สวี่ตงหยุดชะงักก่อนจะหันไปมองนอกหน้าต่างวันนี้มีแดดจัด ดวงอาทิตย์ด้านนอกสาดแสงเจิดจ้า แล้วกลางวันแสกๆ จะมี ‘ลูกไฟปีศาจ’ ได้อย่างไร พอหันกลับมาที่กล่องพู่กันไม้อีกครั้งสวี่ตงก็ต้องประหลาดใจที่เห็นว่ากลุ่มหมอกสีเขียวนั่นยังคงอยู่จนอดขยี้ตาแรงๆไม่ได้ ยามที่ลืมตาขึ้นอีกครั้งก็เห็นว่ากลุ่มหมอกสีเขียวที่ลอยอยู่เหนือกล่องพู่กันนั้นเหมือนจะสั่นไหวเบาๆ!
หลังจากไม่เห็นว่ามีอะไรแปลกๆ อีก สวี่ตงถึงได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกล่องพู่กันมาไว้ในมือ ทว่าหมอกสีเขียวนั่นกลับขยับตามความเคลื่อนไหวของกล่องพู่กันไม่ว่าจะขยับไปที่ใด หมอกสีเขียวก็จะลอยอยู่เหนือกล่องพู่กันเสมอราวกับเป็หมวกของมัน!
ทดลองอยู่หลายครั้งในที่สุดสวี่ตงก็มั่นใจว่ากลุ่มหมอกนั้น ‘สวม’ อยู่บนกล่องพู่กัน จำได้ว่ากล่องพู่กันใบนี้เขาเอามาจากบ้านตัวเองและก็เห็นมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันแต่กลับไม่เคยเห็นว่ามี ‘หมอกเขียว’ แบบนี้มาก่อนเลยเป็เพราะอะไรกัน
ไม่น่าจะเป็เพราะตาลาย สวี่ตงเข้าไปส่องกระจกในห้องน้ำอีกรอบ สายตาไม่ได้สั้นแน่นอนของอย่างอื่นล้วนมองเห็นชัดทั้งหมด
ทว่าตอนที่มองกระจก สวี่ตงก็พบจุดที่น่าประหลาดใจอีกครั้ง เงาสะท้อนของกล่องพู่กันในกระจกที่เขาเห็นกลับไม่มีหมอกเขียวแต่พอดึงสายตากลับมาดูของจริงในมือกลับเห็นหมอกเขียว!
นี่มันประหลาดมาก!
สวี่ตงประหลาดใจเหลือคณา เขายื่นมือไปปัดกลุ่มหมอกเขียวเหนือกล่องพู่กันแต่ไม่ว่าจะปัดอย่างไร กลุ่มหมอกก็ยังอยู่ตรงนั้นเสมอ เป่าก็ไม่กระจาย!
แปลก นี่มันเื่อะไรกันแน่
เมื่อหาเหตุผลอะไรไม่ได้เลย สวี่ตงเริ่มครุ่นคิด ก่อนจะผุดลุกไปค้นดูทั้งห้องอีกครั้งแต่กลับไม่เจอของอะไรที่มี ‘หมอก’ ประหลาดแบบนี้เลย!
