นักรบเดินไปที่รถของเขาด้วยความรู้สึกหลายหลายที่มันประเดประดังเข้ามา วันนี้เป็วันหนึ่งที่ทำให้เขาได้รู้อะไรต่อมิอะไรมากมาย อีกทั้งยัง....
เมื่อเขาคิดมาถึงตอนนี้ เขาก็ชะงักยืนลูบริมฝีปากของเขาที่เพิ่งได้ััถึงความนุ่มอุ่นจากริมฝีปากของปารมี ตอนนี้เขารู้สึกว่าใบหูเขาร้อน ๆ ชอบกล
ทางด้านจอมทัพที่เห็นนักรบ น้าของเขาเดินออกมาจากคอนโดปารมีด้วยท่าทีแปลก ๆ ก็อดสงสัยไม่ได้ แถมเสื้อผ้าของน้าของเขานั้นยังยับยู่ยี่ เส้นผมที่เคยถูกเซตเอาไว้อย่างดีก็ยุ่งเล็กน้อย
นักรบเดินมาถึงที่รถ เมื่อเห็นสายตาของจอมทัพที่มองมาทางเขาด้วยความสงสัย เขาจึงรีบปรับท่าทางให้กลับมาเป็ปกติ จากนั้นก็เอ่ยขึ้นเสียงนิ่ง ๆ
“ขึ้นรถ”
“ครับ”
จากนั้นบรรยากาศภายในรถจนกระทั่งถึงบ้านสุดหรูของสองน้าหลานนั้นก็เต็มไปด้วยความเงียบสงัด เพราะทั้งคู่ต่างก็ตกอยู่ในห้วงความคิดของแต่ละคน ทว่าสิ่งที่เขากำลังคิดนั้นกลับคิดถึงบุคคลคนเดียวกัน
----------------
เช้าวันต่อมา—
จอมทัพเดินเข้าโรงเรียนมาพร้อมกับความสงสัยที่ยังคงค้างอยู่ั้แ่เมื่อคืน เพราะหลังจากที่ทั้งเขาและนักรบไปถึงบ้าน ต่างก็แยกย้ายกันกลับห้องของตัวเอง โดยที่ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก ตอนเช้าเขาก็เห็นว่านักรบนั้นไปทำงานเสียแล้ว ซึ่งก็เป็ปกติเหมือนทุกวัน
เมื่อเดินมาถึงตึกเรียน เขาเห็นว่าห้องแนะแนวที่เป็ห้องทำงานของปารมีเปิดอยู่ เขาจึงคิดว่าจะไปสอบถามปารมีเื่เมื่อคืนเสียหน่อย เพราะเขานั้นก็เป็ห่วงเธออยู่เหมือนกัน
แต่พอเดินมาถึง เขากลับพบกับแม่บ้านคนหนึ่งกำลังทำความสะอาดห้องอยู่ โดยไร้เงาของปารมีอย่างสิ้นเชิง พอมองไปที่โต๊ะทำงานกลับไม่พบกระเป๋าของปารมีเลยแม้แต่น้อย
“เอ่อ— ป้าครับ— แล้วอาจารย์ปารมีล่ะครับ”
จอมทัพถามป้าแม่บ้านที่กำลังทำความสะอาดอยู่ในห้องด้วยความรู้สึกสงสัย
“อ๋อ— อาจารย์ปามเหรอคะ...เห็นว่าวันนี้แกลาป่วยน่ะค่ะ สองวัน คงจะมาอีกทีก็วันจันทร์หน้าละค่ะ”
แม่บ้านคนนั้นเงยหน้าขึ้นมองจอมทัพแล้วก็ตอบกลับไปตามที่ตัวเองได้รับรู้มา จอมทัพที่ได้ยินดังนั้นเขาก็ยิ่งเป็ห่วงปารมีมากขึ้นไปอีก พร้อมกับนึกไปถึงเื่เมื่อคืนกับท่าทีแปลก ๆ ของนักรบน้าของเขาหลังจากออกมาจากคอนโดของปารมี
‘มันเกิดอะไรขึ้นหลังจากที่เราออกมาจากห้องของอาจารย์กันแน่นะ’
จอมทัพถามตัวเองในใจ ก่อนจะตัดสินว่าเย็นนี้หลังจากที่น้าเขามารับกลับบ้านคงต้องถามน้าเขาตรง ๆ ให้รู้เื่สักหน่อยแล้ว
-----------------
ตอนบ่ายคล้อย —
หลังจากที่นักรบเคลียร์งานของวันนี้เสร็จแล้ว เขาก็รีบหยิบกุญแจรถเพื่อที่จะไปรับจอมทัพ แต่ว่าวันนี้เขาดันมีอีกวัตถุประสงค์แอบแฝงหนึ่งที่ทำให้เขานั้นอยากไปรับจอมทัพ
