แสงจันทร์ลอดผ่านม่านบางสีเงินในห้องบรรทม สะท้อนเงาไหววูบยามลมพัดมา ห้องนี้เทพีชิงอี้ได้สร้างมิติเขตแดนซ้อนเอาไว้ เพื่อขยายอาณาเขตของห้องให้กว้างใหญ่ขึ้น บรรยากาศประหนึ่งว่าได้อยู่ภายในห้องทดลองลึกลับแห่งเทพนักประดิษฐ์
เสียงกึกกักเบาๆ ของกลไกและแสงสีฟ้าเรืองรองจากวงเวทย์ที่ลอยอยู่เหนือผิวโต๊ะยังไม่จางหาย
“เหลืออีกเพียงหนึ่งชั่วยาม” เทพีชิงอี้เอ่ยพึมพำขณะเดินตรวจสิ่งประดิษฐ์ที่ตั้งเรียงราย ปืนพกิญญา, แผงควบคุมิญญาพกพา, ปืนกลปราณเวทย์, ป้อมปืนกลอัจฉริยะ, หุ่นฝึกดาบที่ควบคุมได้ตามจิตของผู้ใช้ และยังมีอีกหลายสิ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่องค์รัชทายาทมันตราสร้างขึ้นในเวลาแค่เพียงสองวัน
นางกวาดตามองด้วยความคาดหวัง แต่ลึกเข้าไปภายในหัวใจนั้นมีบางอย่างแปลบวูบ เป็ความรู้สึกอ่อนโยน... และห่วงหา
“ฝีมือเช่นนี้... เขามิได้สร้างอย่างส่งเดชไปตามคัมภีร์ แต่เขากำลังเข้าใจแก่นแท้ และประยุกต์ความรู้ต่างๆในชาติที่แล้วของเขาเพื่อเอามาใช้กับสิ่งประดิษฐ์เหล่านี้” นางคิดในใจ ก่อนสายตาจะหยุดลงที่มุมห้องซึ่งมีแสงสว่างกระพริบริบหรี่ และมีเสียงกระทบของโลหะดังเป็จังหวะอย่างแ่เบา
แกร๊ก...
เสียงชิ้นส่วนสุดท้ายของหุ่นอินทรีย์ลาดตระเวณที่ถูกประกอบด้วยฝีมือขององค์รัชทายาทมันตรา ดังแทรกความเงียบขึ้นมา
“เสร็จแล้วหรือ?” ชิงอี้เอ่ยขึ้นเบาๆ
มันตราที่อยู่ในสภาพเหนื่อยล้า หันมาตอบแม้เหงื่อจะไหลหยดจากขมับ แต่แววตาของเขากลับแน่วแน่ดังพญาราชสีห์ “เรียบร้อยแล้ว… เชิญอาจารย์ทดสอบ”
นางพยักหน้า “บทที่ 9: หัตถาจักรกล... เนื้อหาเป็เช่นไร จงกล่าวมา”
เสียงของมันตราราบเรียบแต่หนักแน่น
“บทที่ 9: หัตถาจักรกล
หลอมิญญา เป็จิตใจ ให้ชีวะ...
อักขระ ผนึกล้ำ ตามคำสั่ง...
โลกขานรับ จิตขานใจ ใส่พลัง...
สิ่งที่สร้าง หากเลวร้าย ทำลายมัน...”
“ดี... ดีมาก” ชิงอี้เอ่ยเสียงเรียบๆ “แต่หุ่นทั้งสามนี้... ยังคงไร้ซึ่ง 'จิติญญา' ที่แท้จริง มันยังดูแข็งกระด้าง... ไม่ต่างจากเศษเหล็กที่มีชีวิตเพียงเปลือกนอก”
มันตรานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนเอ่ยด้วยความเคารพ “อาจารย์ ข้าควรทำเช่นไร”
ชิงอี้เดินเข้าไปใกล้เขา แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“เ้าควรฝึกอีกคัมภีร์หนึ่ง ที่เ้าเคยฝึกค้างไว้เพียงบทที่สาม เนื้อหาในบทที่สี่ จิตเหนือฟ้านี้หากเข้าใจเพียงหนึ่งในสาม เ้าจะบรรลุระดับสิบ รู้แจ้งเต๋า เข้าใจสองในสาม เ้าจะบรรลุระดับสิบเอ็ด ผสานพลัง์ หากเข้าใจได้ทั้งหมด... เ้าจะบรรลุระดับสิบสอง ฝ่าด่านสายฟ้า”
มันตราขมวดคิ้วเล็กน้อย “์... นี้คือสิ่งใดกัน?”
“คือเขตแดนเทพ” นางตอบพร้อมยิ้มบางๆ “บางครั้งเราก็เรียกสั้นๆว่า ‘์’ ยังไงเล่า”
นางยื่นมือออกมา แล้วบทภาวนาอันศักดิ์สิทธิ์ก็ดังขึ้นในอากาศ:
“บทที่ 4 จิตเหนือฟ้า
สายฟ้านี้มิใช่เพียงทำลาย
เพียงสงบจิตใจใต้แสงจ้า
จงอย่าต้านแรงไฟหรือสายฟ้า
ฟ้าคือเ้า เ้าคือฟ้าที่ผ่าลง...”
