แขกผู้มาเยือนนั่งจิบน้ำเย็นๆ พร้อมกับใช้สายตากวาดมองผ่านๆภายในห้องนั่งเล่นที่ใช้ต้อนรับแขก ภายในห้องตกแต่งไว้อย่างเรียบง่ายแต่สบายตาที่มุมมีชั้นหนังสือและโต๊ะด้านข้างมีกรอบรูปตั้งอยู่เป็ภาพถ่ายของหลินเยว่ซิงกับชายหนุ่มคนหนึ่งในอิริยาบถที่ดูสนิทสนมกันเย่อี้จ้านถึงหรี่ตามอง พยายามคาดเดาความสัมพันธ์ของทั้งสอง แต่ไม่นานก็เลิกคิดเพราะถึงอย่างไรเธอก็เป็เพียงผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือหลานสาวของเขาเท่านั้นแต่ก็อดใจแกว่งเล็กน้อยไม่ได้
“ขอบคุณที่พาเสี่ยวซิงมาส่งนะคะ” หลินลู่เสียนกล่าวหลังจากฟังเื่ราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด
เธอรู้สึกใที่ได้ฟังถึงวีรกรรมความกล้าหาญเกินสตรีของหลินเยว่ซิงเธอไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าลูกสาวของเธอจะมีฝีมือด้านการต่อสู้ด้วย‘เดี๋ยวค่อยถามรายละเอียดเสี่ยวซิงทีหลังก็แล้วกัน’ หลินลู่เสียนคิดในใจ
“ไม่เลยครับ ผมต่างหากที่ต้องเป็ฝ่ายขอบคุณหากไม่ได้คุณหลินเยว่ซิงช่วยไว้ ผมก็ยังไม่แน่ใจเลยว่าหลานสาวของผมจะปลอดภัยไร้รอยขีดข่วนแบบนี้หรือเปล่า”เย่อี้จ้านกล่าว
หลินลู่เสียนมองเย่อ้ายฉิงแล้วยิ้มด้วยความเอ็นดูในรูปลักษณ์ที่น่ารักของเธอเด็กน้อยเย่อ้ายฉิงนั่งชิดเย่อี้จ้าน พยายามแอบอยู่ด้านหลังอาของเธอเพราะอายที่ถูกคนแปลกหน้ามอง
“ชื่ออ้ายฉิงใช่ไหมลูก ยังกลัวอยู่ไหมคะ”หลินลู่เสียนถามเสียงอ่อนโยนและใจดี
เย่อ้ายฉิงค่อยๆโผล่ศีรษะออกมาจากด้านหลังของเย่อี้จ้านตอบเสียงเบา “ตอนนี้ไม่กลัวแล้วค่ะคนเลวถูกพี่สาวหลินตีไปหมดแล้วค่ะ”
“โอ้ พี่สาวหลินเก่งขนาดนั้นเลยเหรอ”หลินลู่เสียนอุทานเสียงสูง ทำหน้าตื่นเต้นและแปลกใจได้เหมือนมากจนไม่รู้ว่าแกล้งแปลกใจ หรือแปลกใจจริงๆ
“ใช่ค่ะ พี่สาวหลินเก่งมากแล้วยังเป่าเพี้ยงให้หนูด้วยค่ะ หนูหายเจ็บปิ๊งเลยค่ะ”เย่อ้ายฉิงลืมตัวว่าตนเองกำลังอายคนแปลกหน้าอยู่พยักหน้ายืนยันอย่างแรงว่าเธอพูดจริงแล้วยกแขนทั้งสองข้างขึ้นชูให้ดูว่าเธอไม่เจ็บตรงไหนเลย
“โอ้โห พี่สาวหลินก็เก่ง อ้ายฉิงก็เก่ง”หลินลู่เสียนกล่าวชมเด็กหญิงตัวน้อยและยิ้มให้เธอทำให้เย่อ้ายฉิงรู้สึกมั่นใจและภูมิใจในตัวเอง และไม่หลบหลังอาของเธออีก
‘อยากรู้เสียจริงที่คุณแม่ของคุณหลินเยว่ซิงบอกว่าเธอหายไปปีครึ่ง เื่ราวมันเป็มาอย่างไรแต่ถ้าถามมันจะเสียมารยาทหรือเปล่านะ’เย่อี้จ้านอยากรู้เื่ที่เขาได้ยินหลินลู่เสียนถามหลินเยว่ซิงว่าเธอหายไปไหนปีครึ่ง และดีใจที่เธอยังไม่ตาย แต่เขาไม่แน่ใจว่าหากเขาถามจะเป็การละลาบละล้วงเกินไปหรือไม่
