จันทราลิขิตรัก

    กองทัพถึงคราววิกฤติ(Rewrite)

    หมับ!

    เพราะมองอยู่ตลอดเมื่ออีกคนโถมกายเข้าหาจึงทันตั้งรับได้ทัน แต่กระนั้นก็ยังเซไปหลายก้าวอยู่ดี สองแขนของคนตัวเล็กกว่าโอบกระชับร่างใหญ่แนบแน่นซึมซับความอบอุ่นสูดดมกลิ่นกายอันคุ้นเคยเก็บเกี่ยวทุกสิ่งที่พอทำได้ชโลมใจอันหนาวเหน็บให้กลับมาเต้นในจังหวะปกติอีกครั้ง แม้เพียงสักเสี้ยวนาทีก็ยังดีให้ใจดวงนี้ได้คลายความปวดร้าวลงสักนิดก็ยังดี

    “ที่รักของข้า เจ้าอย่าได้ร้องไห้อีกเลย”ฝ่ามือใหญ่ลูบไล้ศีรษะที่ปกคลุมด้วยกลุ่มผมนุ่ม แขนสั่นเทาพอๆกับน้ำเสียงถูกยกขึ้นด้วยแรงอันน้อยนิดโอบกระชับร่างเล็กในอ้อมแขนส่งผ่านทุกความรู้สึกผ่านอ้อมกอดแสนอบอุ่นนี้ “ข้ารักเจ้า รักเจ้า”

    คำบอกรักแสนหนักแน่นราวกับฝันไม่อาจจับต้องได้ในโลกความจริง อันจื่อเทานิ่งงันมีเพียงหยาดน้ำใสเคลื่อนลงจากดวงตาตกกระทบอกอุ่นที่ให้ตนได้พักพิง ทั้งไม่กล้าเชื่อทั้งดีใจ ความรู้สึกยินดีผสมปวดร้าวตีตื้นจุกอยู่ในลำคอปิดกั้นเสียงไม่สามารถเปร่งออกมาได้สักคำ

    หลัวเจิ้งเหยียนยังคงโอบกอดร่างเล็กไว้แน่น แขนอันไร้เรียวแรงแทบประคองไว้ไม่อยู่แต่ยังคงฝืนโอบรัดร่างเล็กไว้อย่างนั้นกระซิบข้างหูขาวบอกกล่าวถึงจุดยืน “ต่อให้ใต้หล้าหันหลังให้ จงรู้เอาไว้สามีของเจ้าผู้นี้อยู่ข้างเจ้าเสมอ”

    ประโยคเดียวแทนทุกความรู้สึก 

    ไม่ต้องมีประโยคสวยหรูพรรณนาถึงความรักมากมาย 

    ไม่ต้องกล่าวคำสัญญายืดยาวจะปกป้องเจ้าตราบสิ้นลมหายใจ 

    แค่อ้อมกอดที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นแทรกผ่านความห่วงหาอาทร คำพูดแสนธรรมดาทว่าเจือความหมายลึกซึ้งกว่าคำหวานหูใดๆเสียอีก

     

     

    ค่ำคืนยาวนานผ่านพ้นไปได้ในที่สุด ค่ายชั่วคราวถูกกลืนกินไปกว่าครึ่งเสบียงที่พึ่งได้เก็บเข้ายุ้งฉางมอดไหม้หายไปเกือบหมด เหลือเพียงข้าวสารไม่กี่กระสอบอาหารแห้งไม่กี่หีบที่ทหารเสี่ยงตายขนออกมาได้ กองทัพกระสับกระส่ายขวัญกำลังใจหดหายไร้เรียวแรงจะยกดาบได้โดยสิ้นเชิง 

    แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินกลัดกลุ้มกระนั้นยังออกมาซ่อมแซมค่ายร่วมกับทหารใต้บังคับบัญชาปลอบขวัญทหารกล้าให้ช่วยเคียงบ่ากับตนอีกสักหน่อย รองแม่ทัพนำกองกำลังส่วนหนึ่งออกล่าสัตว์เพื่อประทังชีวิต ขุนพลน้อยใหญ่กระจายหาเบาะแสคนร้ายรวมถึงป้องกันภัยรอบค่ายไม่ให้ศัตรูฉวยโอกาสเข้ามาได้อีก