ตัวอักษรสีทองลอยวนอยู่รอบตัวมันตรา ก่อนจะกลายเป็อักษรรูนแล้วไหลเข้าสู่กลางศีรษะ ฝังลึกลงไปในจิตใต้สัมนึก
หนึ่งวันถัดมา…
เสียงฟ้าร้องคำรามบันลือไปทั่วแดน เสียงสายฟ้าผ่าลั่นจากฟากฟ้าราวแรงพิโรธจาก์ บรรยากาศในมิติเขตแดนปั่นป่วน
แต่มันตรากลับนั่งนิ่ง... หลับตา... สงบจิตใจ
เมื่อสายฟ้าแรกผ่าลงมา เขาสะดุ้ง มิอาจประคองสติไว้ได้ ลมปราณจึงตีกลับเืซึมออกจากมุมปาก แต่เขาก็ฝืนใจกลับมานั่งสมาธิสงบใจใหม่ ครั้งนี้ใจเขาแน่วแน่กว่าเดิม
เปรี้ยง!!!
สายฟ้าเส้นใหม่... คราวนี้ไม่อาจทำอันตรายเขาได้อีกแล้ว ร่างของเขากลับสะท้อนแสงสายฟ้า แล้วค่อยๆ ดูดกลืนมันเข้าร่างของเขา จนรวมเป็หนึ่งเดียวกับเต๋าแห่งสายฟ้า...
เมื่อสายฟ้าหยุดลง ร่างของเขาก็พลันสว่างเรืองรองราวเทพเ้า
“เ้าบรรลุระดับสิบสอง ฝ่าด่านสายฟ้าแล้ว” เสียงของชิงอี้สั่นน้อยๆ ด้วยความตื่นเต้น ดีใจ
มันตราลืมตา ดวงตาของเขามีแสงจางๆ ของพลังสายฟ้า
“ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ... หากข้าไม่มีท่าน คงไม่สามารถมาถึงระดับนี้ได้”
ชิงอี้ยิ้ม เงยหน้าหลบแววตาเขา “ไม่เป็ไร... แต่เ้ายังไม่ถึงที่สุด รับ บทที่ 5 ไปก่อน ข้าจะผนึกใส่ไว้ในจิตใต้สำนึกของเ้า”
“บทที่ 5 สมดุลฟ้าดิน
ดินหนักมั่นคงดั่งมารดา
ฟ้าเบาดังว่าบิดาแฝง
หยินหยางผสานพลังแกร่ง
ชีวิตสำแดงความธรรมดา”
“ขอบคุณ ท่านอาจารย์” มันตราเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ
“ไม่เป็ไร แต่เ้าควรฝึกสร้างสิ่งมีชีวิตให้มีสติปัญญาจนกลายเป็สิ่งมีชีวิตได้จริงๆ จนแยกไม่ออก… เอาละเหลือเวลาอีกไม่มากแล้วรีบลงมือ” เทพีชิงอี้เตือนสติ อีกฝ่ายคำนับแล้วลงมือทำหุ่นตัวใหม่ต่อไป
สองวันก่อนวันคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักใหญ่
ยามสายหมอกยังไม่จาง ณ ลานหินมรกตเบื้องหน้าสภามหาจักรกล สาขาอาณาจักรสมุทรเมฆา เสียงโลหะเสียดสีกับพื้น เสียงคล้ายกับฟ้าผ่าเบาๆ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นในวันที่แดดจัดเช่นนี้ ดังระงมปะปนกันอย่างแปลกประหลาด มันตราก้าวเดินเข้าสู่ลานด้วยความสงบเยือกเย็น ดวงตาเรียบเฉยของเขากวาดมองผู้คนที่แห่แหนกันมาแน่นลาน ราวกับว่ามีกระแสบางอย่างที่กำลังดึงดูดให้หลายๆคนต่างมารวมกัน ณ สถานที่แห่งนี้
“คนเยอะเช่นนี้... มีเื่ใดกันหรือ?” องค์รัชทายาทมันตราเอ่ยถามชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง น้ำเสียงของเขานุ่มลึกแต่แฝงอำนาจบางอย่างที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าต้องตอบ
ชายผู้นั้นหันมาด้วยแววตาเป็ประกาย “เ้าไม่รู้หรือว่าวันนี้ท่าน จางอี้เจี้ยน เ้าสำนักจักรพรรดิศาสตรา มาเปิดนิทรรศการด้วยตัวเอง! เป็เื่ใหญ่ของแวดวงจักรกลเลยนะ”
อีกคนหนึ่งเสริมขึ้นทันที “เ้าดูตรงนั้นสิ มีโต๊ะโชว์อุปกรณ์ของจริงจากสนามสอบ ของแท้ที่ใช้สร้างชิ้นงานสอบรับป้ายวิศวกรจักรกลิญญาระดับสูงจากสภามหาจักรกลด้วยนะ!”
