‘ไปป์ที่ทำจากไม้กุหลาบนี่ ท่านมาควิสมอบให้เป็รางวัลในการไขคดีน่ะ’เชอร์ล็อก โฮล์มพูดพลางเปิดกล่องหยิบไปป์ขึ้นมาถือโชว์ลวดลายรอบด้าน
‘นายจำได้ใช่ไหม เมื่อคืนนี้น่ะ...’
‘ที่นายนอนตาลายหมดสภาพอยู่บนพรมน่ะเหรอ’ วัตสันพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบนิ่งผิดกับโฮล์มที่ทำหน้าปั้นยากกุมขมับขึ้นมาทันที
‘อืม...ใช่’ โฮล์มงึมงำตอบรับในคอ
หากพูดกันตามที่เห็นสภาพของนักสืบหนุ่มเมื่อคืนดูไม่ได้จริงๆ นั่นล่ะเนื่องจากท่านมาควิสขอให้ช่วยไขคดีหนึ่งและจากการอนุมานก็พบว่ากุญแจสำคัญอยู่ที่ไปป์กับยาเส้น ดังนั้นสิ่งที่โฮล์มทำคือการสูบไปป์โดยเปลี่ยนกล้องและยาเส้น เพื่อจะหารสและกลิ่นที่เขา้า
ทว่าการกระทำนั้นเกินกว่าที่ร่างกายชายหนุ่มซึ่งเป็มนุษย์ทั่วไปจะรับไหวแต่ด้วยนิสัยของเชอร์ล็อก โฮล์ม เขาก็ยังฝืนทำต่อจนทำให้ทรุดโทรมถึงกับล้มพับไปและวัตสันคือคนที่เข้ามาปฐมพยาบาลให้เขา
ตอนนั้นเองที่โฮล์มเกิดความคิดดีๆ
‘เพราะนาย ฉันถึงไขปริศนานี้ได้’
โฮล์มที่สูบไปป์จนประสาทรับรู้สับสนทั้งฤทธิ์ของมันยังทำให้หัวสมองเบลอเกินกว่าจะจำแนกสิ่งใดได้เมื่อเห็นวัตสันที่เข้ามาปฐมพยาบาล โฮล์มจึงได้เสนอให้วัตสันเป็คนสูบและบอกให้จำกลิ่นกับรสเอาไว้ จนในที่สุดพวกเขาก็สามารถไขปริศนาได้สำเร็จ
หลังจากนั้นโฮล์มก็ออกไปที่คฤหาสน์ของท่านมาควิสเพื่อปิดคดีและเขาก็ได้รับไปป์ไม้กุหลาบชิ้นนี้มาเป็ของรางวัล
‘ไปป์นี่ฉันยกให้นาย’
โฮล์มลุกขึ้นยืน โน้มตัวไปข้างหน้าก่อนวางไปป์ลงบนมือของวัตสัน พร้อมกับจ้องมองเข้าไปในดวงตาสีเขียวที่บัดนี้เต็มไปด้วยความสงสัย
‘ขอบใจนะที่ช่วย นายยอดเยี่ยมมาก วัตสัน’
‘ฉันเป็ตุ๊กตา มีหน้าที่ทำตามคำสั่งของนายอยู่แล้ว’ วัตสันเอ่ยด้วยเสียงและหน้าตาไร้อารมณ์
เชอร์ล็อก โฮล์มเบิกตาเล็กน้อยกับคำพูดนั้นแล้วก็ยิ้มอย่างอ่อนโยนออกมา ก่อนเอื้อมมือมาขยี้เส้นผมละเอียดสีเงินอย่างแรงจนยุ่งเหยิง
วัตสันเพียงนั่งนิ่งๆปล่อยให้โฮล์มทำตามใจชอบโดยไม่ตอบโต้หรือพูดอะไรแม้แต่น้อย
‘นายนี่จริงจังชะมัด ก่อนจะคิดเื่ไม่เป็เื่ก็หัดยิ้มรับหรือภูมิใจกับคำชมซะบ้าง’
แล้วโฮล์มก็หยุดมือ เอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงที่จริงจัง
‘จำไว้นะวัตสัน นายคือคู่หูที่ยอดเยี่ยมที่สุดของฉันไม่ใช่เพราะนายเป็ตุ๊กตา แต่เพราะนายคือวัตสัน’
วัตสันลืมตาขึ้นจากอดีตที่ไม่มีวันหวนคืนแล้วหันไปมองยังแท่นที่วางไปป์ไม้กุหลาบที่จัดแสดงอยู่ในนิทรรศการโฮล์มตรงหน้าเขาในยุคปัจจุบัน
คิ้วของเขาคล้ายจะกระตุกเล็กน้อยมีบางอย่างที่ผิดแปลกไปสำหรับเขา
ชายหนุ่มขยับเข้าไปใกล้จนมองเห็นลวดลายของไปป์กุหลาบที่ถูกวางอยู่บนแท่นอย่างชัดเจน
และแล้ว...
“ไม่ใช่...”