    เดิมทีขบวนคุ้มภัยหมดหน้าที่ภารกิจลุล่วงควรตั้งลำกลับ ไม่รู้เพราะเหตุใดหลัวเจิ้งเหยียนไม่อาจตัดใจทิ้งท่านลุงเยี่ยไปได้ อาจเป็นเพราะถูกชะตาหรือเห็นถึงความตั้งใจอันแรงกล้าที่จะปกป้องแผ่นดินของวีรบุรุษเลื่องชื่อผู้นี้ หัวหน้าหน่วยหลัวจึงคิดรั้งอยู่เพื่อซ่อมแซ่มค่ายช่วยกองทัพอีกสักกวัน ศิษย์ในสำนักเคารพเขามากเมื่อหัวหน้าหน่วยหลัวว่าเช่นนั้นจึงไม่มีใครขัดข้องพร้อมใจกันอยู่ต่อไม่ปริปากบ่นสักคำ

    แม้กระทั่งผู้ว่าจ้างอย่างคุณชายใหญ่หลัวสุ่ยหมิงไม่เพียงไม่ทัดทานยังลงมือช่วย ถึงจะแบกไม้ตอกตะปูไม่เป็นแต่หลัวสุ่ยหมิงสามารถจัดสรรพื้นที่จำกัดในการสร้างกระโจมขึ้นใหม่รวมถึงนำของที่ใช้ไม่ได้แล้วอย่างดาบหักโล่แตก โลหะหรือเหล็กเหลือในกองเพลิงมาหลอมแล้วตีเป็นอาวุธชิ้นใหม่ แม้อุปกรณ์จะไม่ครบครันแต่หลัวสุ่ยหมิงก็สามารถนำวัสดุเก่าเก็บมาประยุกต์ใช้แทนได้อย่างดีเยี่ยม ตีอาวุธผุพังออกมาได้ราวกับช่างตีอาวุธมากประสบการณ์ อีกทั้งยังทำการดัดแปลงบางชิ้นที่ไม่เหลือเค้าโครงเดิมแล้วตีเป็นอาวุธขึ้นมาใหม่ตามอันจื่อเทาเสนอรวมถึงบอกถึงวิธีใช้งานการพลิกแพลงต่างๆ สร้างความตื่นตะลึงให้กับกองทัพไม่น้อยจนเหล่าทหารเกิดความเลื่อมไสในความสามารถรอบตัวของคุณชายใหญ่สกุลหลัว

    หลี่ซูเซียนสตรีงามเพียงคนเดียวไม่คิดทำตัวไร้ประโยชน์นำข้าวที่เหลือไม่มากมาหุงผสมกับเผือกมันเพื่อเพิ่มปริมาณข้าวให้มากขึ้น เนื้อสัตว์หลากหลายชนิดที่ทหารล่ามาได้ถูกนำมาแร่เป็นแผ่นบางๆตากแห้ง กระดูกใช้ต้มน้ำแกงหม้อใหญ่ เลาะเนื้อติดกระดูกอันน้อยนิดเปื่อยยุ้ยได้ที่มาผัดกับผักป่า ผลไม้ป่าชนิดใกล้เคียงกันคั้นเอาเฉพาะน้ำกับเนื้อกวนเข้าด้วยกัน ส่วนผลไม้รสเปรี้ยวที่ไม่เหมาะสำหรับกวนถูกนำไปดองเกลือไว้เป็นอาหารกันตายระหว่างรอเสบียงจากวังหลวง

