ตำนานยอดหญิงซูเจิน

    มุ่งสู่รังโจร 2


    ‘ซูเจินโลกที่เจ้าจากมาเป็นที่แบบใด เหมือนหรือต่างจากที่นี่มากน้อยเพียงใดกัน?’“ไหนเจ้าบอกมิให้ข้ายึดติด?” ค่อนข้างแปลกใจกับคำถามของนางมากทีเดียว นางมิรู้หรอกหรือ?‘หึๆ ข้าเพียงอยากรู้เท่านั้น’“โลกของข้านั้นเป็นโลกที่แสนจะสะดวกสบาย มีการเดินทางที่รวดเร็วด้วยสิ่งที่เรียกว่ารถยนต์ บินบนท้องฟ้าด้วยเครื่องบิน มีการสื่อสารด้วยโทรศัพท์มือถือ แค่ชั่ววินาทีก็สามารถพูดคุยหรือเห็นหน้าอีกฝ่ายได้แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลเพียงใดก็ตาม สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างด้วยสิ่งที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์”‘มันคือสิ่งใด?’ ซูซูฟังอย่างสนอกสนใจและตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้ยิน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับนาง“มันคือการศึกษาค้นคว้าเพื่อหาเหตุผลของสิ่งต่างๆ เรียนรู้และนำมาใช้ประโยชน์ ที่โลกของข้ามิมีวรยุทธ์หรือเวทมนต์ต่างๆเช่นโลกนี้ เราเชื่อสิ่งที่พิสูจน์ได้และหมุนเวียนไปด้วยหลักความเป็นจริง”‘อย่างไร?’“อืม…เช่นเหล่าสัตว์อสูร ที่โลกโน้นมิมีอยู่จริงหรอกเป็นเพียงเรื่องแต่งเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น”‘แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามิมีจริง? อาจมีแต่พวกเจ้ามิเคยรู้ก็ได้’ ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มน้อยๆ“ก็เพราะมิรู้มิเคยเห็นจึงมิมีอยู่อย่างไรเล่า พวกข้าเชื่อเพียงสิ่งที่มองเห็นและจับต้องได้เท่านั้น”‘โลกของเจ้าช่างคับแคบเสียจริง เช่นนั้นโลกของเราก็ต่างกันมากทีเดียว’ นางเห็นด้วยกับคำกล่าวนี้ของซูซูที่โลกนี้นั้นเป็นโลกที่ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะอยู่รอด และจากความทรงจำทำให้ซูเจินรู้ว่านี่ไม่ใช่การย้อนเวลา แต่เป็นการข้ามมิติมายังอีกโลกที่แตกต่างจากโลกเดิมอย่างสิ้นเชิง คงจะเรียกได้ว่าเป็นโลกคู่ขนานที่แยกออกจากกันมิมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันก็ได้ตามหลักแล้วโลกคู่ขนานนั้นถึงดูเหมือนแยกออกจากกัน แต่ก็มิได้มิเกี่ยวข้องกันเลยเสียทีเดียว เช่นหากเรายืนอยู่ตรงทางแยกมีทางไปได้สองทางคือซ้ายกับขวา ตราบใดที่เรายังยืนอยู่ก็จะมิเกิดอะไรขึ้น แต่เพียงชั่ววินาทีที่เรากำลังจะตัดสินใจก็จะเกิดโลกคู่ขนานขึ้นทันที ก็คือโลกที่เราเลือกทางซ้ายกับโลกที่เลือกทางขวา หรืออาจจะเป็นโลกที่เราหันหลังกลับ เหตุการณ์และสถานการณ์ต่อไปก็จะแตกต่างกันและนั่นคือจุดเชื่อมต่อและจุดเปลี่ยนดังนั้นโลกคู่ขนานจึงมีมากมายนับมิถ้วนซึ่งจะต่างกับการย้อนเวลาอยู่เล็กน้อย หากมีโลกที่ดำเนินไปตามหลักวิทยาศาสตร์ได้ จะแปลกอะไรที่จะมีโลกที่ดำเนินไปด้วยพลังและสิ่งที่น่าเหลือเชื่อเช่นนี้ด้วย แต่ที่แน่ๆคือ ถึงแม้นางจะทำเรื่องเลวร้ายเพียงใดก็จะไม่ไปกระทบต่อโลกเดิม เพราะสำหรับที่นี่ตอนนี้คือปัจจุบัน อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ช่างมันสิ ตอนนี้นางจะทำตามใจที่นางอยากจะทำ‘ดูท่าจะถึงแล้วนะ โอ้…ช่างเป็นที่ที่น่าคิดถึงเสียจริง’เกี้ยวถูกว่างลงแล้ว แต่นางยังไม่ทันได้ลงจากเกี้ยวก็มีเสียงตวาดของสตรีดังขึ้น“เฉินตงลู่! บอกข้ามาว่าในเกี้ยวมีผู้หญิงที่เจ้าพากลับมาด้วยหรือไม่!” นางว่านี่ไม่ใช่คำถามหรอก ฟังจากน้ำเสียงแล้วควรจะรอดูไปก่อนดีกว่า“อี๋เอ๋อร์ นี่มัน…เอ่อ”“มันอะไร? ทำไม เจ้าไม่กล้าพูดหรือมันเป็นเรื่องจริง?”