ตอนที่ 4 ห้วงฝันประหลาด
เิหลงเย่ยังยืนอยู่กลางลาน ร่างแน่นิ่งในท่วงท่าตั้งตรง ทว่าเมื่อพินิจดูให้ละเอียดแล้ว าแที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อผ้าผ้าป่านซีดนั้นกลับปรากฏชัดขึ้นทุกขณะ ดวงตาข้างขวาของเขาบวมเป่งจนเปิดไม่เต็มที่ สีม่วงคล้ำแพร่ลามจากเปลือกตาจนถึงโหนกแก้ม กลายเป็รอยฟกช้ำที่เห็นได้ชัดเจนแม้ในแสงยามสายอ่อน รอยถากจากหมัดตรงบริเวณไหล่ซ้าย ข้อศอก และสะโพก ขับเืออกเป็จุด ๆ ซึมผ่านเนื้อผ้าอย่างเชื่องช้า
รอยฟกช้ำกระจายอยู่ทั่วเรือนร่างราวกับเขาแบกรับการปะทะจากหมัดนับร้อยราวไร้เกราะกำบัง หากกระนั้น…ร่างของเขากลับยืนอย่างมั่นคง แขนขาไม่สั่น เส้นหลังยังตรงไม่เอน แม้ฝ่ามือจะเปื้อนเื แม้ฝ่าเท้าจะเปื้อนฝุ่น
บนใบหน้านั้นไม่มีความเ็ป ไม่มีความยินดีมีเพียงความนิ่ง---นิ่งอย่างคนที่ไม่ได้สนใจว่าตนเองชนะหรือแพ้และเพียงแค่นั้น...ผู้คนรอบลานก็ไม่อาจละสายตาจากร่างที่ปูดบวมและเปอะเปื้อนเืนั้นได้เลย
เสียงจากผู้ชมเริ่มเบาลงแล้วค่อย ๆ ปะปนเป็กลุ่มคำกระซิบกระซาบ “เขา...ไม่คิดจะพูดหรือร้องไห้เลยจริงเหรอ?” เด็กชายจากกลุ่มราชสีห์ยืนกอดกระบองไม้ไว้แน่น กระซิบกับเพื่อนที่ยืนตัวแข็งอยู่ข้างกาย “ข้าว่าถ้าเป็ข้า เจ็บขนาดนั้น ข้าคงร้องไห้แล้ว…”
เพื่อนของเขาไม่ตอบ แค่พยักหน้าเบาบาง ขณะสายตายังจ้องตามแผ่นหลังเปื้อนเืของเิหลงเย่
เิหลงเย่เริ่มขยับฝ่าเท้า เขาหันขวับย่างก้าวออกจากวงลานประลองด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ หากแววตาที่มั่นคงและแน่วแน่นั้นล้วนสะกดใจผู้จ้องมอง เท้าที่เปื้อนฝุ่นกดย่ำลงกับพื้นดินแข็ง แผลช้ำใต้ตาเริ่มปวดร้าวเพราะแสงแรงขึ้น ข้อศอกเจ็บจี๊ดทุกครั้งที่แขนแกว่งตามจังหวะเดิน เขาไม่คิดหันไปมองเจิ้นเทียนที่นอนสลบ อย่าหาได้ใช่เพราะเิหลงเย่ไม่คิดช่วยเหลือ แต่ทว่า เขาค่อนข้างเข้าใจเจิ้นเทียนผู้นี้ดี---เจิ้นเทียนไม่้าความช่วยเหลือจากศัตรูของเขา…
ระหว่างที่เขาเดินห่างออกไป กลุ่มราชสีห์เริ่มกรูกันเข้ามา…นู่ไห่ซึ่งเฝ้ามองอยู่จากเงาศาลาไม้ด้านหลังลาน เคลื่อนตัวเร็วที่สุด “จ้าวซุน ไปหายาจากตระกูลจ้าว! หลิวหาน ประคองหัวเขาไว้” คำสั่งของเขาเด็ดขาดชัดเจน
