“ใช่แล้ว!”
กลางอากาศเหนือผืนทะเลทราย บุรุษวัยกลางคนเอ่ยเสียงเรียบ“หลังจากที่เจ้าเข้าถึงขั้นปราณสวรรค์ก็จะรู้เองว่าจะบำเพ็ญพลังสติปัญญาของตนเองเช่นไรแต่ดูเหมือนว่าสำหรับเจ้าแล้วมันคงจะเร็วเกินไป! เจ้าหนูว่าแต่เจ้าเข้ามาได้อย่างไรกัน?”
“ข้า”
เมิ่งฝานยิ้มเจื่อนขั้นปราณสวรรค์? บุรุษวัยกลางคนผู้นี้น่าจะเป็นบรรพบุรุษของตระกูลเฉานึกไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะเป็นถึงจอมยุทธ์ในขั้นปราณสวรรค์ เมิ่งฝานส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ“ข้าได้รับการมอบหมายจากชนรุ่นหลังของท่านให้เข้ามาดูเรื่องราวความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับศิลาสยบมารจึงถือโอกาสขอร่ำเรียนวิชามหาหัตถ์สยบมารจากท่านด้วย!”
“อ้อ!”
บุรุษวัยกลางคนพยักหน้ารับ ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า“มหาหัตถ์สยบมารคือสิ่งที่ข้าจะมอบให้แก่สายเลือดของตนเองแต่หากเจ้าเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ข้าก็สามารถมอบมันให้แก่เจ้าได้เช่นกันเพราะถึงอย่างไรพลังของข้านั้นก็เหลือเพียงน้อยนิดแล้ว และข้าหวังว่าเมื่อออกไปเจ้าจะถ่ายทอดมันให้แก่ชนรุ่นหลังของข้าด้วยเช่นกันเพราะข้าไม่ต้องการให้พวกเขาอยู่ในยุทธภพอย่างยากลำบาก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็พยักหน้ารับ“ได้ขอรับ!”
“ดีตอนนี้...จงเคลื่อนพลังจิตของเจ้าเคลื่อนไหวตามท่าทางของข้า เจ้าหนูจงจำไว้ว่านามของข้าเฉาซิวสุ่ย หากวันใดเจ้าไปถึงแดนราชาสุขาวดีก็อาจจะได้พบกับข้า!”บรุษวัยกลางคนที่ลอยอยู่กลางอากาศกล่าวพลางขยับฝ่ามือแล้วโลกโดยรอบก็เริ่มสั่นสะเทือน
เมื่อเมิ่งฝานใช้พลังจิตจับจ้องก็พบว่าร่างของเฉาซิวสุ่ยขยายใหญ่ขึ้นประหนึ่งเทพแห่งสรวงสวรรค์ก็ไม่ปานขณะเดียวกันพลันมีฝ่ามือขนาดใหญ่ปรากฏขึ้น ภายในฝ่ามือนั้นคล้ายดั่งห้วงอวกาศก็ไม่ปานมันทรงพลังอำนาจสูงสุดจนแม้แต่เมิ่งฝานก็ยังสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจ
“มหาหัตถ์สยบมารเป็นวิชายุทธ์ที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเมื่อยามขึ้นเป็นจอมยุทธ์ขั้นปราณสวรรค์ฝ่ามือเบิกสวรรค์ สยบมารนับหมื่น ความสามารถแห่งพลังปราณของข้าล้วนแต่อยู่ภายในฝ่ามือนี้ทั้งสิ้น...”
