พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    เล่ม 5 บทที่ 133 แสร้งทำใจกว้าง แผนร้ายในห้องส่วนตัว

            โม่เสวี่ยถงหลับตาแน่น เสียงเฟิงเจวี๋ยหร่านตะโกนลั่น ก่อนที่นางจะถูกใครบางคนตวัดร่างเข้าสู่อ้อมอกแกร่ง “ถงเอ๋อร์” น้ำเสียงกระวนกระวายของเฟิงเจวี๋ยหร่านปัดเฉียดข้างหู นางรู้สึกวิงเวียนอย่างหนัก แต่ก็แข็งใจลืมตาขึ้น เมื่อมองไปด้านหลังของเฟิงเจวี๋ยหร่านก็เห็นคนยืนคุมเชิงอยู่อีกสองคน

            นางพยายามฝืนทนข่มกลิ่นคาวเลือดที่จุกอยู่ในอกลงไป ลมหายใจถี่กระชั้น มือดึงชายเสื้อของเขาไว้แน่น ด้านหลังยังมีคนชุดดำอีกสี่คน ต่อให้เฟิงเจวี๋ยหร่านมีองครักษ์มาด้วยสองคน ก็ยังมีอีกสองคนที่ต้องจัดการ “ข้าไม่เป็นไร ท่านวางใจเถอะ”

            ทันทีที่กล่าวจบมือก็พลันสิ้นแรงตกลง เบื้องหน้ากลายเป็นความมืดมิด

            เฟิงเจวี๋ยหร่านอุ้มร่างบางของโม่เสวี่ยถงขึ้นมา ดวงตาดั่งพญาหงส์หรี่ลงฉายแววเย็นยะเยือก ประกายตาดุดันทรงอำนาจแผดกล้าจากก้นบึ้ง ไม่มีท่วงท่าเอ้อระเหยลอยชายเหมือนยามปรกติ ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด

            “จัดการให้ไว ฆ่าอย่าให้เหลือ”

            เฟิงเยวี่ยรับคำสั่ง พลางลอบมองดวงตาที่ฉายแววกระหายเลือดของผู้เป็นนายปราดหนึ่ง คุณหนูสามสกุลโม่ผู้นี้มีความสำคัญในใจของเจ้านายเป็นอย่างยิ่ง ยามนี้นางได้รับบาดเจ็บเจ้านายย่อมต้องโกรธจัด ไหนเลยจะกล้าชักช้า ผนึกกำลังกับองค์รักษ์ที่มาด้วยกันเข้าไปจัดการกับคนร้ายสองคนตรงหน้า และแน่นอนว่าคนชุดดำอีกสองคนที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็เสียชีวิตภายใต้คมดาบ

            “เปลี่ยนเป็นรองเท้าที่ใช้ในวังหลวงให้กับพวกเขา” เฟิงเจวี๋ยหร่านกล่าวเสียงเรียบ รังสีพิฆาตเย็นยะเยือกแผ่กำจายออกมาทั่วร่าง เขาอุ้มโม่เสวี่ยถงถอยออกมา จัดอาภรณ์ให้นางอย่างระมัดระวัง ไม่ให้เปื้อนโลหิต

            “พ่ะย่ะค่ะ” บุรุษอีกสองคนเดินมาจากอีกด้านหนึ่ง หยิบรองเท้าหุ้มแข้งมาเปลี่ยนให้คนชุดดำเหล่านั้นอย่างคล่องแคล่ว

            เฟิงเจวี๋ยหร่านอุ้มโม่เสวี่ยถงพลิ้วกายหายไปอย่างรวดเร็ว

            …

            ในห้องรับรองส่วนตัวชั้นสาม หอเซียงหม่านโหลว

            โม่เสวี่ยหมิ่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ฝั่งซ้ายโดยมีโม่ซิ่วติดตามไปด้วย ผู้ที่นั่งอยู่ด้านขวาก็คือโหยวเยวี่ยเฉิง หมิงกั๋วกงซื่อจื่อ บนโต๊ะเต็มไปด้วยสุราอาหารซึ่งล้วนแล้วแต่ขึ้นชื่อของหอเซียงหม่านโหลวแห่งนี้ หากถามถึงมูลค่าย่อมบอกได้ว่าแค่มื้อนี้เพียงมื้อเดียว ก็สามารถเลี้ยงครอบครัวสามัญชนทั่วไปได้นานนับปี