‘แต่หากการที่เธอหายตัวไปเกิดจากการถูกลักพาตัวแล้วเธอหนีออกมาได้ เราอาจจะช่วยเธอเื่เอาผิดคนร้ายก็ได้นะเพราะลำพังครอบครัวเธอคงสู้ไม่ได้หากคนที่อยู่เื้ัเป็คนใหญ่คนโต’เย่อี้จ้านพยายามคิดหาข้อหักล้างกับคำว่าละลาบละล้วง
“เอ่อ ผมขอถามได้ไหมครับ”ในที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจถาม
“คะ?” หลินลู่เสียนเลิกคิ้วมองหน้าชายหนุ่มด้วยความสงสัย
“ผมได้ยินโดยไม่ได้ตั้งใจที่คุณบอกว่าคุณหลินเยว่ซิงหายไปและเธอยังไม่ตาย ไม่ทราบว่ามันหมายความว่ายังไงครับเผื่อว่าอาจจะมีอะไรลำบากที่ผมพอจะช่วยได้”
หลินลู่เสียนมองหน้าหลินเยว่ซิงเพราะเธอก็อยากรู้เช่นกันเมื่อเห็นเช่นนั้นทุกคนจึงหันไปมองหลินเยว่ซิงเป็ตาเดียว
“เอิ่ม...” เห็นสายตาของทุกคนมองมาที่เธอหญิงสาวก็อ้ำอึ้ง
“เกิดอุบัติเหตุตอนไปเที่ยวกับเพื่อนค่ะคุณแม่จากนั้นก็มีคนมาช่วยไว้แล้วหนูก็อยู่รักษาตัวที่นั่นนานเลยค่ะ”หลินเยว่ซิงมองหน้ามารดาแล้วตอบแบบรวบรัด
“แล้วทำไมลูกไม่ติดต่อแม่บ้างเลยล่ะไม่รู้หรือว่าพวกเราเป็ห่วง” หลินลู่เสียนถามด้วยสีหน้าน้อยใจ
“คือ คนที่ช่วยหนูไม่ได้ติดต่อกับคนภายนอกเลยน่ะค่ะอีกทั้งหนูก็ไม่แข็งแรงพอที่จะออกมาเอง แต่ทุกคนก็ใจดีกับหนูนะคะเพียงแต่ทั้งพวกเขาและหนูไม่รู้ว่าจะติดต่อกับคนที่นี่ได้อย่างไร”หญิงสาวกล่าวตามจริง แต่กล่าวไม่หมด
‘ฉันไม่ได้โกหกนะฉันไม่ได้ติดต่อกับคนนอกแดนบำเพ็ญเพียรเลยและไม่รู้วิธีติดต่อกับคนโลกปัจจุบันด้วย’ หญิงสาวกล่าวกับตัวเองในใจ
“แล้วลูกกลับมาได้อย่างไรล่ะ”หลินลู่เสียนยังไม่คลายความสงสัย
“หนูก็ไม่รู้ค่ะ กลับมาได้แบบงงๆ เหมือนกัน เดินวนๆอยู่ในป่าหลายวัน จู่ๆ ก็มาโผล่ที่ตีนเขาใกล้ๆกับที่ฉิงฉิงถูกจับมาขังไว้นั่นแหละค่ะป่านนี้คนที่นั่นก็คงเป็ห่วงหนูแทบแย่แล้วละค่ะ” หลินเยว่ซิงกล่าวจบก็มีใบหน้าเศร้าเมื่อเธอนึกถึงศิษย์พี่ โดยเฉพาะศิษย์พี่รองที่เห็นเธอกระเด็นตกจากเขาต่อหน้าต่อตาเขาต้องเป็ห่วงเธอมากแน่ๆ
ทุกคนที่ฟังขมวดคิ้วไม่แน่ใจว่าควรเชื่อเื่ที่เธอพูดดีหรือไม่ไม่รู้ว่าตลอด่เวลาที่ผ่านมาเธอได้ประสบกับอะไรมาบ้าง แต่ใบหน้าที่เศร้าสร้อยเมื่อเธอกล่าวถึงคนที่ช่วยเธอไว้พวกเขาคงดีกับเธอจริงๆ และเมื่อเธอบอกแบบนี้แล้วพวกเขาคงจะไม่สามารถเค้นเอาอะไรกับเธอได้ คงทำได้แค่เพียงทำเป็เชื่อเท่านั้น
“ไม่มีปัญหาอะไร และกลับมาอย่างปลอดภัยได้ก็ดีแล้วครับ”เย่อี้จ้านกล่าวปลอบ เมื่อเห็นใบหน้าเศร้าของเธอ
หลินเยว่ซิงกะพริบตาไล่ความคิดที่กำลังนึกถึงศิษย์พี่และอาจารย์ที่ตอนนี้ต้องกำลังเป็ห่วงและออกตามหาเธออยู่แน่ๆ
“ใช่ๆ เดี๋ยวลูกก็กลับไปบอกพวกเขาก็ได้นี่ว่าลูกกลับบ้านมาอย่างปลอดภัยแล้ว พวกเขาจะได้ไม่เป็ห่วง” หลินลู่เสียนกล่าวปลอบอย่างเข้าใจความรู้สึกของคนเป็ห่วง และนึกขอบคุณที่พวกเขาดูแลลูกสาวของเธอเป็อย่างดี