    การเป็นอยู่ของกองทัพอัตคัตถึงขีดสุดแม้จะหาทุกอย่างที่สามารถกินได้ประทังชีวิตไปก่อน แต่ด้วยจำนวนคนหลายพันหลายหมื่นชีวิตเสบียงที่เหลืออยู่ได้อีกเพียงวันเดียวเท่านั้น ซ้ำอาวุธยังเสียหายมากกว่าครึ่งรอการซ่อมแซมด้วยคนเพียงคนเดียว หากศัตรูบุกมามิแคล้วถูกตีแตกโดยง่าย

    “เรียนท่านแม่ทัพ ทหารสอดแนมรายงานกองทัพศัตรูกำลังมุ่งหน้าเข้ามาแล้ว แต่ละกองอาวุธครบมือ กะจากสายตาไม่ต่ำกว่าห้าสิบหมื่นขอรับ”รองแม่ทัพอันคุกเข่ารายงาน ทหารรอบด้านได้ยินกันถ้วนหน้าต่างกระสับกระส่ายทำการใดต่อไม่ถูก กองทัพยามนี้อย่าว่าแต่ออกรบเลยแค่ซ้อมรบยังทำได้ยากยิ่ง

    เยี่ยเจิ้งสิงละมือจากโคลงกระโจมสีหน้าเคร่งเครียดหันไปยังชายชุดขาวข้างกาย“คุณชายใหญ่หลัวตีอาวุธได้เท่าใดแล้ว”

    “เพียงหนึ่งในสี่ส่วนขอรับ”กุนซือซั่งคำนวนสีหน้าเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม“ความเร็วเท่านี้ย่อมไม่ทัน”

    “เทาถังเจ้าไปรวบรวมอาวุธที่ยังพอใช้ได้ รวมที่คุณชายใหญ่ตีขึ้นใหม่ด้วย เอามาให้หมด”

    “ขอรับท่านแม่ทัพ”รองแม่ทัพรับคำสั่ง ชุดดำพริ้วไหวนำทหารกองหนึ่งไปอย่างรวดเร็ว 

    “อาติง เรียกประชุมรองแม่ทัพพร้อมนายกองทั้งสิบ”เจ้าของชื่อรับคำปลายอาภรณ์สีขาวสะบัดหายไปในเวลาต่อมา

    ร่างใหญ่แข็งแกร่งของแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินยืนนิ่งอยู่ที่เดิมรับรู้ได้ถึงสองบ่าหนักอึ้งกว่าทุกครั้ง ดวงตาคมกล้ากวาดมองผู้ใต้บังคับบัญชาพลันสีหน้าเคร่งขรึมขึ้นทันใด“ทหารกล้าทั้งหลาย แม้ยามนี้ฝ่ายเราจะเสียเปรียบก็จงอย่าได้สิ้นหวัง ความภาคภูมิใจของกองทัพพิทักษ์แผ่นดินอย่าให้ผู้ใดดูแคลนได้”

    แม้ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากความภูมิใจของเยี่ยเจิ้งสิงที่มีต่อกองทัพพิทักษ์แผ่นดินก็ไม่เคยลดน้อยลง จนกระทั่งยามนี้ ทหารเสียขวัญแทบสูญสิ้นกำลัง ทว่าเพียงวาจาปลุกปลอบจากท่านแม่ทัพก็สามารถกระตุ้นทหารกล้าให้กลับมามีกำลังวังชาอีกครั้ง เสียงเฮลั่นตอบรับแม่ทัพใหญ่ก่อนหันกลับไปขมักเขม้นกับหน้าที่ตรงหน้าพลางเตรียมพร้อมกายใจรอรับศึกใหญ่ที่กำลังจะมาถึง

     

    การประชุมรองแม่ทัพนายกองทั้งสิบหน่วยได้เพิ่มสองคุณชายสกุลหลัวและคุณชายใหญ่อี้หย่งเข้ามาด้วย ความตรึงเครียดที่มีมาก่อนหน้าจึงคราคร่ำไปด้วยความไม่ชอบใจอยู่หลายส่วน