เตชินนั้นรู้สึกสงสัยกับท่าทางแปลก ๆ ของท่านประธานของเขา เขารู้สึกว่าวันนี้นักรบนั้นดูเหมือนจะอารมณ์ดีผิดปกติ บางครั้งเขาก็แอบเห็นนักรบนั่งเหม่อลอยพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากเล็ก ๆ ซึ่งเป็ครั้งแรกที่เขาเห็นเ้านายของเขามีอาการผิดปกติแบบนี้
เมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ—
“งั้นวันนี้พอแค่นี้ก่อนละกัน— นายกลับไปพักได้แล้ว เดี๋ยวฉันจะไปรับหลานที่โรงเรียน”
จากนั้นนักรบก็รีบเดินไปเลยโดยที่เตชินไม่ทันที่จะได้เอ่ยคำร่ำลาเลยสักคำเดียว กวินที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องทำงานของเขาซึ่งอยู่ตรงข้ามกับนักรบ เมื่อเห็นนักรบนั้นกลับเร็วกว่าปกติเขาก็สงสัยและหันไปถามเตชินทันที
“เฮ้— เต— เ้านายของนายน่ะ จะรีบไปไหนนักหนา ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นหมอนั่นจะกลับเร็วขนาดนี้ คนบ้างานอย่างหมอนั่นกลับตอนฟ้ายังสว่าง ฉันว่าคงต้องเกิดพายุเข้า หิมะตกแหง ๆ”
“นั่นสิครับ— แถมวันนี้ คุณนักรบดูแปลก ๆ ด้วยละครับ ชอบนั่งเหม่อแล้วยิ้มคนเดียวด้วย”
คำพูดเปรย ๆ ของเตชิน ทำเอากวินตาลุกวาว เขาหันมาหาเตชินด้วยสีหน้าราวกับไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เขาเพิ่งได้ฟังไปเมื่อครู่
“ฮ้า— ไอ้เสือเนี่ยนะ!!”
“ครับ”
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากเลขาคนสนิทของนักรบ กวินก็ยืนทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งทันที
“แล้วหมอนั่นได้บอกกับนายป่าวว่าเขาจะไปไหน”
“เห็นบอกว่าจะรีบไปรับคุณจอมทัพที่โรงเรียนน่ะครับ”
กวินที่ได้ยินคำตอบของเตชิน ก็ราวกับได้ปลดล็อคความสงสัยที่เขาสงสัยเมื่อครู่ให้กระจ่างแจ้ง เขายิ้มกริ่มมองไปทางที่นักรบเพิ่งเดินหายไปเมื่อครู่ ด้วยแววตาเ้าเล่ห์นิด ๆ
“ดูเหมือนว่าเสือจะตื่นแล้วล่ะ ฮ่า ๆ ๆ”
จากนั้นก็เดินจากไปหลังจากเอ่ยประโยคหนึ่งพร้อมกับเสียงหัวเราะที่ทำให้เตชินยิ่งงงเข้าไปใหญ่
‘หมายความว่าไง’
เขาหันไปทางลลิตาที่เป็เลขาของกวินพร้อมกับเลิกคิ้วถาม แต่ก็ได้แต่สายตานิ่งเรียบกลับมาเพียงเท่านั้น ก่อนที่เธอจะเดินตามเ้านายของเธอไป ทิ้งให้เตชินยืนสงสัยอยู่อย่างนั้นคนเดียว
-------------------
รถหรูของนักรบเลี้ยวเข้าประตูโรงเรียนเหมือนกับทุกวัน แต่วันนี้ต่างกันนิดหน่อยเพราะว่าเขามาเร็วกว่าปกตินิดหน่อย ทำให้รถของผู้ปกครองที่มารับบุตรหลานของตนยังบางตา ไม่ติดขัดมากเท่าไหร่นัก
เขาขับมาจอดที่จอดรถที่เดิมหน้าตึกเรียนของจอมทัพ จากนั้นเขาก็ลงจากรถเพื่อรอจอมทัพและอยากจะมาหาใครบางคนที่เขาอยากเจอมากตอนนี้