            โม่เสวี่ยหมิ่นตัดสินใจแน่วแน่ กัดฟัน เงยศีรษะขึ้นน้ำตาไหลพราก ใบหน้างดงามปานบุปผาดูอ่อนแอน่าสงสาร คุกเข่าต่อหน้าโหยวเยวี่ยเฉิง เอื้อมมือไปยึดชายอาภรณ์ของเขาไว้แน่นพลางอ้อนวอนด้วยสีหน้าระทมทุกข์

             “ซื่อจื่อ โปรดช่วยเหลือด้วยเถิด หากมิใช่ไร้หนทางจริงๆ ข้าคงไม่กล้าบากหน้ามาขอความช่วยเหลือจากท่านยามดึกดื่นเช่นนี้ ท่านแม่ถูกคุมขังไว้ เป็นตายอย่างไรไม่อาจรู้ พี่ใหญ่ก็เป็นคนหุนหันพลันแล่น หากให้เขาคิดหาวิธีคงมีแต่เข้าไปปะทะกับท่านพ่อและน้องหญิงสาม นางเคยถูกทิ้งไว้ที่อวิ๋นเฉิงคนเดียว ความเจ็บแค้นย่อมมีมากมาย ข้าเองก็ไม่กล้าเอ่ยสิ่งใด แต่ตอนนี้แม้แต่ชีวิตของน้องชายคนเล็กนางก็เอาไปแล้ว หรือว่ายังต้องการชีวิตของท่านแม่ด้วยจึงจะพอใจ”

            โม่ซิ่วซึ่งอยู่ด้านหลังคุกเข่าลงและรีบยื่นมือเข้ามาหมายประคองให้นางลุกขึ้น “คุณหนู อย่าร้องไห้ไปเลยเจ้าค่ะ ตอนนี้อี๋เหนียงยังไม่ตาย แม้ว่าคุณชายน้อยจะสิ้นแล้ว แต่อี๋เหนียง... ที่นั่นไม่มีใครดูแลเลยสักคน” พูดจบก็ร้องไห้ด้วยความเสียใจสุดซึ้ง

            “ซื่อจื่อ... มิใช่ว่าข้าไม่รู้ว่าสิ่งใดควรไม่ควร หรือเป็นสตรีไร้ยางอาย แต่มารดาผู้ให้กำเนิดกำลังมีอันตรายถึงชีวิต หลังจากแท้งบุตรก็ถูกบิดาสั่งขังไว้ในเรือน มีเพียงหญิงรับใช้อาวุโสเฝ้าอยู่คนหนึ่ง ไม่มีใครช่วยดูแลสุขภาพร่างกาย ข้าจะเข้าไปเยี่ยมยังถูกคนขวางไว้หน้าประตู ซื่อจื่อ... ข้าขอร้อง โปรดช่วยออกหน้าไปขอความช่วยเหลือจากบ้านสกุลอวี้ด้วยเถิด” โม่เสวี่ยหมิ่นกล่าวสอดรับกับคำพูดของโม่ซิ่วพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น ยิ่งดูน่าสงสารขึ้นไปอีก

            หญิงงามดั่งหยกท่าทางน่าสงสาร ยิ่งมีท่าทางเหมือนกับได้รับความไม่ยุติธรรมมาเช่นนี้ ใครเลยจะไม่รู้สึกเห็นใจ

            โหยวเยวี่ยเฉิงหัวคิ้วขมวด ดวงตาสีนิลเยือกเย็นนิ่งลึก เขาวางจอกสุราในมือลงแล้วดึงโม่เสวี่ยหมิ่นที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าให้ลุกขึ้น ด้วยเรี่ยวแรงของบุรุษย่อมมีมากพอถูกดึงให้ลุกขึ้นโม่เสวี่ยหมิ่นก็ยืนโงนเงนไม่มั่นคง ก้าวพลาดไปเหยียบถูกชายกระโปรงข้างหนึ่ง นางยื่นมือไปคว้าอุ้งมือของโหยวเยวี่ยเฉิงที่ยังมิได้รั้งกลับไปด้วยจิตใต้สำนึก เมื่อประคองตนได้มั่นคงแล้ว เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองจับมือของโหยวเยวี่ยเฉิงอยู่จึงรีบปล่อยมือเขาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย ถอยห่างออกไป

            “คุณหนูสามของบ้านเจ้าร้ายกาจขนาดนี้ ไฉนจึงไม่ไปแจ้งกับบิดาเล่า ใต้เท้าโม่มิใช่คนเลอะเลือนเชื่อคนง่ายเสียหน่อย” โหยวเยวี่ยเฉิงรั้งมือกลับไปพลางถามเสียงเย็น ภาพของหญิงสาวหน้าตางดงามท่าทางอ่อนแอผุดขึ้นในความทรงจำ คิดไม่ถึงว่าเบื้องหลังจะมีจิตใจดั่งอสรพิษ วางแผนทำร้ายน้องชายในครรภ์ของอี๋เหนียงไม่พอ ต่อหน้าโม่ฮว่าเหวินยังพูดใส่ความว่าอี๋เหนียงทำร้ายบุตรในครรภ์ของตนเอง