เขาเข้าไปตรวจสอบสภาพร่างกายของเจิ้นเทียน ถึงแม้บิดาของเจิ้นเทียนจะส่งเสียงตักเตือน ถึงกระนั้น ผู้เป็บิดามิได้มาดูสภาพของบุตรชายแต่อย่างใดและไม่มีผู้ใดในที่แห่งนี้คิดตำหนิเขา สำนักการทหารต่างเข้มงวดอย่างมาก พวกเขาเชื่อว่ายอดฝีมือต้องเติบโตท่ามกลางความยากลำบาก
การจัดการของเหล่าชายหนุ่มล้วนดำเนินการอย่างรวดเร็ว ไม่นาน หมอตระกูลจ้าวกลับเดินทางมาด้วยตนเอง
ขณะเดียวกันนั้นเอง กลุ่มดอกบัวซึ่งเป็กลุ่มเดียวที่ดูกระอักกระอ่วนหลังจากได้รับชัยชนะ ในขณะนี้พวกเขากลับเงียบงันที่สุดในลาน ไม่มีใครกล้าเข้าไปหาเิหลงเย่ แม้พวกเขาล้วนมีความ้าอยากช่วยเหลือเต็มอก ทว่ากลับไม่มีใครกล้ายื่นมือ มีเพียงสายตาหลายคู่ที่ติดตามแผ่นหลังของชายหนุ่มไปอย่างเงียบงัน
“ให้ข้าไปเถอะ!” เด็กชายตัวเล็กที่สุดในกลุ่มพูดขึ้น พร้อมถือขันน้ำจะวิ่งตาม
ไป๋จิ่นหลางคว้าไว้ทัน เขาส่ายหน้า “วางไว้ใต้ต้นจันหอม เขาอาจจะหยิบมันเอง”
เด็กคนนั้นพยักหน้า วางขันลงอย่างระมัดระวัง แล้วหันหลังกลับ
เิหลงเย่ไม่หันกลับ เขาเพียงเดินเข้าสู่ถนนสายหลักของหมู่บ้านที่เรียงรายด้วยบ้านไม้ชั้นเดียวกว่าสิบหลัง สร้างเรียงตัวลดหลั่นตามเนินเขา ถนนกรวดละเอียดบดอัดแน่นด้วยฝีเท้าชาวบ้านนับสิบปี ผิวทางมีรอยเท้าเล็กใหญ่ซ้อนกันจนดูคล้ายลายผ้าทอ
บ้านหลังแรกใกล้ลานประลองที่สุดนั้นเป็ของตระกูลหู หนึ่งในตระกูลดั้งเดิมที่ร่วมบุกเบิกหมู่บ้านหยกขาวั้แ่ครั้งยังไม่มีชื่อในแผนที่ ตระกูลของพวกเขาคือคนเลี้ยงแพะที่หลบหนีภัยจากศึกามายังหุบเขานี้และได้พบสมณะเฒ่า เรือนไม้ของตระกูลหูเป็หลังคาทรงลาดมุงจากเก่า ๆ ที่เปลี่ยนใหม่ปีเว้นปี รอบบ้านล้อมรั้วไม้ไผ่ที่ปักเรียงเอียงบ้างตรงบ้างตามฝีมือคนแก่หน้ามืดแต่ใจมั่น ริมรั้วมีกระถางดินเผาเรียงกันสามใบ ภายในปลูกสมุนไพรโบราณที่สืบต่อมาเฉพาะตระกูลหู---สมุนไพรที่ไม่มีบันทึกในตำรายาเมืองหลวงใด ๆ
ต้นแรกคือ "เถากลืนเสียง" ใบเรียวยาว ขอบใบมีขนสีเงิน เมื่อขยับจะไร้เสียงโดยสิ้นเชิง เคยใช้ต้มไอลดเสียงสะอื้นในเด็ก และช่วยให้สัตว์สงบเมื่อขวัญเสีย
ต้นถัดมาคือ "มอสหายรอย" เป็แผ่นเล็กสีเขียวอมม่วงขึ้นบนหินร้อน ใบเหมือนเกล็ดงู เมื่อบดกับขิงจะช่วยให้รอยฟกจางราวไม่มีอยู่ ทาในคืนแรกแผลจะหายเร็วกว่าครึ่ง