ทั้งเฌอลัญจ์และยูรายุที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความเห็นเกี่ยวกับไปป์ไม้กุหลาบก็ต้องสะดุ้งไปเมื่อได้ยินเสียงอันเรียบและเข้มของวัตสันพูดโพล่งออกมาแบบไม่มีที่มาที่ไปอย่างนั้น
“ไปป์นี่... มันคือของปลอม” ชายหนุ่มพูดขึ้นโดยไม่สนสายตาคนรอบข้างที่จับจ้องมาทันทีที่ได้ยินคำว่า'ของปลอม'
ตอนนั้นเองที่เสียงซุบซิบรอบตัวทั้งสามคนเริ่มดังขึ้นจะด้วยเพราะคิดว่าวัตสันพูดจาเลอะเทอะหรือจะเพราะเหตุผลอื่นก็ตามแต่ตอนนี้การกระทำของวัตสันทำให้ทั้งเขา เฌอลัญจ์ และยูรายุกลายเป็จุดสนใจไปเสียแล้ว
“วัตสัน! นายพูดอะไรออกมาน่ะ” เฌอลัญจ์รีบเดินไปดึงแขนชายหนุ่มให้ไปทางอื่น“มาทางนี้เถอะ”
หลังจากดึงชายหนุ่มให้ออกห่างจากสายตาสงสัยของผู้คนเฌอลัญจ์ก็กระซิบถามชายหนุ่มว่า
“นายพูดจริงเหรอที่ว่าไปป์นั่นไม่ใช่ของโฮล์มจริงๆ น่ะ” น้ำเสียงที่เฌอลัญจ์ใช้ถามวัตสันนั้นจริงจัง เธอไม่คิดว่าวัตสันจะโกหก
วัตสันมองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กสาวโดยไม่พูดอะไรแต่นั่นก็เป็คำตอบได้ดีว่าเขาไม่ได้พูดลอยๆ
ตอนนั้นเองยูรายุก็เดินมาหาทั้งสองคน
“เอ่อ... ขอโทษทีนะ ฉันว่าเราไปจากตรงนี้ดีกว่า” ยูรายุพูดพลางกวาดสายตาไปรอบๆให้ทั้งสองคนรู้สึกตัวว่าพวกเขายังอยู่ภายในงานนิทรรศการและยังมีจากคนรอบข้างที่จ้องมองมาแปลกๆ อยู่
“เอางี้ไหม ตอนนี้เกมนักสืบกำลังจะเริ่มแล้ว พวกเราไปจองที่นั่งหน้าๆเวทีกันก่อนดีไหม จะได้นั่งพักด้วย” ยูรายุเสนอให้เปลี่ยนบรรยากาศ
“เกมนักสืบงั้นเหรอ?” เฌอลัญจ์หันมาทวนคำใบหน้าไววัลย์ พี่ชายของเธอลอยเข้ามาในหัวทันที
“ถือซะว่าดูละครเวทีเพลินๆ ก็ได้” ยูรายุพูดเมื่อเห็นใบหน้าบอกบุญไม่รับของเฌอลัญจ์พลางเอียงตัวมากระซิบเพื่อนสนิท “คนเริ่มมองวัตสันกันใหญ่แล้วนะเฌอลัญจ์หลบไปดูละครก่อนเถอะ แล้วค่อยออกมาดูนิทรรศการต่อ”
“งั้นเราออกจากที่นี่กันเลยดีกว่าไหม” เฌอลัญจ์ถือโอกาสเสนอ
“แต่ว่า...ยังมีอีกหลายโซนที่น่าสนใจแล้วฉันยังไม่ได้ดูเลย น่านะเฌอลัญจ์ เราไปดูละครเวทีคลายเครียดกันก่อนดีกว่า”
เฌอลัญจ์ที่เจอคำพูดของเพื่อนรักหันมองไปรอบๆยิ่งเห็นสายตาคนรอบข้างมองมาทางพวกเธอพลางซุบซิบก็เริ่มรู้สึกไม่ดีไหนจะสายตาเว้าวอนของเพื่อนรักให้ทำตามที่เธอพูด
สุดท้ายเฌอลัญจ์ก็ถอนหายใจยอมแพ้
“อืม ตกลงๆ งั้นฝากยูรายุกับวัตสันไปจองที่ให้ทีฉันขอไปเข้าห้องน้ำแป๊บหนึ่งแล้วกันนะ เดี๋ยวตามไปทีหลัง”
เฌอลัญจ์พูดแล้วเดินออกห่างจากพวกวัตสันไปเล็กน้อย
เด็กสาวพรูลมหายใจออกมาไม่คิดเลยว่าการยอมมาที่นิทรรศการนี้จะเกิดเื่ที่ทำให้เธอเหนื่อยใจมากกว่าเดิมไม่ว่าจะเป็เื่ของพี่ชายของเธอ หรือเื่ของวัตสันก็ตาม
เฌอลัญจ์สลัดความคิดเ่าั้ออกไปชั่วคราวแล้วหันมองซ้ายขวาคล้ายกำลังหาบางสิ่ง
“ทางนั้น”
วัตสันที่เดินตามมาชี้นิ้วไปด้านหลังเฌอลัญจ์เด็กสาวมองน้ำก็เห็นป้ายห้องน้ำที่ห้อยอยู่บนเพดานชี้บอกให้เลี้ยวไปด้านใน
เมื่อเฌอลัญจ์เห็นสิ่งที่้าเธอก็หันไปมองวัตสัน
“อืม ขอบใจ แล้วจะรีบไปรีบมา”
เธอรู้สึกแปลกใจขึ้นมาเมื่อพบว่าชายหนุ่มไม่ได้เมินเฉยเธอโดยสิ้นเชิง…