            ในโลกนี้จะมีมารดาที่ไหนใจร้ายได้ขนาดนั้น ใต้เท้าโม่เป็นผู้บริสุทธิ์ยุติธรรมมาโดยตลอด ไฉนจึงเชื่อคำพูดแบบนี้ได้ โหยวเยวี่ยเฉิงเชื่อมั่นในคุณธรรมความโปร่งใสของโม่ฮว่าเหวินมาโดยตลอด ยามนี้กลับรู้สึกแคลงใจต่ออำนาจในเรือนหลังของเขาว่าอ่อนปวกเปียกเกินไปหรือไม่ ปล่อยให้บุตรสาวที่เกิดจากภรรยาเอกทำร้ายบุตรอนุภรรยาในเรือนหลังอย่างอำมหิต และสุดท้ายความผิดกลับตกอยู่ที่อี๋เหนียงซึ่งเพิ่งแท้งบุตร เขาคิดได้อย่างไรกัน

            “ตอนนี้ท่านพ่อฟังแต่คำพูดของน้องหญิงสาม หากพวกเรายังกล้ามากวาจา สุดท้ายคงไม่แคล้วมีชะตากรรมเดียวกับมารดา ถูกขังอยู่ในเรือนหลังชั่วชีวิต ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากพูด แต่เพราะกลัวจะมีจุดจบแบบนั้น ยามนี้ท่านแม่จะเป็นหรือตายก็ไม่รู้ เดิมทีข้าก็คิดจะไปขอร้องนาง แต่การเอาตัวเข้าไปเสี่ยง หากท่านพ่อเกิดนึกขุ่นเคืองพวกเราไปด้วย ชาตินี้ท่านแม่คงมิได้ออกมาเห็นเดือนเห็นตะวันอีกแล้ว” โม่เสวี่ยหมิ่นหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา แล้วร้องไห้อีกครั้ง น้ำตาหลั่งไหลไม่ขาดสายประหนึ่งว่าทั้งโศกเศร้า เสียใจและคับแค้น แต่กลับสิ้นไร้หนทาง

            “ตอนนี้พวกเราไม่กล้าเอ่ยสิ่งใดทั้งสิ้น ได้แต่ภาวนาให้น้องหญิงสามรีบแต่งงานออกไป เรือนหลังสกุลโม่จึงจะกลับมาสงบสุขได้ แต่นางเพิ่งจะเข้ามาเมืองหลวง ชื่อเสียงก็ยังไม่เด่นชัดจะมีสกุลดีที่ไหนมาสู่ขอ ดังนั้นจึงอยากขอความช่วยเหลือจากซื่อจื่อ สกุลของท่านเป็นตระกูลสูงศักดิ์ คนที่รู้จักล้วนมีคุณธรรมน้ำใจ ครอบครัวเคร่งครัดในธรรมเนียม แม้ว่านางจะเป็นคนร้ายกาจ แต่มิได้เลวร้ายโดยสันดาน หากซื่อจื่อช่วยแนะนำตระกูลดีสักตระกูลให้แต่งนางออกไป ก็ถือว่าเป็นการช่วยดับไฟที่กำลังไหม้คิ้วของพวกเราแล้ว”

            “นางทำกับพวกเจ้าขนาดนี้ เจ้ายังพูดแก้ต่างให้นางอีกหรือ” โหยวเยวี่ยเฉิงกล่าวอย่างไม่พอใจ สตรีที่ใจคอโหดเหี้ยมเยี่ยงอสรพิษเช่นนี้หากไม่เรียกว่าเลวร้ายโดยสันดาน แล้วใครที่ไหนถึงจะเลวร้ายอย่างแท้จริง ตอนนั้นเขายังเคยคิดว่าโม่เสวี่ยถงเป็นสตรีน่ารักมีสติปัญญาเฉลียวฉลาด แต่ยามนี้เขาไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีกับนางแม้แต่น้อย จะมีก็แต่ความรู้สึกรังเกียจ