ด้วยความที่ตอนนั้นนักเรียนเพิ่งจะเลิกเรียน จึงมีนักเรียนเป็จำนวนมากทยอยกันเดินลงมาจากตึก ด้วยความสูง รูปร่าง การแต่งตัว และหน้าตาของนักรบที่โดดเด่น จึงทำให้เป็ที่สนใจของนักเรียนที่กำลังเดินลงมาเพื่อรอผู้ปกครองมารับ โดยเฉพาะนักเรียนหญิงที่ต่างก็แอบมอง และหันไปกรี๊ดกร๊าดกับกลุ่มเพื่อนราวกับเจอดาราที่ตัวเองชอบ
นักรบจะรู้สึกตัวว่าตัวเองกำลังเป็จุดสนใจจึงรีบเดินไปที่ห้องแนะแนว ที่เขาจำได้ว่าปารมีนั้นจะทำงานอยู่ที่ห้องนี้ และด้วยความที่เขานั้นเคยมาครั้งหนึ่งแล้ว จึงสามารถเดินมุ่งตรงไปที่นั่นได้อย่างคล่องแคล่ว
เขาเห็นว่าประตูห้องแนะแนวยังคงเปิดอยู่ แสดงว่าปารมียังไม่กลับ เขาจึงรีบสาวเท้าไปที่นั่นโดยทันที แต่พอไปถึงเขาก็ต้องแปลกใจเล็กน้อย เมื่อพบว่าในห้องนั้นไม่มีใครอยู่เลยสักคนเดียว อีกทั้งบนโต๊ะทำงานของปารมีก็ดูเรียบร้อย ราวกับไม่เคยมีใครนั่งทำงานมาก่อน
‘ไม่อยู่— ไปไหน’
“น้า— มาทำอะไรอยู่ตรงนี้ครับ”
ขณะที่เขากำลังคิดเื่ปารมีอยู่นั้น อยู่ ๆ เสียงของจอมทัพก็ดังขึ้น ทำให้เขานั้นหันไปทางต้นเสียงก็พบกับจอมทัพที่ยืนมองเขาด้วยสายตาจับผิด
“ป่าว— ไม่มีอะไร เลิกเรียนแล้วเหรอ งั้นกลับกันเถอะ”
นักรบรีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติ และเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ก่อนจะเดินนำจอมทัพไปที่รถของเขาที่จอดอยู่ที่หน้าตึก
“ครับ— น้า— วันนี้มุมินกลับด้วยนะครับ ช่วยรอสักแป๊บนึงได้มั้ยครับ เธอกำลังลงมา”
“อืม— ได้สิ”
สองน้าหลานยืนรอมุมินที่หน้าตึกอยู่ไม่ถึงห้านาที ก็เห็นหญิงสาวในชุดนักเรียนรีบวิ่งลงมาจากตึกเรียนอย่างรีบร้อน
“จอม— ขอโทษนะที่ให้รอ...โอ๊ะ— น้าเสือสวัสดีค่ะ”
มุมินรีบเอ่ยขอโทษจอมทัพ พร้อมกับหันไปทักทายนักรบอย่างเคยชิน
“อืม— งั้นขึ้นรถเถอะ”
นักรบยิ้มให้มุมินเล็กน้อย เขานั้นรู้จักกับมุมินมานานแล้วเพราะมุมินกับจอมทัพนั้นเป็เพื่อนกันั้แ่เด็ก ๆ และเธอนั้นก็มาเที่ยวเล่นที่บ้านบ่อยครั้ง ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่เขาจะรู้จักกับมุมิน
“ขอบคุณมากเลยนะคะที่ให้มุมินติดรถกลับบ้านด้วย”
“ไม่เป็ไร”
ทั้งสามขึ้นรถไปโดยที่จอมทัพนั่งข้างคนขับ ส่วนมุมินนั้นก็นั่งอยู่ที่เบาะหลัง และนักรบนั้นแน่นอนว่าเป็คนขับ จากนั้นรถหรูก็ขับเคลื่อนออกไปท่ามกลางสายตาของนักเรียนสาวที่ยืนมองกันตาละห้อย และหนึ่งในนั้นก็มีเด็กสาวสามคนที่ก็ยืนมองตามรถหรูนั้นไปเช่นกัน แต่ทว่าสายตาที่มองนั้นกลับเป็สายตาที่ร้อนแรงดั่งไฟที่แผดเผาไปด้วยความอิจฉา
‘มุมิน!!!’