เสียงก้องกังวานดังมาจากทั่วสารทิศส่วนเมิ่งฝานก็นั่งขัดสมาธิลงท่ามกลางเสียงนั้นเข้าถึงพลังและข้อมูลของมหาหัตถ์สยบมารอย่างเงียบงันมันเป็นพลังอันยิ่งใหญ่จนแม้แต่พลังจิตของเมิ่งฝานก็ยังไม่อาจรองรับได้ทั้งหมดจึงจำต้องเข้าถึงพลังของมันอย่างใจเย็น
ท่ามกลางผืนฟ้านั้นหลังจากที่ร่างวิญญาณของเฉาซิวสุ่ยได้แสดงพลังของมหาหัตถ์สยบมารเสร็จสมบูรณ์ก็เริ่มเลือนรางลงไปแต่ถึงกระนั้นนัยน์ตาของเขาก็ยังคงมีแสงเปล่งประกายปรากฏขึ้นมาชั่วครู่
“ช่างเป็นเด็กที่แปลกเสียจริงเหตุใดข้าจึงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งพลังที่ทำให้ข้าต้องสั่นสะท้านจากร่างของเจ้ากันคล้ายว่าเจ้านั้นสามารถสังหารข้าได้ทุกเมื่อก็ไม่ปาน มันเป็นไปได้อย่างไรกัน? เอาเถอะ...ข้าจะไม่สนเรื่องราวเหล่านั้น ขอให้เจ้าจงโชคดี!”
ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วสารทิศ ยามนี้เหลือเพียงเมิ่งฝานที่ยังคงนั่งอยู่ในมิติแห่งนี้อย่างเงียบงันเวลาล่วงเลยผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้าโดยที่เมิ่งฝานยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่เช่นนี้และหาได้รู้ไม่ว่าผ่านไปนานเพียงใดแล้ว
ในที่สุดเขาก็ขยับ ตาทั้งสองดวงเบิกโตก่อนจะมีแสงเปล่งประกายปรากฏขึ้นมาจากดวงตาคู่นั้น
จากนั้นเขาจึงลุกขึ้นยืน แม้จะดูเหมือนว่าจะมิได้ต่างไปจากเมื่อก่อนแต่อย่างใดทว่ากลิ่นอายแห่งพลังของเด็กหนุ่มกลับแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย
ฝ่ามือของเขาขยับเพราะต้องการสัมผัสถึงพลังของศิลาสยบมารจากนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงวิชายุทธ์แห่งพลังปราณระดับอักษรฮวง มหาหัตถ์สยบมาร! เมื่อฝ่ามือใหญ่ขยับก็คล้ายดั่งว่าฟ้าดินปกคลุมไปด้วยแสงสีขาวเปล่งประกายอยู่ในอาณาเขตหลายพันเมตรใต้หล้า!
และนี่ก็คือพลังของมหาหัตถ์สยบมารแต่เมิ่งฝานก็รู้ดีว่านี่คือพลังที่เกิดจากการผสานจิตสังหารของเฉาซิวสุ่ยหากใช้พลังของมันแม้เพียงเล็กน้อยก็จำต้องใช้พลังปราณมากมาย ซึ่งต่อให้ยามนี้เมิ่งฝานจะอยู่ในขั้นหลอมปราณแต่หากต้องการจะใช้พลังนี้ก็คงไม่อาจแสดงอานุภาพของมันออกมาได้แม้เพียงน้อยนิด
เด็กหนุ่มส่ายหน้าเพราะรู้ดีว่าหากตนเองอยากจะเข้าถึงพลังที่แท้จริงของมหาหัตถ์สยบมารคงต้องเข้าสู่ปัญจปราณระดับสูงเสียก่อน
“ท่านพี่ ตอนนี้คงจะสามารถออกไปได้แล้วใช่หรือไม่ขอรับ?” เมิ่งฝายลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยถามเสียงเรียบ
“อื้ม นับว่าได้รับประโยชน์ไม่น้อยและเหมาะสมกับเจ้าอย่างยิ่ง”รั่วสุ่ยอีกล่าวพลางยิ้มส่งไป
เมิ่งฝานมองไปยังรั่วสุ่ยอี เมื่อนึกถึงพลังมหาหัตถ์สยบมารที่เฉาซิวสุ่ยแสดงออกมาเมื่อครู่จึงลองถามหยั่งเชิงว่า“ท่านพี่ หากท่านอยู่ในระดับพลังที่เต็มเปี่ยมแล้วต่อกรกับเฉาซิวสุ่ยผู้นี้...ผู้ใดจะแข็งแกร่งกว่ากันขอรับ?”