            ใครแต่งสตรีที่มีจิตใจโหดเหี้ยมร้ายกาจเยี่ยงนี้เข้าบ้าน เรือนหลังคงไม่มีทางสงบสุข คุณหนูใหญ่สกุลโม่ก็จิตใจดีงามเกินไป ถึงยามนี้แล้วก็ยังคิดจะช่วยหาครอบครัวสกุลดีให้นางแต่งออกไปอีก หากเป็นเขา... สตรีเลวทรามต่ำช้าแบบนี้ย่อมควรคู่กับบุรุษเสเพลไร้คุณธรรมเช่นเดียวกันจึงจะเหมาะสม ทันใดนั้นในสมองก็พลันนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นได้ ดวงตาสว่างวูบ ริมฝีปากปรากฏรอยยิ้มเย็นเยียบ ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครเสียทีเดียว ยังมีอีกคนที่เหมาะสมยิ่ง

            “นางเป็นน้องสาวของข้า มารดาจากไปเร็วนัก ทั้งต้องอยู่เมืองอวิ๋นเฉิงเพียงลำพังช่วงเวลาหนึ่ง จึงไม่มีผู้ใดอบรมสั่งสอน ความจริงพวกเราก็ติดค้างนางอยู่ไม่น้อย หวังเพียงว่าต่อไปหากนางได้แต่งเข้าสกุลดี ความเคียดแค้นในใจของนางจะสลายไปได้ ต่อไปพวกเราพี่น้องจะได้รักใคร่กลมเกลียว เรื่องอื่นๆ ข้าก็ไม่กล้าหวังอันใดอีก” โม่เสวี่ยหมิ่นปาดน้ำตามองโหยวเยวี่ยเฉิงอย่างวิงวอน แสดงสีหน้าเยี่ยงพี่สาวแสนดีที่ห่วงใยและหวังดีกับน้องสาวเป็นอย่างยิ่ง

            “ซื่อจื่อโปรดช่วยหาคนจากสกุลดีให้กับน้องสาวได้หรือไม่”

            คนจากสกุลดี? สตรีแบบนั้นคู่ควรกับคนดีๆ ที่ไหน โหยวเยวี่ยเฉิงยิ้มเยาะในใจ ความรู้สึกที่มีต่อโม่เสวี่ยหมิ่นยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันก็ยิ่งรู้สึกกับโม่เสวี่ยถงในทางเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน เขารู้สึกว่าสตรีที่อ่อนโยนเช่นโม่เสวี่ยหมิ่นจึงสมควรที่ได้ชื่อว่าเป็นกุลสตรีที่ใจกว้างและดีงามอย่างแท้จริง แม้จะอยู่ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ยังคิดถึงไมตรีระหว่างพี่น้อง ช่างเป็นคนที่น่าสงสารนัก ดวงตาที่มองโม่เสวี่ยหมิ่นจึงนุ่มนวลอ่อนโยนขึ้นหลายส่วน

            เอาเถิด ถือว่าทำเพื่อสตรีที่น่าสงสารคนหนึ่งให้ได้สมปรารถนาสักครั้ง เขาจะช่วยคุณหนูสามสกุลโม่เฟ้นหาบุรุษจากสกุล 'ดี' สักคนก็แล้วกัน

            …

            ภายในห้องรับรองพิเศษที่กว้างขวางห้องหนึ่งซึ่งอยู่ถัดจากห้องของโหยวเยวี่ยเฉิง เฟิงเจวี๋ยหร่านยกรูปภาพรูปหนึ่งแขวนกลับไปบนผนังที่อยู่เบื้องหน้าโม่เสวี่ยถง ปิดทับตำแหน่งที่มีช่องเล็กๆ ปรากฏอยู่

            ด้านหลังของเขา โม่เสวี่ยถงยกมือกุมอกไอเบาๆ สองสามครั้ง

            “ถงเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง ยังเจ็บอยู่หรือ” เฟิงเจวี๋ยหร่านหันกลับมาถาม แล้วรินน้ำชามาให้ถ้วยหนึ่ง ช่วยเป่าให้หายร้อนด้วยความใส่ใจ ก่อนวางตรงหน้านาง

            “ตอนนี้ไม่เจ็บเท่าไรแล้วเพคะ” โม่เสวี่ยถงคลำไปที่ไหล่ขวาของตนเอง แล้วให้คำตอบพลางยิ้มขื่น คนชุดดำชะตาขาดผู้นั้นยังอุตส่าห์มีแรงซัดฝ่ามือมาที่ไหล่ขวาของนาง โชคดีที่แรงเฮือกสุดท้ายของเขาแทบไม่เหลือกำลัง หาไม่แล้วชีวิตน้อยๆ ของตนก็คงต้องทิ้งไว้ที่นั่น มีดสั้นคู่นั้นไม่เพียงแต่แหลมคม จากรอยบาดแผลที่ลำคอยังพบว่ามีพิษอีกด้วย