ต้นสุดท้าย "รากพันลมหายใจ" แตกเส้นรากออกจากกระถาง คล้ายใยแมงมุม กลิ่นดินอุ่นชัดเจน ตากแห้งบดผสมน้ำผึ้งช่วยให้หายใจสะดวก และโรยในคอกสัตว์เพื่อกันลมเย็นจนรุ่งสาง
ใต้กิ่งมะยมมีคอกแพะขนาดย่อมที่มีเพียงไม้ระแนงสองสามชิ้นพอให้กันลมยามค่ำคืนที่มีเพียงไม้ระแนงสองสามชิ้นพอให้กันลมยามค่ำคืน
“ใช้น้ำ ล้างหน้าหน่อยเถอะ…เย่เอ๋อร์” เสียงนางนุ่มนวลพอให้ได้ยิน แต่ไม่ดังเกินจำเป็
เิหลงเย่หันไปมองหยุดฝีเท้าชั่วครู่ รับขันด้วยท่าทีนอบน้อมก่อนจะยกขันขึ้นแนบหน้าผากพลันเทราดลงมา น้ำเย็นเฉียบกระทบแผลฟกช้ำโดยตรงพลางวางคืนให้เป็ระเบียบ “ขอบคุณขอรับ ท่านย่าหู”
ท่านย่าหูแย้มยิ้มเล็กน้อย นางเคยชินกับพิธีประลองที่เพิ่งก่อตั้งแล้ว ่แรกย่อมใอยู่บ้างที่เด็กต้องมาต่อยตีกันจัดลำดับอำนาจ แต่เมื่อนึกย้อนถึงอดีตของตนเอง นางกลับยอมรับพิธีประลองนี้อย่างยินยอม อย่างไรก็ตาม หญิงชราล้วนเข้าใจว่าาแของเิหลงเย่หนักหนากว่าปกติ นี่ล้วนหมายถึงคู่ต่อสู้ของเขาคงหนักหนาสาหัสกว่านี้…
หลังจากเิหลงเย่เดินเท้าออกไปได้ครู่ใหญ่ หญิงชราหยิบน้ำขิงข้างครกขึ้นมาจิบ “เจิ้นเทียนเลือกสายการทหารตามบิดาสินะ…”
เิหลงเย่ก้าวเดินต่อมาจนถึงบ้านตระกูลเมิ่ง อีกหนึ่งตระกูลดั้งเดิมที่เคยร่วมก่อดินถมเนินเพื่อสร้างหมู่บ้าน พวกเขาเป็ชาวนาแต่โบราณ มีความรู้ในการคัดพันธุ์ข้าวที่สืบต่อกันมาสี่ชั่วอายุคน ภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันด้วยคำพูดล้วน ๆ ไม่มีบันทึกบนกระดาษแม้แต่แผ่นเดียว
หน้าบ้านของพวกเขาถูกล้อมด้วยรั้วไม้ไผ่ถักที่ทอเงาเป็ลายตารางลงบนพื้นดินภายใน สวนผักมีทั้งผักชี ต้นหอม ใบแมงลัก และผักพื้นบ้านที่มีชื่อเฉพาะหมู่บ้าน เช่น ใบซ่วนซา ที่มีกลิ่นฉุนคล้ายผักชีแต่เผ็ดปลายลิ้น ขอบแปลงผักปูด้วยแผ่นหินเรียงตัวเป็ระเบียบอย่างไร้รอยดินกระเซ็น แต่ละแปลงมีป้ายไม้สลักชื่อพันธุ์ด้วยลายมือของแม่เมิ่งเองซึ่งยังเขียนด้วยพู่กันจุ่มหมึก
บนระเบียงไม้มีขวดแก้วเรียงรายใส่น้ำหมักจากข้าว เศษใบไม้ และเปลือกผลไม้หมักไว้ใช้รดต้นไม้ แม่เมิ่งที่กำลังนั่งคัดถั่วลันเตาอยู่ตรงบันได เด็กหญิงลูกสาวยืนพิงกรอบหน้าต่างชั้นล่าง เธอส่งเสียงถามเบา ๆ “แม่... เขาเจ็บมากไหม?”