----------------------
หลังจากที่ไปส่งมุมินที่บ้านเสร็จแล้ว บรรยากาศบนรถก็รู้สึกว่าจะตึงเครียดขึ้นมาทันที โดยสาเหตุนั้นก็มาจากจอมทัพนั่นเอง
“น้า— ผมขอถามอะไรอย่างได้มั้ย”
นักรบที่กำลังคิดเื่ปารมีอยู่นั้นถึงกับหลุดออกจากห้วงความคิด แล้วตอบหลานชายเขาน้ำเสียงนิ่ง
“อืม— ถามมาสิ”
จอมทัพนิ่งเงียบไปพักหนึ่งก่อนที่จะตัดสินใจเอ่ยถามขึ้นมา
“เมื่อคืนมันเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ อาจารย์ปารมีถึงได้ป่วยจนต้องลาป่วยตั้งสองวัน”
นักรบที่ได้ยินดังนั้น เขาก็เบิกตากว้างด้วยความใ พร้อมกับหักพวงมาลัยแวะจอดข้างทางทันที และหันไปหาจอมทัพด้วยสีหน้าที่ใ
“อะไรนะ!!”
จอมทัพที่ไม่เคยเห็นน้าของเขาแสดงท่าทีนี้มาก่อน ถึงกับชะงักอึ้ง และเมื่อเห็นแววตาที่ดูเหมือนจะเป็กังวลของน้าเขา มันก็ทำให้เขารู้ได้ทันทีเลยว่า เมื่อคืนนี้ต้องเกิดอะไรแน่ ๆ
“วันนี้อาจารย์ลาป่วย พรุ่งนี้ก็ลา คงมาทำงานได้วันจันทร์หน้า...น้าทำอะไรอาจารย์รึเปล่า”
สิ้นคำถามของจอมทัพ ก็ทำให้นักรบนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนด้วยสีหน้าที่เป็ห่วง เขาจำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เห็นปารมีคือตอนที่เธอนั่งกอดซองน้ำตาลนั้นแล้วร้องไห้
“เฮ้อ— จอมคิดว่าน้าเป็คนแบบไหนกันฮึ น้าไม่ได้ทำอะไร ไม่มีอะไร”
นักรบตอบจอมทัพกลับไปพร้อมกับออกรถ และบรรยากาศในรถก็เข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง ซึ่งตรงข้ามกับสภาพอากาศภายนอกที่มีเสียงฟ้าร้องดังกระหึ่ม พร้อมกับสายฝนที่เริ่มโปรยปรายเพราะ่นี้มีมรสุมเข้า
--------------------
เสียงสายฝน และฟ้าร้องด้านนอกนั้น ไม่ได้ทำให้ปารมีรู้สึกดีขึ้นเลยสักนิดเดียว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนั้น ทำให้อาการเธอกำเริบหนักมาก จนเธอเกือบจะหายใจไม่ออก ถ้ากินยาไม่ทัน เธออาจจะแย่มากขึ้นกว่านี้ก็ได้ และคิดว่าคงไปทำงานไม่ไหวแน่ ๆ จึงได้โทรไปลางานถึงสองวันเต็ม ดังนั้นเธอจึงมีเวลาในการพักผ่อนถึงสี่วันเต็ม รวมเสาร์อาทิตย์ด้วย
เธอนั่งทบทวนถึงเหตุการณ์เมื่อคืน พร้อมกับมองสายฝนที่มันกำลังโปรยปรายอย่างหนัก สลับกับฟ้าแลบและฟ้าร้อง อย่างเหม่อลอย
หากทบทวนเหตุการณ์ดีดีละก็ เธอพบว่าเมื่อวานนั้นนักรบน่ากลัวก็จริง แต่ว่าเธอไม่ได้รู้สึกถึงจิตสังหารหรืออารมณ์ที่อยากจะทำร้ายเธอเลยสักนิด และนักรบก็บอกกับเธอว่า เขาไม่ใช่คนที่ส่งคนมาทำร้ายเธอ
ถ้าไม่ใช่เขาแล้วจะเป็ใคร หรือว่า....ทั้งหมดนั้นนักรบไม่ได้มีส่วนรู้เห็น แต่เป็นายชัยวัฒน์กับพวกที่ทำเองทั้งหมด