            “เมื่อครู่ทำไมถึงลงมือก่อนเล่า ไม่รู้หรือว่าอีกไม่กี่ก้าวข้าก็จะไปถึงแล้ว” เฟิงเจวี๋ยหร่านหลับตาลง สีหน้าเผยความรู้สึกขุ่นเคือง จะให้เขาพอใจได้อย่างไร เห็นโม่เสวี่ยถงถูกทำร้ายต่อหน้าต่อตา ชั่วเวลานั้นหัวใจของเขาแทบหลุดออกจากอก พุ่งเข้าไปโดยไม่ห่วงสิ่งใดทั้งสิ้น ยามนี้ยังนึกตำหนิในใจ เด็กสาวผู้นี้ช่างไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ กล้าใช้มีดแทงคนเยี่ยงนั้นได้อย่างไร

            “ข้าไม่กลัว” โม่เสวี่ยถงหยิบถ้วยชาที่วางอยู่ข้างมือมาจิบคำหนึ่ง ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบางๆ นางไม่กลัวเพราะโม่เสวี่ยถงที่อ่อนแอได้ถูกไฟแห่งความแค้นเผาจนตายไปตั้งแต่ชาติที่แล้ว หนทางทวงหนี้แค้นยังอีกยาวไกล หากมัวแต่กลัวโน่นกลัวนี่ คงไม่ต้องพูดถึงเรื่องแก้แค้นกันแล้ว

            แสงตะเกียงทาบไล้มาบนใบหน้าเล็กงามล้ำ ที่ยามนี้ไม่มีความไร้เดียงสาหลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นชาห่างเหิน รวมไปถึงความรู้สึกเศร้าสลดและอ้างว้างที่แผ่ซ่านออกมาจากกระดูก ดวงตาประหนึ่งแก้วใสทอดมองไปยังความมืดมิดแห่งราตรีที่อยู่นอกหน้าต่าง ช่างคล้ายกับความมืดของค่ำคืนนั้นในชาติก่อน

            นางเคยคิดว่าตนเองคงได้แต่พาหัวใจอาฆาตแค้นจมลงสู่ขุมนรกอย่างเดียวดาย คิดไม่ถึงว่าจะได้มีโอกาสกลับมาเกิดใหม่อีกครั้ง นางจะไม่กลับไปเป็นคนอ่อนแอขี้ขลาดตาขาวเช่นนั้นอีก ไม่มีวัน!  หาไม่แล้วท้ายที่สุดแม้แต่ร่างคงไม่มีที่กลบฝัง ดูจากโม่เสวี่ยหมิ่นที่แสร้งทำตัวอ่อนโยนเป็นคนดีอยู่ข้างห้องก็รู้ได้ หากตนเองไม่ตาย พวกนางก็ไม่มีวันเลิกรา

            บอกว่านางทำร้ายเด็กในท้องของฟางอี๋เหนียง ทำให้ฟางอี๋เหนียงต้องอยู่เหมือนตายทั้งเป็น จนโม่เสวี่ยหมิ่นพี่สาวผู้แสนดีต้องไปขอร้องผู้อื่นให้ช่วยหาคู่ครองดีๆ ให้  

            ไม่รู้ว่าต้องเป็นคู่ครองที่ 'ดี' มากแค่ไหนที่ทำให้โม่เสวี่ยหมิ่นถึงขั้นยอมลงแรงไปคุกเข่าขอร้องโหยวเยวี่ยเฉิง

            “ท่านอ๋อง ในบรรดาคนรู้จักของโหยวเยวี่ยเฉิง มีผู้ใดที่ชื่อเสียงไม่ดี นิสัยสุดจะรับได้และยังไม่แต่งภรรยาหรือไม่”

            โม่เสวี่ยถงสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด แสงเทียนสีเหลืองนวลคล้ายกำลังเริงระบำอยู่บนใบหน้างามพิลาสที่เย็นชาอย่างที่สุด มองไม่เห็นความรู้สึกยินดียินร้ายใดๆ ทั้งสิ้น แต่นางที่เป็นเช่นนี้กลับทำให้เขารู้สึกปวดใจ ต้องเป็นความขื่นขมระทมทุกข์แบบไหนที่ทำให้สาวน้อยอายุเพียงสิบสองสิบสามกลายเป็นคนเก็บกดซ่อนอารมณ์ได้ลึกถึงเพียงนี้

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247