    หลัวสุ่ยหมิงช่วยตีอาวุธให้ใหม่แล้วอย่างไร ขบวนคุ้มภัยยื่นมือเข้าช่วยแล้วอย่างไร ถึงยังไงก็เป็นแค่ผู้รับจ้างรับคุ้มกัน เป็นแค่คหบดีที่บังเอิญมีฝีมือนิดหน่อยเหตุใดได้รับเกียรติประชุมร่วมกับกองทัพพิทักษ์แผ่นดิน 

    ไม่เหมาะสม! ไม่เหมาะนัก เหตุใดท่านแม่ทัพถึงได้ลดเกียรติเชิญคนพวกนี้เข้าประชุมเรื่องสำคัญขนาดนี้ได้

    ไม่พอใจก็ส่วนไม่พอใจ ต่อให้ขวัญกล้าเพียงใดย่อมไม่มีผู้ใดกล้าตำหนิแม่ทัพใหญ่ออกมาตรงๆ มีเพียงสายตาดูแคลนของบางคนจ้องมองอย่างไม่คิดปิดบัง

    ด้านสามคนที่ถูกทิ่มแทงด้วยสายตาไม่เป็นมิตรแสร้งไม่สนใจทว่าภายใจกรุ่นโกรธจนแทบอยากลุกออกไปเดี๋ยวนั้น หากไม่เพราะศึกครั้งนี้มีผลต่อวงกว้าง กองทัพถูกตีแตกไหนเลยแผ่นดินจะเป็นสุข ข้าศึกรุกรานชาวบ้านเดือดร้อน ข้าวยากหมากแพงผู้คนอดอยากไร้ซึ่งที่อยู่อาศัย ชาวบ้านจากแคว้นหลานเทียนเป็นภาพสะท้อนจากผลกระทบของสงครามชัดเจนจนไม่อาจเมินเฉยต่อได้อีก

    “กองทัพขาดแคลนทั้งกำลังพล อาวุธ แลเสบียง เกรงว่าจะต้านได้ไม่นาน”หรงปารองแม่ทัพหน่วยที่หนึ่งเสนอ“มิสู้กระจายกำลังหลบเร้นรอกำลังเสริม?”

    “วิธีขี้ขลาดเช่นนั้นท่านเอ่ยออกมาได้อย่างไร หากทำเช่นท่านว่ากองทัพพิทักษ์แผ่นดินจะเหลือเกียรติให้กล่าวถึงได้อยู่อีกหรือ!"กู้ฉกชิงรองแม่ทัพหน่วยสามตบโต๊ะเสียงดังอย่างไม่ไว้หน้า “หลังบ้านเช่นหน่วยหนึ่งจะหนีก็แล้วไปแต่ไม่ใช่กองกำลังทหารม้าของข้า”

    หรงปาไม่ถือสาวาจาโผงผางของอนุชนผู้มีดีแต่กำลังไร้สมองไตร่ตรอง สายตายังคงมองประสานผู้นั่งตระหง่านอยู่หัวโต๊ะ เป็นผู้อื่นเสียอีกที่ทนไม่ไหวสวนกลับไปทันควัน

    “รองแม่ทัพกู้กล่าวเกินไปแล้ว รองแม่ทัพหรงอย่างไรก็รุ่นราวคราวบิดาท่านไว้หน้ากันบ้างไม่ได้หรือไร”โอหนานบ่กรองแม่ทัพหน่วยห้าบัญชาการพลโล่ตีหน้าขึงขังสายตามองตำหนิรองแม่ทัพหน่วยสาม

    กู้ฉกชิงเค้นเสียง “ข้ากล่าวผิดที่ใด กองทัพพิทักษ์แผ่นดินห้าวหาญผ่าเผยไหนเลยจะเอาแต่มุดหัวในกระดอง”

    ตงโม่รองแม่ทัพหน่วยหกบัญชาการพลธนูยิ้มหยัน“ความหมายของรองแม่ทัพหรงคือถอยเพื่อรอตั้งรับ ด้วยกำลังของกองทัพในยามนี้หากปะทะกับข้าศึกโดยตรงรังแต่จะถูกตีพ่าย เรื่องแค่นี้รองแม่ทัพกู้คิดมิได้หรือ?”

