บทที่ 5 มันฝรั่งย่าง
หวังฟางมองดูสิ่งที่อยู่ในมือลูกสาวอย่างละเอียดภายใต้แสงไฟสลัว ๆ จากการเผาฟืน เธอร้องออกมาด้วยความดีใจ "โอโห มีมันฝรั่งตั้งสองหัวเลยเหรอ?"
"ใช่ค่ะ" หลี่ซิงเหอยิ้มอย่างพึงพอใจมองดูแม่ของเธอตื่นเต้นที่ได้เห็นมันฝรั่ง จากนั้นก็หยิบคีมเหล็กที่ใช้จุดไฟมาคุ้ยเขี่ยขี้เถ้าที่เพิ่งไหม้เสร็จในอ่าง วางมันฝรั่งสองหัวลงไป แล้วกลบด้วยขี้เถ้าที่ยังร้อน ๆ
"ไปแลกมาจากบ้านลุงหยางเหรอ?"
"ค่ะ วันนี้หนูได้ฟืนมาเยอะ อีกอย่างวันนี้หยางเฉินก็กลับบ้านด้วย ป้าเลยดีใจใหญ่ เลยเอามันฝรั่งสองหัวมาแลกฟืนของหนู"
หวังฟางพยักหน้าเบา ๆ "ซิงเหอ… วันนี้ลูกคงเหนื่อยมากสินะ" เธอมองดูกองฟืนบนพื้นพลางถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย
"ไม่ต้องห่วงนะแม่ หนูยังเด็กอยู่ มีแรงเหลือเฟือใช้ยังไงก็ไม่หมดหรอกค่ะ"
หลี่ซิงเหอโยนฟืนลงในอ่างทีละกำใหญ่ คืนนี้ห้องเก็บของอบอุ่นดี เปลวไฟในอ่างสะท้อนระยิบระยับอยู่ในดวงตาของผู้หญิงทั้งสอง
เวลาผ่านไปไม่นาน กลิ่นหอมของมันฝรั่งย่างก็ลอยเข้าจมูก
มันฝรั่งถูกย่างจนไหม้ดำไปทั้งหัว เธอก็ทราบทันทีว่าข้างในต้องสุกแล้วแน่นอน หลี่ซิงเหอเขี่ยมันฝรั่งไปไว้ที่ขอบอ่าง อากาศหนาวเหน็บทำให้มันฝรั่งเย็นลงอย่างรวดเร็ว เธอรีบคว้ามันขึ้นมา ก่อนจะใช้มือทั้งสองข้างประคองไว้ พลางเป่าเบา ๆ สองสามครั้งเพื่อทำให้เถ้าชั้นนอกสุดร่วงหล่นลงมา
เมื่อแกะออกแล้ว ภายใต้ความไหม้ของเปลือกเผยให้เห็นเนื้อมันฝรั่งสีเหลืองทอง เนื่อนุ่ม ๆ ส่งกลิ่นหอมกรุ่นไปทั่วห้อง
เธอส่งมันฝรั่งหัวใหญ่ให้แม่ แล้วหยิบอีกหัวขึ้นมากินเอง ‘อืม นี่คงเป็มันฝรั่งย่างที่อร่อยที่สุดั้แ่เกิดมา ส่วนที่ติดไหม้เป็ส่วนที่อร่อยที่สุด มีกลิ่นหอมไหม้ เนื้อในแห้งนุ่ม’
"แม่คะ แม่เคยคิดไหมว่าเราสองคนแม่ลูกจะออกไปจากบ้านหลังนี้?" เธอถามพลางกินมันฝรั่งไปด้วย
หวังฟางชะงักเล็กน้อย "ซิงเหอ? แม่แต่งงานกับพ่อของลูกแล้ว ถ้าไม่อยู่ที่นี่จะไปอยู่ที่ไหน? อีกอย่าง อยู่ที่นี่ยังมีที่ซุกหัวนอน แต่ถ้าออกไปข้างนอก เราสองคนแม่ลูกจะไปอยู่กันที่ไหน?"
เมื่อได้ฟังคำพูดของหวังฟาง เธอจึงก้มหน้ากินมันฝรั่งต่อโดยไม่พูดอะไร
"เป็อะไรไป? พ่อตีลูกอีกแล้วเหรอ? ตีตรงไหน? เจ็บมากไหม?"