แล้วถ้างั้นทำไมตอนที่เธอไปเมอร์เมสคราวนั้น นักรบถึงมองเธอด้วยสายตาราวกับจับผิดอย่างนั้น หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้น
ปารมีได้แต่คิดวนเวียนอยู่อย่างนี้จนปวดหัวไมเกรน เธอจึงตัดสินใจหยุดคิดและไปทำอาหารเย็น เพื่อรีบกินข้าวแล้วจะได้กินยานอน
เอาไว้คอยคิดพรุ่งนี้ละกัน—
-------------------
เย็นวันเดียวกันที่บ้านของนักรบ—
แม้จะดึกดื่นแค่ไหนก็ตาม นักรบนั้นก็ยังคงทำงานอยู่เสมอ ซึ่งมันเป็ปกติสำหรับเขา แต่วันนี้เขานั้นนั่งอ่านเอกสารแฟ้มเดียวเกือบจะห้ารอบแล้ว แต่กลับไม่มีสมาธิจดจ่ออยู่กับเอกสารนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว
ภาพของปารมีที่นั่งร้องไห้ ภาพของเธอที่กำลังสติแตกเพราะคิดว่าเขานั้นกำลังจะฆ่าเธอทั้ง ๆ ที่เขานั้นไม่ได้คิดอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งภาพที่.....
เขาวางเอกสารงานอย่างยอมแพ้ พร้อมกับหันไปมองสายฝนที่กำลังโปรยปรายอยู่นอกหน้าต่างแทน แม้ภาพต่าง ๆ ที่เขากล่าวมานั้นจะอยู่ในความทรงจำของเขา แต่มีภาพหนึ่ง ความรู้สึกหนึ่งที่มันประทับอยู่นั้นอย่างแจ่มชัด จนเขาไม่อาจจะลืมมันได้คือภาพใบหน้าอิ่มของปารมีกำลังเคลื่อนเข้ามาหาเขาใกล้จนเขาสามารถเห็นขนตาที่โค้งงอนธรรมชาติ และแววตาที่มุ่งมั่นของเธอ ที่มาพร้อมกับรอยััที่ริมฝีปาก
นี่เขาเป็อะไรไปเนี่ย—
หลายปีที่ผ่านมาของนักรบนั้นใช่ว่าเขานั้นไม่เคยเจอผู้หญิงหรือไม่มีประสบการณ์พวกนั้น เขาก็พอจะมีบ้างเพราะพวกผู้หญิงพวกนั้นชอบที่จะเข้าหาเขา แต่เขานั้นไม่ชอบพวกเธอเ่าั้เพราะเขารับรู้ได้ว่าสิ่งที่พวกเธอ้าคือ เงินและชื่อเสียงที่เขามีเพื่อยกระดับตัวเองก็เท่านั้น
แม้กระทั่งกับผู้หญิงคนหนึ่งที่เขาคบนานที่สุด จนคนรอบข้างคิดว่าเธอคนนี้คงจะเป็ตัวจริงสำหรับเขา ยังไม่เคยทำให้เขารู้สึกแบบนี้มาก่อน แต่แค่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นอย่างปารมีนั้นกลับสามารถทำให้เขานั้นรู้สึกเสียการควบคุมไปถึงขนาดนี้ มันเป็ไปได้ยังไงกัน—
เขายอมรับว่าปารมีนั้นต่างจากผู้หญิงทุกคนที่ผ่านมา เธอไม่เคยเข้าหาเข้าเพื่อผลประโยชน์เลยสักนิดเดียว กลับกันเธอกลับหลบเลี่ยงไม่อยากเจอเขามากกว่า
ตอนนี้เธอคงเกลียดเขาไปแล้วละมั้ง—
“เฮ้อ— ....”
นักรบได้แต่ถอนหายใจ แล้วนั่งมองสายฝนที่โหมกระหน่ำไปอย่างนั้นเป็ชั่วโมงก่อนที่จะเข้านอนไปพร้อมกับความรู้สึกหลากหลายที่มันถูกตีจนฟุ้งจนเขาไม่สามารถจัดการได้เลยตอนนี้
โปรดติดตามตอนต่อไป