    ถูกตำหนิออกมาตรงๆต่อหน้าคนหมู่มากคนยิ่งทะนงอย่างกู้ฉกชิงไหนเลยจะยอมได้ มือใหญ่ตบโต๊ะเสียงดังตามมาด้วยเสียงร้าวของไม้ แต่เขายังไม่พอใจชี้หน้าว่าเสียงกร้าว “เจ้า!”

    “พอได้แล้ว”น้ำเสียงเด็ดขาดของแม่ทัพใหญ่ตัดบทการถกเถียงอันไม่เกิดประโยชน์ของรองแม่ทัพทั้งสาม “ข้าเรียกพวกเจ้ามาหารือเพื่อรับมือกับข้าศึกมิใช่มาโต้เถียงเรื่องไม่เป็นเรื่อง หากไม่พร้อมฟังเชิญด้านนอก”

    รองแม่ทัพทั้งสามก้มหน้าสงบคำอย่างไม่เต็มใจนัก เยี่ยเจิ้งสิงไม่สนใจอีกวกกลับมาที่ข้อเสนอของรองแม่ทัพหน่วยหนึ่ง “วิธีของรองแม่ทัพหรงนับว่าไม่ผิด แต่ยังไม่แน่ชัดว่ากำลังเสริมจะมาเมื่อใดหากกองทัพล้าถอยย่อมไม่เป็นผลดีต่อชาวบ้าน”

    “เช่นนั้นจะสู้หรือ"โหลนต้าวเจียวรองแม่ทัพหน่วยสี่บัญชาการทหารราบกล่าวไม่เต็มเสียงนัก "อย่างที่รองแม่ทัพโอกล่าว หากดึงดันรับศึกมิพ้นถูกตีแตกโดยง่าย ท่านแม่ทัพไตร่ตรองด้วย”

    แม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินถอนหายใจยาวเหยียดคิดไม่ตกควรถอยหรือตั้งรับดี รองแม่ทัพโหลนกล่าวถูกต้องหากดึงดันออกรบด้วยกำลังทหารในยามนี้มิพ้นพาผู้ใต้บังคับบัญชาไปตาย แต่หากหลบเลี่ยงรอกำลังเสริมชาวบ้านย่อมต้องเดือดร้อน ไม่ว่าทางไหนต่างก็สูญเสียด้วยกันทั้งนั้น

    เยี่ยเจิ้งยกมือคลึงหว่างคิ้ว “กุนซือมีแผนการรับมือหรือไม่”

    กุนซือซั่งมีสีหน้าระอายใจ “กองทัพเราเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะตั้งรับหรือถอยล้วนมิใช่ทางที่ดี”

    “เช่นนั้นควรทำอย่างไร?”กู้ฉกชิงถามอีกครั้งก่อนจะเค้นเสียงหนักเมื่อได้ฟังคำตอบ

    “รอกำลังเสริม”กุนซือซั่งหมุนคิ้ว “สู้จนตัวตายนับเป็นเกียรติของนักรบ แต่การสละชีวิตทั้งที่รู้แก่ใจว่าอย่างไรย่อมพ่ายแพ้มิใช่ตายโดยไร้ประโยชน์หรอกหรือ มิสู้ถอยเพื่อตั้งหลักรอมีกำลังแล้วค่อยคิดอ่านอีกทีก็ไม่สาย”

    จบคำของกุนซือรองแม่ทัพต่างหันไปหารือกัน ถกถึงความเป็นไปได้ วิธีการไปจนถึงวิพากษ์ความคิดของกุนซือบ้างว่าขี้ขลาด บ้างว่าเหมาะสมแล้วในสถานการณ์เช่นนี้ ความเห็นแตกเป็นสองทางถกเถียงกันดังขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเสียงหนึ่งแทรกขึ้น

    “ข้ามีวิธี”

    *********************