เมิ่งฝานอยากจะเข้าใจในขั้นพลังที่แท้จริงของรั่วสุ่ยอีกมาโดยตลอด
เมื่อได้เห็นสีหน้าของเมิ่งฝานนางก็ยิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “ใครจะรู้กันเล่า? บางทีเขาอาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าข้าก็เป็นได้!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ยิ้มอย่างจนปัญญาก่อนจะเอ่ยว่า “ดูท่าแล้วศัตรูของท่านในตอนนั้นคงจะแข็งแกร่งเหมือนเขาแล้วล่ะขอรับแต่ท่านพี่ไม่ต้องห่วง หากข้าฝึกฝนวิชายุทธ์ทวนเทพสำเร็จจะต้องช่วยท่านเป็นแน่ ต่อให้ศัตรูของท่านแข็งแกร่งจนได้รับสมญานามว่าเป็นเทพหรือเป็นเทพจริงๆ ข้าก็ไม่หวั่น!”
เมิ่งฝานเอ่ยอย่างจริงจัง
ภายในไข่อสูรทมิฬนั้นสีหน้าของรั่วสุ่ยอีเผยความรู้สึกมากมาย สุดท้ายจึงเอ่ยว่า “ดี!”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับและยิ้มส่งไปก่อนจะเคลื่อนพลังจิตของตนเองเพื่อออกจากศิลาสยบมาร ด้วยเพราะไร้ซึ่งพลังเทพต้องห้ามแล้วจึงทำให้เขาสามารถออกจากมิติแห่งศิลาสยบมารได้อย่างง่ายดายก่อนที่เขาจะพบว่าบรรยากาศรอบกายเปลี่ยนไป เพราะความมืดได้คืบคลานเข้ามาปกคลุมไปทั่วบริเวณแล้ว
เมิ่งฝานนั้นคิดไม่ถึงเลยว่าตนเองจะอยู่ในศิลาสยบมารนั้นนานนับวัน!
เขามองไปรอบกายก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาที่นี่คือสุสานของตระกูลเฉา ฉะนั้นแล้วจึงค่อนข้างที่จะเงียบสงัด เมิ่งฝานส่ายหน้าก่อนจะก้าวเดินออกไปรอบนอก ไม่นานนัยน์ตาของเขาพลันวาวโรจน์เพราะบังเอิญไปเห็นเงาร่างของคนผู้หนึ่งใต้แสงจันทร์และดูเหมือนว่ากำลังมายืนรอเขา
รูม่านตาของเมิงฝานหดเล็กลงไปเล็กน้อยเมื่อมองให้ชัดเจนแล้วพบว่าเป็นเฉาหลันนางสวมชุดสีขาวที่สามารถมองเห็นสัดส่วนได้อย่างชัดเจนด้านบนนูนเด่นด้านหลังเป็นสะโพกผาย เส้นผมสวยขยับตามแรงลมนางยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์อย่างเงียบงันประหนึ่งสตรีเลอโฉมในภาพวาดก็ไม่ปาน
แม้นางจะมิได้มีสง่าราศีเฉกเช่นรั่วสุ่ยอีแต่เมิ่งฝานก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าเฉาหลันนั้นนับได้ว่าเป็นสตรีงามผู้หนึ่งเช่นกันเขาลูบปลายจมูกพลางเดินเข้าไปหานาง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา “คุณหนูเฉาไม่ทราบว่าท่านมีเรื่องใดหรือไม่?”
เมื่อได้เห็นเมิ่งฝานนัยน์ตาของเฉาหลันก็วาวโรจน์ขึ้นในทันใดสีหน้าของนางบ่งบอกถึงความไม่เป็นธรรมชาติ ก่อนที่นางจะเอ่ยเสียงเบา “อืม ข้ามารอท่าน ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ท่านพ่อของข้ากับเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างกลับไปหมดแล้วท่านได้รับพลังจากศิลาสยบมารแล้วหรือไม่?”
“ก็พอได้!”
เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาหากแสดงอานุภาพพลังของมหาหัตถ์สยบมารออกไปต้องใช้พลังปราณมหาศาลซึ่งต่อให้เป็นเมิ่งฝานในยามนี้ก็ยังไม่มั่นใจว่าตนเองจะสามารถแสดงพลังของมันออกมาได้จึงตอบไปอย่างคลุมเครือเมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมานางพลันรู้สึกสั่นไหวในหัวใจเดิมทีนางคิดว่าเมิ่งฝานจะไม่ได้อันใดกลับออกมา แต่ก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยออกไป
เฉาหลัน กัดฟันแน่น จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบา“ขอบใจท่านมาก เมิ่งฝานข้าต้องขออภัยในการกระทำของตนเองในครั้งก่อนจากใจจริง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเมิ่งฝานก็ลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยเสียงเรียบ“เอาเถอะ ถึงอย่างไรมันก็ผ่านไปแล้ว ข้าเองไม่ได้สนใจมันหรอก!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างของเฉาหลันก็สั่นเทาไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “เป็นความผิดของข้าเองหวังว่าท่านจะไม่ถือสาและอย่าได้โกรธแค้นตระกูลเฉา การต่อสู้ในวันพรุ่งนี้สำคัญต่อตระกูลเฉายิ่งนักข้าได้ยินว่า...ในตอนนี้จอมยุทธ์ผู้เลิศล้ำที่สุดของตระกูลเมิ่งยังไม่ได้เดินทางมาดูเหมือนว่านางจะอยู่ในขั้นเกลาวิญญาณแล้วและแข็งแกร่งยิ่งต่อให้ท่านพ่อข้าต้องเผชิญหน้ากับนางก็ยังต้องระวังตัว สตรีที่คล้ายดั่งปีศาจผู้นั้นก็คือคู่ต่อสู้ของท่านในวันพรุ่งนี้!”
ขั้นเกลาวิญญาณ!
รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงเพราะนึกไม่ถึงว่าคนตระกูลเมิ่งยังมีอัจฉริยะด้านการบำเพ็ญตนเช่นนี้อยู่ด้วยแม้มันจะเป็นชื่อของขั้นพลังที่แตกต่างแต่กลับสามารถพิสูจน์ให้เห็นถึงความแข็งแกร่งได้อย่างชัดเจนเมิ่งฝานพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ขอบใจท่านมาก พรุ่งนี้ข้าจะต่อสู้อย่างสุดกำลัง!”
เมื่อได้ยินในสิ่งที่เมิ่งฝานเอ่ยออกมาเฉาหลันก็หาได้พูดอันใดให้มากความพียงพยักหน้ารับเท่านั้นทว่าในเวลาต่อมาชุดคลุมสีขาวบนกายนางกลับถูกปลดลงไป เรือนร่างอันขาวเนียนประจักษ์แก่สายตาของเมิ่งฝานในทันใดเวลานี้บนกายของนางมีเพียงกางเกงขาสั้นเท่านั้น
ผิวเนียนของนางนั้นงดงามน่าสัมผัสหน้าอกนูนเด่นสะโพกผาย ยิ่งอยู่ภายใต้แสงจันทร์สีนวลก็ยิ่งมีเสน่ห์น่าหลงใหล เมื่อเมิ่งฝานได้เห็นเรือนร่างอันสมบูรณ์แบบนี้พลันชะงักงันไปชั่วครู่สายตาคู่นั้นจ้องมองไปยังภาพเบื้องหน้าอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกัดฟันแน่นแล้วเบนสายตาไปทางอื่น
“คุณหนูเฉา ท่านทำอันใดกัน?”