แม่เมิ่งหันไปมองยังทิศที่บุตรสาวเอ่ยถาม เมื่อเห็นเป็เิหลงเย่ แววตาของนางเกิดความเปลี่ยนแปลงยากสังเกต ก่อนจะเอ่ยอย่างเข้มงวด “เ้าลองเดินแบบนั้นสักวัน แล้วเ้าจะรู้” แม่เมิ่งกล่าว ขณะตักถั่วลงตะกร้าอย่างไม่เร่งรีบ
เิหลงเย่ล้วนได้ยินคำกล่าว อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มมุ่งหน้าต่อ เบื้องหน้าของเขาคือต้นโพธิ์กลางหมู่บ้าน
ต้นโพธิ์ที่สูงใหญ่กว่าบ้านใดในหมู่บ้านหยกขาว ใบเป็กลีบมนปลายแหลม เรียงตัวแน่นจนทึบแสง ยามลมพัดผ่าน จะเกิดเสียงเสียดแ่คล้ายเสียงลมหายใจของผู้ชรา เงาของมันทอดครอบลานกลางหมู่บ้านเกือบทั้งหมดในยามสาย เป็จุดที่เด็ก ๆ มักรวมตัวเล่นเงาไล่แสง และผู้ใหญ่ใช้วางหาบยามพักเหนื่อย ผู้เฒ่าสามคนนั่งพิงรากไม้ใหญ่ที่โผล่พ้นดินเป็ระลอกคลื่น ราวกับรากนั้นกำลังโอบประคองคนทั้งสาม
คนแรกคือ "ตาเจี่ยน" แห่งตระกูลเจี่ยน อดีตนายช่างไม้ที่เคยร่วมขุดเสาไม้ต้นแรกของศาลาอาราม
คนที่สองคือ "ลุงเซ่อ" แห่งตระกูลเซ่อ ผู้เคยตัดไม้ในหุบเขาร่วมกับตาแก่หลายคนเมื่อหกสิบปีก่อน
คนสุดท้ายคือ "ตาฟาง" แห่งตระกูลฟาง อดีตขุนพลที่สละดาบวางยุทธศาสตร์เพื่อพึ่งป่าและสงบใจใต้คำสอนของสมณะเฒ่า
หนึ่งในนั้นพึมพำว่า “เขาเดินหลังไม่ค่อม นี่สำคัญกว่าชัยชนะเสียอีก” หลังจากนั้นล้วนตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่คนเฒ่าคนแก่ต่างเข้าใจกันและกัน เิหลงเย่หยุดยกมือไหว้ทั้งสามคน พวกเขายิ้มรับอย่างเงียบ ๆ คนหนึ่งลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า คว้าขันดินเผาใบเล็กยื่นให้
“ใส่น้ำใบเตยไว้เมื่อคืน ขมเล็กน้อยแต่ดับร้อนดี”
เิหลงเย่รับมาดื่มจนหมดแล้วค้อมตัวให้อีกครา คราวนี้เขาอยากกล่าวขอบคุณ ทว่าเมื่ออยากขยับเปิดปากล้วนรู้สึกเ็ปทรมานอย่างยิ่ง เลยตัดสินใจเดินหน้าต่อในทันที
ใกล้เชิงเขาคือเรือนตระกูลจ้าว เรือนไม้ทรงลึกหน้ากว้าง หลังคามุงกระเบื้องเรียบ ผนังด้านหน้าแขวนเถาวัลย์สมุนไพรไว้เต็มแนว ทั้งแห้งและสดเรียงอย่างมีระบบตามฤดูสมุนไพร ตากด้วยวิธีแขวนกลับหัว ใช้ลมจากช่องเขาที่พัดผ่านเป็ตัวหมุนเวียนแทนการผึ่งแดดโดยตรง
