้กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าสิ้นหวังสุด ๆ แต่ในยามนั้นเองเหลยฟงที่บัดนี้พา ศิษย์น้องที่บาดเจ็บลงมาจากหลังคาแล้วก็ได้เอ่ยขึ้น "แต่ข้าไม่คิดเช่นนั้นผู้อาวุโส ท่านลองดูการต่อสู้ของเขาให้ ๆ ดีก่อน"
"เจ้าหมายความเช่นไรหลานชาย? " ลู่เก้าอี้มุ่นคิ้วด้วยความประหลาดใจก่อนจะหันไปมองฉินฟงอีกครั้ง แล้วดวงตาของมันก็พลันเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
"นั้นมัน….เป็นไปไม่ได้!!"
สิ่งที่ลู่เก้าอี้ พบก็คือ ร่างของฉินฟงที่ยังขยับหลบไปมาอย่างพลิ้วไหวแม้จะอยู่ใกล้ ๆ โกวอี้เมิน และดูเหมือนจะนานเกินหนึ่งนาทีแล้วด้วย "เกิดอันใดขึ้น อี้เมินเหตุใดพิษของเจ้าถึงยังไม่สำแดงฤทธิ์ออกมาอีก..!!" เย้จงเทียนร้องถามออกมาด้วยท่าทางหวั่นวิตก "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน หรือว่า..เจ้าเด็กนี่จะมียาแก้พิษ ไม่ เป็นไปไม่ได้พิษของข้าไม่มีทางแก้.." พวกมันทั้งสองต่างถกเถียงกันในขณะที่กำลังจู่โจมเข้าใส่ฉินฟงอย่างต่อเนื่อง
พอฉินฟงได้ยินพวกมันทั้งคู่สนทนากันอย่างร้อนรน เขาจึงแย้มยิ้มออกมาที่มุมปากและเอ่ยขึ้นมาบ้าง
"หึ ดูท่าทางคงจะประหลาดใจกันมากสินะ ว่าเหตุใดพิษร้ายถึงไร้ผลกับข้า จะบอกให้เอาบุญก่อนส่งพวกเจ้าตามไอ้นักบวชชั่วนั้นไปก็ได้ เหตุที่ข้าไม่เป็นอะไรก็เพราะกระบี่เล่มนี้ในมือข้ายังไงเล่า"
"กระบี่ของเจ้ารึ!!? " โกวอี้เมินถลึงตาด้วยความตกใจ
"ใช่แล้ว กระบี่ในมือข้าทำมาจากหินประหลาดมันสามารถดูดซับได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นพลังโจมตี ห้าธาตุธรรมชาติ หรือแม้แต่…พิษของเจ้า แถมยังส่งคืนให้เจ้าของกลับไปได้ด้วย.." ฉินฟงแสยะยิ้มอย่างชั่วร้ายที่มุมปาก
"ส่งคืนงั้นรึ? แย่แล้ว..!! เย้จงเทียนหลบเร็ว!!!" โกวอี้เมินร้องดังลั่น แต่มันก็สายไปแล้ว ฉินฟงเหวี่ยงกระบี่ศิลาฟ้าดินใส่ร่างของเย้จงเทียนอย่างรวดเร็ว แม้กระบี่จะไม่ได้กระแทกใส่ปีศาจโลหิตตรง ๆ แต่ปราณสีเขียวเข้มก็พุ่งเข้าใส่มันแทน หรือก็คือ พิษของโกวอี้เมินนั้นเอง เย้จงเทียนรับพิษเข้าร่างไปเต็ม ๆ ก่อนที่มันจะกระเด็นลอยไปกระแทกกำแพงเมือง และทะลุออกไป
"เย้จงเทียน…!!"
โกวอี้เมินร้องดังลั่นก่อนจะหันไปมองสหายของมัน แต่เมื่อมันหันกลับมา ร่างก็ถูกฝ่ามือเก้ามังกรของฉินฟงกระแทกเข้าใส่จนกระอักเลือด และลอยตามเย้จงเทียนไปติด ๆ ทั้งสามคนจากพรรคมารสาขาหลักถูกฉินฟงจัดการจนพ่ายแพ้ราบคาบ..
จบบทที่ 32