“ข้าได้ยินมาว่า สำนักเหมันต์มียอดนักพรตหญิงบรรลุเซียนมากมาย สำนักจักรพรรดิศาสตราก็เลยเริ่มร้อนใจ สภามหาจักรกลของสำนักก็เลยเปิดสอบวิศวกรใหม่จำนวนมาก เอาไว้ช่วยสร้างสิ่งประดิษฐ์คุ้มกันสำนักหากมีภัย ก่อนที่จะถูกสำนักเหมันต์สยบ” ชายอีกคนเอ่ยซุบซิบเบาๆ แต่แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้น
“สองสำนักนี้มิใช่พี่น้องกันหรือ?” มันตราถามอย่างสุภาพ
“พี่น้อง? ในยุทธภพน่ะหรือ? หึ… ตอนนี้หกสำนักต่างก็เข่นฆ่ากันหวังขึ้นเป็เ้ายุทธภพ ไม่มีใครลดราวาศอกให้ใครหรอก” อีกฝ่ายหัวเราะแห้ง “ถ้าได้วิศวกรระดับเก้า เทพจักรกล มาสักคนล่ะก็ สำนักเหมันต์ก็คงไม่กล้าตอแยง่ายๆอีกต่อไป!”
ทันใดนั้นเสียงประกาศจากเวทีหน้าสภาก็พลันดังขึ้น “ท่านใดสนใจสมัครสอบวิศวกรจักรกลิญญา สามารถเข้าแถวรับใบสมัครได้ทันที! ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย!”
เสียงจอแจยังคงดัง แต่มันตรากลับเดินเข้าแถวอย่างสงบ เขาไม่พูดอะไร จนกระทั่งถึงหน้าโต๊ะรับสมัคร เ้าหน้าที่หญิงมองเขาอย่างลังเล “เ้าจะสมัครระดับใดหรือ?”
เพื่อนของนางที่นั่งอยู่ข้างๆหัวเราะพลางกล่าวเย้ยหยัน “ข้าว่าระดับ 1 แน่เลย หน้าตาไม่คุ้นแบบนี้”
แต่คำตอบของมันตราทำให้ทั้งโต๊ะเงียบงันทันที “ข้ามาสมัครสอบระดับเก้า เทพจักรกล” อากาศรอบข้างเหมือนหยุดนิ่ง บรรยากาศเงียบงันลงในทันที ก่อนที่เสียงหัวเราะจากผู้หนึ่งจะเริ่มดังขึ้นหลังจากนั้น
ฮ่าๆๆ…
เสียงหนึ่งแทรกขึ้น “เ้ารู้หรือไม่ว่าระดับเก้าอย่างน้อยๆจะต้องมีพลังยุทธในระดับแปด ควบคุมิญญา เชียวนะ อย่างเ้าน่ะอย่าฝันกลางวันไปเลย”
ทุกคนพลันหันไปมองทางต้นเสียงนั้น แท้จริงแล้วผู้ที่กล่าวเช่นนั้นก็คือ จื่ออี้หลง ศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักจักรกลิญญา ผู้มีความเย่อหยิ่งด้วยพลังยุทธระดับสาม สะสมพลัง เขาจ้องมองมันตราด้วยสายตาก้าวร้าวและเหยียดหยาม
“ข้า จื่ออี้หลง หากเ้ามาก่อกวนละก็ ข้าคงต้องขอคำชี้แนะเ้าสักหน่อย” ยังไม่ทันสิ้นเสียง ร่างของเขาก็ทะยานออกมา แล้วกระแทกฝ่ามือใส่มันตราเต็มแรง
มันตราเพียงยกฝ่ามือขึ้นรับ ฝ่ามือของเขาปรากฏแรงสะท้อนบางอย่างที่ทำให้ฝ่ามือนั้นเสมือนกระแทกใส่ภูผาโลหะอันแข็งแกร่ง จื่ออี้หลงกระเด็นกลับไปหลายวา กระอักเื สีหน้าเปลี่ยนจากหยิ่งทะนงเป็อับอายปนตื่นตระหนก
“บังอาจนัก!” จื่ออี้หลงะโ ก่อนชักหน้าไม้พลังปราณออกจากแหวนสมบัติ เสียงหวีดหวิวแห่งพลังแผ่กระจายโดยรอบ
ผั่ว! ผั่ว! ผั่ว!
ลูกดอกพลังปราณพุ่งออกอย่างบ้าคลั่ง แต่ทั้งหมดถูกหยุดด้วยม่านพลังรอบกายขององค์รัชทายาทมันตรา เกิดเป็เสียงลั่นเปรี้ยงๆ ดังกึกก้องทั่วลาน