“หรือว่าในกล่องพู่กันนี่จะมีอะไรแปลกๆ” สวี่ตงคิดวนไปวนมา พลันนึกขึ้นได้ เป็ไปได้ไหมว่าข้างในกล่องพู่กันมีกลไกบางอย่างซ่อนอยู่อาจจะมีกลไกหมอก ‘พ่นสี’ อะไรซ่อนอยู่ก็ได้
คิดได้ดังนั้นก็รู้สึกสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาทันที สวี่ตงพลิกสำรวจกล่องพู่กันทั้งซ้ายขวาบนล่างลวดลายบนกล่องก็คล้ายกับไม้ทั่วไปทั้งด้านในและด้านนอกทาด้วยสีเหลืองอ่อนเหมือนกัน ดูไม่ใช่ ‘ของโบราณ’ อะไร
ตัวกล่องดูธรรมดา ด้านนอกและด้านในก็ดูไม่มีปัญหาอะไรตัวโครงสร้างขนาดกะทัดรัดมาก บริเวณรอยแตกผ่านการทาสีใหม่จนแทบมองไม่เห็น ไม่ว่าด้านนอกหรือด้านในก็ไม่มีแม้แต่รูขนาดเท่าหัวเข็มหมุดดังนั้นจึงพูดได้ว่าไม่มีทางมีกลไก ‘พ่นสี’ อะไรนั่น
เช่นนั้นแล้วหมอกสีเขียวนั่นมาจากไหนเล่า
ไม่มีทางมีกลไกพ่นสี แต่ในกล่องจะมีช่องลับอะไรหรือเปล่านะ
ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ของมีราคาอะไรอยู่แล้ว สวี่ตงไม่ได้รู้สึกติดใจจนตัดใจไม่ลงเมื่อคิดได้ดังนั้นจึงหาอุปกรณ์ชิ้นเล็กๆ มาเคาะเบาๆ เคาะไม่กี่ครั้งก้นกล่องพู่กันก็ปริแตกสวี่ตงวางไขควง จากนั้นใช้มือแกะออกอย่างระมัดระวัง ฐานทรงกลมถูกดึงออกมา รูปร่างของมันเหมือนเค้กก้อนกลมหนาเพียง 3 เิเ
ขณะสำรวจฐานทรงกลมในมือ สวี่ตงก็ยิ่งตกตะลึงเมื่อพบว่าหมอกเขียวนั่นแยกจากกล่องพู่กันแล้วย้ายมาอยู่ที่ฐานทรงกลมในมือเขาแทน!
การค้นพบนี้ทำให้สวี่ตงยิ่งมั่นใจว่าในฐานกล่องพู่กันต้องมีอะไรบางอย่างอยู่ยิ่งกว่านั้นหมอกเขียวไร้ที่มาที่ไปนั่นจะต้องเกี่ยวข้องกับของในนั้นอย่างแน่นอน!
ด้านข้างฐานที่มีรูปร่างคล้ายเค้กก้อนกลมมีเส้นแบ่งชัดเจนมากส่วนล่างยาว 2.5 เิเ ส่วนบนยาวเพียง 0.5 เิเซึ่งก็คือฝาบางๆ ที่ปิดไว้
สวี่ตงใช้ปลายไขควงแงะช่องว่างบนเส้นแบ่งเบาๆ ครั้งเดียวไม่ต้องออกแรงก็เปิดออกพอฝาเปิดออกสิ่งที่เข้าสู่ครรลองสายตาก็คือสร้อยข้อมือลูกปัดสีน้ำตาลเข้มเส้นหนึ่ง!
วัตถุทรงกลมที่ว่านี้ก็คือ ‘กล่อง’ ขนาดเล็ก ภายในกล่องซ่อนสร้อยข้อมือลูกปัดไว้เส้นหนึ่ง
สวี่ตงหยิบสร้อยข้อมือลูกปัดออกมาดูอย่างละเอียดได้กลิ่นไม้จันทน์หอมแรง ซึ่งทำให้เขารู้สึกสบายและสงบมาก!
ลูกปัดพวกนี้มีลักษณะคล้ายกับ ‘ลูกประคำ’ ที่พวกพระภิกษุสมณะสูงในโทรทัศน์หรือในภาพยนตร์สวมใส่กัน ซึ่งเป็ลูกประคำไม้สวี่ตงนับได้ทั้งหมดสิบแปดเม็ด
ถึงแม้สวี่ตงจะไม่สันทัดเื่สร้อยประคำ แต่เขาก็วิ่งเล่นรอบโรงรับจำนำของพ่อมาั้แ่เด็กได้ยินได้ฟังมาก็เยอะ สายตาย่อมไม่ย่ำแย่ ลูกประคำสิบแปดเม็ดนี้มีลวดลายเหมือนกันไปในทิศทางเดียวกัน ขนาดเท่ากัน สีเข้มบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมสงบจิต จะต้องเป็ของดีแน่มิเช่นนั้น คนที่เก็บซ่อนมันจะคิดซับซ้อนเช่นนี้ไปทำไม
บางทีพ่อเขาก็อาจจะไม่รู้เื่สร้อยประคำเส้นนี้ด้วยซ้ำ ซึ่งเขาก็ไม่รู้มูลค่าของมันอยู่ดี
สวี่ตงหันไปมองกล่องที่มีฝาปิดบนโต๊ะอีกครั้งบนนั้นไม่มีหมอกเขียวแล้ว หมอกเขียวลอยมาอยู่บนสร้อยประคำในมือตน!