“กลับไปไม่ได้หรอกค่ะ” หลินเยว่ซิงกล่าวพร้อมกับถอนหายใจ
“ทำไมล่ะ” หลินลู่เสียนถามชายหนุ่มอีกสองคนก็สงสัยเช่นกัน
“หนูไม่รู้จะกลับไปที่นั่นได้อย่างไร เหมือนกับที่หนูไม่รู้ว่าจะออกจากที่นั่นเพื่อกลับบ้านได้อย่างไรนั่นแหละค่ะมันคงเป็โชคชะตา คุณแม่ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะ” หญิงสาวกล่าว
“คุณจำทางไม่ได้หรือครับ” เย่อี้จ้านยังคงสงสัย
หลินเยว่ซิงยิ้ม‘ฉันควรให้พวกเขารับรู้เพียงแค่นี้ก็พอแล้ว’
“ก็ประมาณนั้นแหละค่ะอีกอย่างพวกเขาก็เป็กลุ่มคนที่ไม่ติดต่อกับโลกภายนอก เราไม่ควรเข้าไปรบกวนเขาหากพวกเขา้าติดต่อกับหนูจริงๆ พวกเขาก็คงหาวิธีออกมาหาหนูเองนั่นแหละค่ะ”หลินเยว่ซิงตัดบทเพื่อไม่ให้พวกเขาคิดหาทางปลอบใจเธอด้วยการหาวิธีทำให้เธอได้กลับไปพบพวกเขาเพราะมันไม่มีทางเป็ไปได้ นอกจากมันจะเป็โชคชะตา
ทุกคนเข้าใจในสิ่งที่หญิงสาว้าจึงไม่พูดถึงเื่นั้นอีก
หลังจากพูดคุยกันอีกครู่ใหญ่เย่อี้จ้านก็ขอตัวกลับ
“นี่คือนามบัตรของผมหากคุณ้าความช่วยเหลืออะไรโปรดติดต่อผมตามนี้ได้เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ”เย่อี้จ้านยื่นนามบัตรของเขาให้หลินเยว่ซิง
“ค่ะ หาก้าความช่วยเหลือ ฉันจะติดต่อคุณค่ะ”หลินเยว่ซิงรับนามบัตรและกล่าวกับชายหนุ่ม
“พี่สาวหลิน หนูไปก่อนนะคะ บ๊ายบาย”เย่อ้ายฉิงกล่าวกับหลินเยว่ซิงพร้อมโบกมือเล็กๆลาอย่างน่ารักจนหญิงสาวอดไม่ได้ที่จะยื่นมือออกมาลูบศีรษะเล็กๆ ของเธอ
“บ๊ายบายค่ะ” หลินเยว่ซิงกล่าวและดึงมือกลับ
ขณะที่กลุ่มแขกกำลังจะเปิดประตูรถก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามาแล้วตรงเข้ากอดหลินเยว่ซิง
“พี่เยว่ซิง พี่กลับมาแล้ว”ชายหนุ่มกอดหลินเยว่ซิงแน่นแล้วนึกได้ จึงดันตัวเธอออกมองดูทั่วตัวจากนั้นจับบ่าทั้งสองข้างของเธอหมุนหน้าหมุนหลังเพื่อตรวจสอบ
“พี่เยว่ซิงจริงๆด้วย ผมว่าแล้วพี่ต้องยังไม่ตายพี่มีตรงไหนได้รับาเ็หรือไม่ พี่หายไปไหนมา พี่..” ชายหนุ่มรัวคำถามไม่หยุดและคำถามแทบจะไม่ต่างจากหลินลู่เสียน ยังถามไม่ทันจบหลินเยว่ซิงก็ใช้มือดันอกของชายหนุ่มที่ตัวสูงกว่าเสียก่อน
“พอแล้วๆ นายถามเยอะไปแล้วเสี่ยวเจ๋อแล้วก็เลิกจับตัวพี่หมุนเสียที พี่ไม่ใช่ลูกข่างนะ” หลินเยว่ซิงบ่น
แขกทั้งสามคนที่กำลังจะขึ้นรถชะงักค้างมองดูภาพตรงหน้า
“แล้วทำไมตอนนี้นายมาอยู่นี่ล่ะ วันนี้ไม่มีเรียนหรือหรือว่าโดดมา” หลินเยว่ซิงถาม
“ก็แหม พี่สาวกลับมาทั้งทีจะให้ผมมีกะจิตกะใจเรียนได้ยังไง พอป้าเจียงโทรบอกปุ๊บผมก็เผ่นแน่บกลับมานี่ทันทีเลย” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวเจ๋อตอบสีหน้าและแววตายังคงตื่นเต้นไม่หาย