“มิใช่ๆ ก็เจ้าบอกให้ข้าไปปล้นสุสานไม่ใช่หรือ ข้า…”“ข้าบอกให้เจ้าไปปล้นสุสาน แต่ไม่ได้บอกให้เจ้าพาหญิงที่ไหนมาเป็นอนุ!”คิดว่าคงเป็นภรรยาของใครสักคนในกลุ่มโจรเหล่านี้เป็นแน่ ว่าแต่ใครล่ะ?“จือเหลียง” ซูเจินเปิดม่านขึ้นเล็กน้อยไม่ให้คนข้างนอกเห็นหน้า“ขอรับ”“นั่นใครหรือ?” โฉมงามเอ่ยถามเสียงเบาให้พอได้ยินกันสองคน“นายหญิงขอรับ นางคือฮูหยินของหัวหน้าขึ้นชื่อเรื่องความหึงหวงและอารมณ์ร้ายเลยขอรับ คงจะเข้าใจผิดเรื่องของท่าน”“ฮูหยิน? เฉินตงลู่คนที่มีแผลที่หางคิ้วน่ะหรือ?”“ขอรับ” มิน่า…จะว่าไปคนที่มีแผลที่หางคิ้วก็หน้าตาดีไม่เบา ภรรยาขี้หึงหรือ? อะฮ่า ‘ลงไปเล่นอะไรกันหน่อยดีกว่าซูซู’ซูซูหัวเราะเล็กน้อย ‘ข้าว่าแล้วเจ้านี่ช่างน่าสนุก’ซูเจินค่อยๆก้าวลงจากเกี้ยวช้าๆ จือเหลียงรีบเข้ามาประคองให้ยืนได้อย่างมั่นคง ก่อนที่ซูเจินจะค่อยๆ เดินผ่านเหล่าโจรที่เหลือตรงไปหาชายคิ้วบากที่กำลังยืนหน้าซีดปากสั่นพั่บๆ ฟังฮูหยินของตนกล่าวตัดพ้อด่าทอเสียงดัง พอมองดีๆแล้วยังมีเหล่าหญิงสาวอีกหลายคนมายืนล้อมรอบ พลางส่งสายตาทิ่มแทงเหล่าชายหนุ่มที่ยืนสงบเสงี่ยมไม่ต่างจากหัวหน้าของตนซูเจินเลื่อนสายตามองสตรีตรงหน้าแล้วหยุดยืนข้างสามีของนาง แต่ชายผู้นั้นกลับค่อยๆขยับออกห่างไปสองก้าว โอ้ ช่างรักภรรยาดีแท้สตรีนางนั้นมีดวงหน้างดงามดุดัน ไม่สวยอ่อนหวานแต่หากสวยจัดแบบสาวมั่นอย่างผู้หญิงในยุคปัจจุบัน รูปร่างสมส่วน ส่วนที่ควรมีก็มีอย่างเหลือล้น ไม่ว่าจะเป็นสะโพกหรือเอวบาง ที่สำคัญหน้าอกอันอวบอิ่มจนแทบจะทะลักนั่น เห็นแล้วนางก็อดที่จะเลื่อนสายตามามองยังอกน้อยๆของตนมิได้ ก่อนจะปลอบใจตนเองว่าเป็นเพราะร่างกายนี้ยังโตไม่เต็มที่ นางเพิ่งอายุสิบห้า อีกปีสองปีมันต้องใหญ่ขึ้นแน่แต่จะว่าไปนี่ใช่รังโจรแน่หรือ? ทำไมข้ารู้สึกว่าเป็นงานเลี้ยงของเหล่าดาราเลยล่ะ แต่ละคนหน้าตาดีกันทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง“เจ้าเป็นใคร?” เสียงของสตรีตรงหน้าทำให้ซูเจินหยุดมองรอบๆ ก่อนจะหันมองนางเล็กน้อยแล้วเดินไปหาชายคิ้วบากจับแขนเสื้อแล้วช้อนตามอง เขาสะดุ้งดึงแขนเสื้อออกแต่นางออกแรงดึงไว้ไม่ให้หลุด“ใครหรือเจ้าคะท่านพี่?” ซูเจินพูดแล้วมองนางพลางทำหน้าสงสัย มิได้นำพาอาการเหงื่อตกของบุรุษอีกคน“ท่านพี่? เฮอะ ว่าอย่างไรเฉินตงลู่ข้าเป็นใครอย่างนั้นหรือ?” นางมองจิกสามีจนแทบจะทะลุ สตรีที่ออกมาจากเกี้ยวช่างงดงามหยดย้อยดวงตากลมโตช่างคมเฉี่ยว ปากบางสีแดงสดกับรูปร่างอันบอบบาง จนอยากจะขยี้ให้แหลกคามือนั่นทำให้ใจนางสั่นไหวและอารมณ์ลุกโชน แถมสามีนางก็ยังยอมให้สตรีนางนั้นจับแขนเสื้อมิได้สะบัดออกอีก ช่างทำให้ใจนางคันยิบๆดีแท้“นะ…นางเป็นฮูหยินของข้า ฮูหยินเจ้าฟะ…” ซูเจินไม่รอให้เขาพูดอะไรได้อีก ปล่อยมือออกแล้วทำความเคารพนางทันที“น้องขอคารวะพี่หญิงเจ้าค่ะ”