ที่แท้ที่มาของหมอกเขียวก็คือสร้อยประคำเส้นนี้!
สวี่ตงรู้ที่มาของหมอกเขียวแล้ว แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าสร้อยประคำทำให้เกิดหมอกเขียวได้อย่างไร
หรือจะไปถามหนิวเซี่ยงตงดี ดูว่าเขาจะมีความคิดเห็นอย่างไร
หนิวเซี่ยงตงมีสายตาเฉียบคม บางทีเขาอาจจะอธิบายเื่หมอกเขียวได้อีกอย่างสวี่ตงอยากให้หนิวเซี่ยงตงประเมินราคาสร้อยประคำที่ซ่อนอยู่ในกล่องพู่กันเส้นนี้ด้วยดูว่าจะมีมูลค่าแค่ไหน ถ้ามันมีมูลค่าหลายพันหลายหมื่น อย่างน้อยก็จะช่วยคลี่คลายความลำบากในทุกวันนี้ของเขาไปได้การจะให้ครอบครัวป้าส่งเสียเขาจนกระทั่งเรียนจบนั้นแทบไม่ต้องคิดเลยบางทีดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกยังเกิดขึ้นง่ายกว่าจะให้ครอบครัวป้าช่วยเหลือเขา!
หวังเพียงว่าสร้อยประคำไม้เส้นนี้จะมีค่า หวังว่านะ!
แม้จะมีเงินติดตัวหนึ่งพันหยวน แต่สวี่ตงก็ยังไม่อยากนั่งรถประจำทางไปอีกอย่างเขารู้ทางลัดด้วย หากนั่งรถประจำทางไป หนึ่งชั่วโมงก็ยังไม่ถึง แต่เขาใช้ทางลัดสิบกว่านาทีก็ถึงแล้ว
ตอนที่เห็น ‘โรงรับจำนำพี่หนิว’ สวี่ตงพลันรู้สึกอุ่นใจขึ้นเล็กน้อยอยู่หน้าประตูก็ได้ยินเสียงหัวเราะ ‘ฮ่าๆๆ’ ของพี่หนิวดังมาแล้ว สวี่ตงหยิบสร้อยประคำออกมา เดินเข้าไปพร้อมเอ่ยพูด “เถ้าแก่หนิว ช่วยผมดูสร้อยประคำนี่หน่อย...”
เมื่ออยู่ต่อหน้าหนิวเซี่ยงตง สวี่ตงรู้สึกผ่อนคลายอาจเพราะความน่าเชื่อถือและความรู้สึกประทับใจ ทว่าสิ่งที่สวี่ตงไม่คาดคิดคือหลังจากเข้าไปแล้วเขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าภายในร้านไม่ได้มีแค่หนิวเซี่ยงตงเพียงคนเดียว แต่มีคนทั้งหมดสามคนนอกจากหนิวเซี่ยงตง ก็ยังมีอีกสองคน ที่ทำให้สวี่ตงใกว่าเดิมก็เพราะว่าหนึ่งในนั้นคือสามีของป้าโจวเทียนฉี!