เฉาหลันมองเมิ่งฝานแล้วกัดฟันแน่นก่อนจะคุกเข่าลงไป ปล่อยให้เรือนร่างอยู่ภายใต้แสงจันทร์อันสวยงาม
“เมิ่งฝาน ข้ารู้ว่าการที่ทำให้ท่านต้องตกอยู่ในอันตรายเช่นนี้มันอาจไม่ยุติธรรมสำหรับท่านแต่ข้าขอร้องล่ะ ขอท่านโปรดช่วยเหลือตระกูลเฉาด้วย หากวันพรุ่งนี้พ่ายแพ้ไปเกรงว่าบาดแผลของท่านพ่อข้าคงไม่อาจหายดีน้องสาวข้ายังเล็กนัก ซ้ำยังมักถูกรังแกและตกเป็นรองผู้อื่นอยู่บ่อยครั้งบ้านตระกูลเฉานับร้อยชีวิตคงจะต้องกลายเป็นทาสผู้อื่นข้ายินดีที่จะใช้ร่างกายตนเองเป็นสิ่งตอบแทนให้เจ้าได้กระทำการใดๆ ตามใจจะให้เป็นทาสของท่าน ข้าก็ยินดี!”
เมื่อพูดจบใบหน้าของเฉาหลันก็กระตุกเล็กน้อยเมื่อได้เห็นว่าผู้ที่ทะนงตนมาโดยตลอดทำถึงเพียงนี้เมิ่งฝานก็หัวเราะเสียงเบาอย่างจนปัญญาแล้วเอ่ยว่า“คุณหนูเฉา ข้าว่าท่านคงจะเข้าใจผิดแล้วล่ะ ท่านรีบสวมเสื้อผ้าเสียก่อนแล้วพวกเราค่อยคุยกัน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางก็ชะงักงันไปชั่วครู่พลังของเฉาหลันน่าสะพรึงเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่านางจะไม่ได้สนใจบุรุษอื่นใดแต่ก็มั่นใจในเรือนร่างของตนเองอย่างมาก ไม่ว่าบุรุษใดได้เห็นนางล้วนแต่ต้องจ้องมองจนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทั้งสิ้น
ทว่าทั้งที่ตนเองถอดเสื้อผ้ามาหาถึงที่เมิ่งฝานกลับปฏิเสธฉะนั้นแล้วนางจึงแปลกใจไม่น้อย แต่แล้วในเวลาไม่นานเมิ่งฝานก็หันหน้ากลับมาแล้วโยนเสื้อคลุมสีดำมาคลุมไว้บนร่างของเฉาหลัน
“เมิ่งฝานนี่ท่านหมายความว่าอย่างไร!”
เฉาหลันกัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
เมิ่งฝานคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อยเขามองอีกฝ่ายแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “การที่ได้เห็นท่านเช่นนี้แล้วจะบอกว่าไม่หวั่นไหวก็คงเป็นเพียงเรื่องโกหกแต่ข้ามีบรรทัดฐานของตนเอง ในเมื่อข้ารับปากพวกท่านแล้วย่อมต้องทำให้สำเร็จ วันพรุ่งนี้ท่านจงเชื่อในตัวข้าข้าจะต้องต่อสู้อย่างสุดกำลังเป็นแน่ ท่านกลับห้องไปพักผ่อนเสียเถอะ!”
เมื่อสิ้นเสียงนั้นสีหน้าของเฉาหลันก็เปลี่ยนไปเล็กน้อยนางมองเมิ่งฝานด้วยความเหลือเชื่อก่อนจะเอ่ยด้วยความดีใจ “คำพูดของท่านในตอนนี้เป็นความจริงหรือ?”
“แน่นอนสิ!”
เมิ่งฝานพยักหน้ารับ หลังจากนั้นจึงเดินจากไป
แท้จริงแล้วเมื่อมีสตรีงามเปลื้องผ้าต่อหน้าเช่นนี้เขาก็เกิดความรู้สึกขึ้นมาแล้วเช่นกันแต่ถึงกระนั้นก็พยายามข่มมันเอาไว้แล้วเดินจากไปแทน หากยังคงอยู่ตรงนี้ต่อไปเขากลัวว่าจะไม่อาจควบคุมตนเองได้อีกต่อไปถึงอย่างไรแล้วเมิ่งฝานก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปีที่เลือดลมค่อนข้างร้อนแรง
จากนั้นเสียงของเมิ่งฝานก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ไม่ต้องห่วงคนอื่นจะเป็นอย่างไรข้าไม่รู้ แต่คำสัญญาของข้านั้นต่อให้มีทองคำนับหมื่นก็มาลบล้างมันไม่ได้!”