ใต้มุ้งลวดไม้ไผ่ มีถาดไม้เรียงเป็ชั้นใช้ตากเปลือกสมุนไพร บางส่วนบดหยาบและหมักด้วยน้ำขิงเก่า กลิ่นเฉพาะของบ้านนี้ไม่ใช่กลิ่นหอมสดชื่น หากแต่ขมและลึกคล้ายกลิ่นรากไม้เปียกฝนเจือขี้ผึ้งเก่า เป็กลิ่นที่เมื่อสูดลึกจะรู้สึกเหมือนตื่นจากฝันไข้กลางฤดูฝน พวกเขาเป็ผู้สืบสานตำราหมอเก่า จ้าวซื่อหานยืนอยู่ใต้ชายคา ใบหน้าขาวซีดเล็กน้อยจากการอดนอน นางหยิบห่อยาสมุนไพรที่ห่อด้วยใบตองและผ้าปอกระเจาสีเทา ยื่นให้เขาด้วยมือที่มั่นคง
“สำหรับแผลเปิดกับกล้ามเนื้อช้ำ เ้าทาคืนนี้ก่อนนอน พรุ่งนี้เช้าค่อยเปลี่ยนใหม่”
เิหลงเย่รับไว้ด้วยสองมือ ผงกศีรษะขอบคุณ “ข้าจะใช้ให้หมดขอรับ” เมื่อกล่าวประโยคนี้ เขาเริ่มััได้ถึงความเจ็บแสบบริเวณหน้าอกอย่างรุนแรง ชายหนุ่มกัดฟันแน่นก้าวฝ่าเท้าต่อไป
จากนั้นเขาก็เดินต่อสู่ทางขึ้นอารามที่คดเคี้ยวไต่ตามแนวเนินเขา เส้นทางแคบเรียงด้วยก้อนหินหยาบที่ดูสะอาดสะอ้านผิดกับความห่างไกลของสถานที่แห่งนี้ ชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างมาขัดตะไคร้น้ำกันเป็ประจำเพื่อความปลอดภัย มันสามารถสังเกตเห็นกลุ่มพุ่มไม้เตี้ยริมทางไหวไกวเบา ๆ ในลมสายแรกของบ่าย แซมด้วยดอกสีขาวเล็กจางเหมือนแสงแดดที่ตกกระทบบนผิวผา
มอสบางจุดขึ้นหนาแน่นใต้เงาไม้สูง กลิ่นดินเปียกแฝงอยู่ในอากาศ เยือกเย็นแต่ไม่ชื้น เหมือนกลิ่นแห่งการรอคอยที่ไม่กล่าวเป็คำ เขาเดินผ่านเงาไม้ที่สาดทับลงบนบ่าช้า ๆ เงาเ่าั้ดูเหมือนจะคลี่คลุมร่างเขาไว้ ทั้งปกป้องและปล่อยให้เดียวดายในเวลาเดียวกัน
เิหลงเย่เปิดประตูอารามมุ่งหน้าไปยังโรงอาบน้ำในทันที ชายหนุ่มถอดเสื้อและกางเกงออก ตั้งไว้มุมหนึ่งของโรงอาบน้ำ เผยาแเปิดและรอยฟกช้ำมากมายใต้เนื้อผ้า ชายหนุ่มเริ่มตักน้ำจากถังเทราดส่วนที่เป็แผลเปิดเือาบอย่างพิถีพิถัน ความเจ็บแสบมิต้องกล่าวถึง กระนั้น มันกลับไม่มีเสียงร้องคร่ำครวญอันใดในอาราม
หลังจากทำความสะอาดร่างกายเสร็จสรรพ เิหลงเย่ตัดสินใจไปที่ห้องนอนของตนเองอย่างไม่ลังเล ชายหนุ่มััได้ถึงความเหนื่อยล้ารุนแรงที่จู่โจมเปลือกตาของเขา เมื่อมาถึงห้อง ชายหนุ่มยังข่มกลั้นถอดเสื้อผ้าและใช้สมุนไพรจากจ้าวซื่อหานทาบริเวณแผลเปิดและรอยฟกช้ำ
หลังจากใช้ผ้าขาวที่ชาวบ้านมอบให้เขาพันแผลหลายทบ ชายหนุ่มพลันทิ้งตัวลงนอนแล้วหลับไป
เิหลงเย่ค่อย ๆ ได้สติขึ้นมาทีละน้อย
เขาลืมตาตื่นขึ้น มันกลับหาได้ใช่ห้องพักของเขาไม่ ทว่ากลับเป็ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา หญ้าสีเขียวเข้มกำลังพลิ้วไหว ไม่ใช่หมู่บ้าน ไม่ใช่อาราม และไม่ใช่ที่ใดที่เขาเคยรู้จักในชีวิต