“ถ้างั้น เราเข้าไปคุยกันในบ้านเถอะ” หญิงสาวเอ่ยชวนเหลือบมองแขกทั้งสามทีหนึ่ง เห็นพวกเขายังไม่ไปแต่เธอก็ไม่สนใจจะแนะนำคนที่มาใหม่ให้พวกเขาได้รู้จักเธอหันหลังกลับเข้าบ้านพร้อมชายหนุ่มที่มาทันที
เย่อี้จ้านหันไปพยักหน้าให้มู่เป่าจากนั้นทั้งสามคนก็เข้าไปในรถและขับออกไป
‘ดูจากท่าทางที่สนิทสนมและคำพูด พวกเขาคงจะเป็พี่น้องกันสินะ’เย่อี้จ้านคิดในใจ และรู้สึกจิตใจปลอดโปร่งขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุมุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัวมู่เป่าที่ทำหน้าที่เป็คนขับรถชั่วคราว มองหน้าเ้านายผ่านกระจกหลัง
“สนใจเธอหรือครับ” มู่เป่าถาม
เย่อี้จ้านตีสีหน้าเรียบนิ่งแล้วถาม“นายกำลังพูดถึงใครเหรอ”
“หึหึ ถ้าประธานเย่ไม่รู้ หรือไม่สนใจก็ช่างมันเถอะครับ ถือเสียว่าผมไม่ได้ถาม” มู่เป่าหัวเราะเบาๆ
การที่มู่เป่ากล้าถามเ้านายแบบนี้ก็เนื่องจากเขาเป็เลขาคนสนิท เป็บอดี้การ์ดเมื่อจำเป็และยังเป็กึ่งเพื่อนกับเย่อี้จ้านอีกด้วย เพราะวัยของพวกเขาใกล้เคียงกันอีกทั้งมู่เป่ายังได้รับการสนับสนุนส่งเสริมหลายๆ ด้านจากเย่เทียนไห่ปู่ของเย่อี้จ้าน ั้แ่ตอนที่เขาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยปีหนึ่งแล้ว
พ่อบ้านของเย่เทียนไห่เป็คนพามู่เป่ามาในบ้านตระกูลเย่เมื่อเย่เทียนไห่เห็นหน่วยก้าน ทักษะการต่อสู้ และความหัวไวของมู่เป่าก็ชอบใจจึงสนับสนุนส่งเสริมให้มู่เป่าเรียนพร้อมๆ กับเย่อี้จ้านเพื่อหวังให้เย่อี้จ้านมีลูกน้องฝีมือดีที่ไว้ใจได้พ่อบ้านย้ำกับมู่เป่าให้เขาสำนึกในบุญคุณ เคารพเชื่อฟังและดูแลความปลอดภัยให้นายน้อยเย่อี้จ้านด้วย แม้เย่อี้จ้านจะรู้จุดประสงค์ของเย่เทียนไห่แต่เขาก็ปฏิบัติกับมู่เป่าเหมือนเป็ทั้งลูกน้องและเพื่อนจึงไม่แปลกหากลูกน้องอย่างมู่เป่าจะถามหรือเสนอความคิดเห็นของตนเองต่อเ้านายอย่างเย่อี้จ้าน
“ฉันคิดว่าเธอน่าสนใจดี” เย่อี้จ้านตอบหลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
แม้ว่ามู่เป่าจะคิดไว้แล้วว่าเ้านายของเขาดูเหมือนจะสนใจหลินเยว่ซิงแต่เมื่อได้ยินจากปากของเ้าตัว ก็อดที่จะเลิกคิ้วสูงด้วยความแปลกใจไม่ได้เพราะเ้านายของเขาไม่เคยสนใจผู้หญิงคนใดมาก่อนเลยจริงๆในหัวมีแต่เื่งานและพี่ชายเสียส่วนใหญ่
“แต่ฉันก็ยังไม่ได้สนใจอะไรเธอมากนัก เพียงแค่เธอหน้าตาดีกล้าหาญดี และดูไม่เข้าหาฉันเพื่อหวังผลประโยชน์ก็เท่านั้น” เย่อี้จ้านกล่าวต่อ
“อ้อ ครับ” มู่เป่ามองเย่อี้จ้านผ่านกระจกมองหลังยิ้มบางๆ แล้วกล่าวลากเสียงรับรู้