โจวเทียนฉีที่กำลังยิ้มแย้ม เมื่อหันมาเห็นว่าสวี่ตงปรากฏอยู่ตัวตรงหน้าก็ใแล้วรีบถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “สวี่ตง แกมาทำอะไร”
ความรู้สึกกลัวที่สวี่ตงมีต่อโจวเทียนฉีทำให้เขาใจนไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรดีทว่าชายชราอีกคนหนึ่งที่สวี่ตงไม่รู้จักทำจมูกฟุดฟิด สายตาจับจ้องมายังสร้อยประคำในมือสวี่ตงก่อนจะตกตะลึง เขาผุดกายลุกขึ้นแล้วพุ่งตัวมาหาสวี่ตงจนเกิดเสียงดัง ‘ฟิ้ว’
“เธอ...เธอ...นี่คือสร้อยประคำไม้จันทน์แดงใช่ไหม”
สวี่ตงไม่ได้รู้จักของประเภทนี้มากนัก แต่ได้ยินชายชรากล่าวเช่นนี้หรือบางทีลูกปัดเส้นนี้อาจมีมูลค่า เพียงแต่ไม่รู้ว่าคำพูดของเขาจะมีน้ำหนักเพียงใดอีกอย่างมีสามีป้าอย่างโจวเทียนฉีอยู่ด้วย เขารู้สึกไม่เป็อิสระเอามากๆ
หนิวเซี่ยงตงดูจะมองเห็นความอึดอัดของสวี่ตงจึงรีบเข้ามาดึงมือสวี่ตงพร้อมเสียงหัวเราะ แล้วพูดว่า “เสี่ยวสวี่ มาๆๆ นั่งแล้วค่อยพูด ฉันกับลุงของเธอก็คนคุ้นเคยวันนี้ทุกคนมาจิบชาพูดคุยเื่ธุรกิจกัน ท่านนี้คือผู้เฒ่าหลง หลงชิวเซิงเขาคือไท่ซานเป่ยโต่ว[1]ในวงการของโบราณอืม ทักทายผู้เฒ่าหลงหน่อยเร็ว!”
โจวเทียนฉีไม่รู้ว่าหนิวเซี่ยงตงรู้จักสวี่ตงด้วยพอเห็นเขาทักทายสวี่ตงอย่าง ‘กระตือรือร้น’ เช่นนั้น ต่อให้อยากก่นด่าสักสองประโยคก็อายเกินกว่าจะทำ จึงได้แต่อดกลั้นเอาไว้
หลังจากสวี่ตงเอ่ยทักทายหลงชิวเซิงว่า “สวัสดีครับผู้เฒ่าหลง”ด้วยท่าทางหวาดหวั่น ก็ส่งเสียงทักทายโจวเทียนฉีเบาๆ “คุณลุง!”
โจวเทียนฉีแค่นเสียง และกำลังจะเปิดปากถามแต่หลงชิวเซิงกลับยื่นมือมาหาสวี่ตงแล้วเอ่ยว่า “เ้าหนูขอสร้อยประคำเส้นนั้นของเธอมาให้ฉันดูหน่อยได้ไหม”
“คุณดูได้เลย!”
สวี่ตงมีหรือจะไม่ตอบรับพลันหันไปสบกับโจวเทียนฉีอีกครั้งจึงก้มหน้าลงด้วยความกลัว
หนิวเซี่ยงตงเห็นเข้าก็อดขมวดคิ้วน้อยๆ ไม่ได้แต่ยังอดกลั้นไว้ไม่พูดอะไร
หลงชิวเซิงคิ้วเคราขาวโพลน ให้ความรู้สึกราวกับเทพเซียนเขาหยิบสร้อยประคำไปทั้งดมกลิ่นทั้งเพ่งพินิจ ครู่หนึ่งก็เงยหน้ามองสวี่ตง “เสี่ยวหนิว ขอกะละมังใส่น้ำหน่อย!”
หนิวเซี่ยงตงตอบรับด้วยความยินดี แต่สวี่ตงตื่นเต้นมากจึงรีบเอ่ยว่า “เถ้าแก่หนิว ผมไปเอาน้ำเองครับ!”
ไม่รอให้หนิวเซี่ยงตงตอบรับ สวี่ตงก็รีบสาวเท้าเข้าไปด้านในหลังเข้าประตูไปก็พบห้องที่รูปแบบคล้ายห้องรับแขก มีประตูสองบานสวี่ตงผลักประตูแต่ละบานดู ห้องแรกคือห้องครัว อีกห้องคือห้องนอนทว่าบนเตียงภายในห้องนอนว่างเปล่า เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครใช้ห้องนี้
สวี่ตงหากะละมังพลาสติกในห้องครัวได้ก็เอามาใส่น้ำจากนั้นก็นำไปที่หน้าร้าน ในใจกำลังสงสัยว่าผู้เฒ่าหลงจะเอาอ่างน้ำเพื่ออะไรล้างมือเหรอ หรือล้างหน้า
[1] ไท่ซานเป่ยโต่วหมายถึง ผู้าุโที่มีคุณธรรมดีเด่น มีชื่อเสียง มีผลงานยิ่งใหญ่และเป็ที่นับถือ