แต่กลับ...ไม่รู้สึกแปลกแยกแม้แต่น้อย
ใต้ต้นโพธิ์ทองที่สูงตระหง่านราวกับค้ำจุนโลกคือโต๊ะไม้ยาวทอดตัวกลางทุ่งหญ้า มันประกอบด้วยเก้าอี้สิบสองตัววางเป็ระเบียบขนาบข้างซ้ายและขวา แผ่นไม้เรียบเนียนแม้ไม่ได้ขัดเงาและที่ปลายสุดของโต๊ะ มันมีเก้าอี้ไม้สลักอีกหนึ่งตัวสูงใหญ่ดั่งบัลลังก์วางเด่นโดดเดี่ยว เิหลงเย่นั่งอยู่บนนั้นแล้วทั้งที่ไม่รู้ว่าตนเดินเท้ามาจากทางใด ด้านหลังห่างออกไปคือหอระฆังสูงใหญ่ เสาสีเทาเข้มตระหง่านขึ้นฟ้า บันไดเกลียวหมุนวนจากพื้นสู่ฟ้าไร้จุดสิ้นสุด เสียงลมไหลผ่านแนวบันไดแ่เบาราวกับเสียงเพรียกจากเบื้องบน
รอบกายของเขานิ่งสงบ---จนกระทั่ง…
เก้าอี้สามตัวซึ่งวางเว้นระยะห่างรอบโต๊ะไม้กลางลานพลันมีเงาดำปรากฏขึ้นโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ ไม่ใช่พวกเขาเดินเข้ามา ไม่ใช่พวกเขาลุกขึ้นนั่ง แต่พวกเขา “อยู่ตรงนั้น” ั้แ่แรก---เพียงแต่สายตาเพิ่งรับรู้ว่าเงาเ่าั้ “มีอยู่”
เงาสตรีเรียวยาวนั่งสงบ มือทั้งสองประสานกันบนตัก แสงสลัวสีเขียวจางคล้ายหมอกโอสถล้อมรอบตัวนาง พาดผ่านพนักเก้าอี้เหมือนกลิ่นจาง ๆ ไม่มีการไหว ไม่มีเสียงหายใจ แต่น่าแปลกที่ทุกคนล้วนััได้---นางกำลัง “ฟังอย่างตั้งใจ”
ฝั่งตรงข้ามของเงาอิสตรีล้วนเป็เงาดำสลัวสูงใหญ่ราวกับเงาของบุรุษสองคน เงาชายที่นั่งเอนเล็กน้อย ไหล่ขวาตก ไหล่ซ้ายเกร็ง เสี้ยวรูปร่างของเขาดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่มีสีหน้า บางทีเก้าอี้ของเขาอาจไม่มั่นคง---หรือบางที เป็ความรู้สึกของเขาเองที่ไม่มั่นคงเมื่อนั่งอยู่ตรงนี้
อีกเงาหนึ่งเป็เงาของนักดาบผู้นั่งตรงราวรูปปั้น ดาบที่ไม่มีอยู่จริงแนบอยู่หลังเก้าอี้เงียบงัน เส้นขอบของเงาคมกริบแผ่รัศมีความดุดันทรงพลังอำนาจ---แต่ไร้การเคลื่อนไหว เขาไม่หันไปมองใคร ไม่แม้แต่คนที่นั่งหัวโต๊ะ...แต่เขารู้ว่าทุกคนอยู่
ระยะเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งก้านธูป ท่ามกลางความเงียบสงัด เงาร่างของอิสตรีคล้ายจะหมดความอดทนเอ่ยปากขึ้นมา นางมองไปทางเงานักดาบที่แผ่มรรคาสายการทหารแจ่มชัด ถึงขั้นรับรู้ได้เลยว่าเขาแข็งแกร่งกว่านางมาก
“ท่านทราบหรือไม่…สถานที่แห่งนี้คือที่ใดกัน?”