"ไม่ค่ะ ไม่มีอะไรหรอกแม่ หนูแค่ถามเฉย ๆ น่ะ กินกันดีกว่าค่ะ" เธอพูดจบก็ยิ้มกว้างให้หวังฟาง
หวังฟางได้ยินว่าลูกสาวไม่ได้โดนตี ก็โล่งใจขึ้นมา
แม่ลูกสองคนห่มผ้าห่มแน่น ข้าง ๆ มีอ่างไฟตั้งอยู่ แสงไฟสลัวเผยให้เห็นเงาของทั้งสองคนบนผนัง ่เวลานี้คือความสุขเล็ก ๆ ท่ามกลางชีวิตที่ยากลำบาก
คืนนี้ หวังฟางกินอิ่มจนเต็มท้อง จึงหลับสบายด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม
ในความมืดมิดนี้ หลี่ซิงเหอมองเงาร่างผอมบางของพลางคิดในใจว่า ‘แม่ หนูได้ของวิเศษมาแล้ว หนูจะต้องทำให้แม่อ้วนท้วนสมบูรณ์ให้ได้!’
พอคิดถึงตรงนี้ เธออยากให้ถึงตอนเช้าเร็ว ๆ จะได้ขึ้นเขาไปเก็บให้เต็มพื้นที่มิติ
เช้าที่แสนสดใสที่เธอรอคอยก็มาถึง หลังจากทำอาหารเช้าตามปกติ จัดการทุกอย่างในบ้านเรียบร้อยแล้ว หลี่ซิงเหอก็ออกไปทำงานในลานบ้าน พลิกดินที่เหลือสำหรับเตรียมปลูกพืชรอบใหม่ ใช้เวลาอยู่พักหนึ่งถึงจะทำงานจนเสร็จ เมื่อเธอจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว เธอจึงรีบล้างมือแล้วสะพายตะกร้าออกจากบ้าน
คราวนี้หลี่ซิงเหอไม่ต้องก้มหน้าทำงานอย่างทรมานอีกต่อไป ด้วยพลังของพื้นที่มิติ เธอจึงเก็บฟืนได้เป็กองเท่าูเาได้อย่างรวดเร็ว กองฟืนเ่าั้อยู่ในพื้นที่มิติเธอไปแล้วเกือบครึ่ง!
เมื่อเก็บฟืนเสร็จเร็ว เธอจึงมีเวลาอีกมากในการหาเสบียงอาหาร ผักป่าเล็ก ๆ ก็ยังคงมีเท่าเมื่อวาน ต้องเดินไปสักหน่อยถึงจะเจอกองหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้มีมากนัก
ตอนนี้ไม่มีของหนักติดตัวแล้ว เธอรีบเดินมาเรื่อย ๆ จนถึงป่าสนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง หมู่บ้านนี้อยู่ในเขตกึ่งหนาวเย็น บนูเาจึงมีป่าสนกระจายตัวอยู่ประปราย
ในฤดูร้อน ป่าสนมักจะมีเห็ดงอกขึ้นนานาชนิด แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่ฤดูที่เหมาะสำหรับการเข้ามาในป่าสนแน่นอนเพราะผ่านฤดูหนาวมาแล้ว หลี่ซิงเหอคิดว่าเดินต่อไปอีกสักหน่อย ก็คงไม่เจอสัตว์ร้ายอะไร เธอค่อย ๆ เดิน เธอใช้เท้าเขี่ยใบไม้เน่าใต้ต้นสนแดง ดูว่าจะมีอะไรที่สามารถเก็บเข้าพื้นที่มิติได้อีกบ้าง?
เธอค้นหาใต้ต้นสนแดงหลายต้น พบลูกสนอยู่ไม่น้อยใต้กองใบไม้เน่า น่าเสียดายที่ทุกลูกว่างเปล่า… เมล็ดสนข้างในถูกพวกกระรอกและสัตว์อื่น ๆ เก็บไปก่อนแล้ว
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ก็ถึงฤดูใบไม้ผลิแล้ว คงต้องเลิกล้มความคิดที่จะเก็บเมล็ดสนได้อีก หลี่ซิงเหอครุ่นคิดอย่างจริงจังก่อนจะพบว่าตัวเองโลภมากขึ้นเรื่อย ๆ
‘แกรก ๆ !’ ใยสถานการณ์ที่เงียบสงัดเช่นนี้ หูของคนย่อมไวขึ้นตามสัญชาตญาณ แต่หลี่ซิงเหอไม่ตื่นตระหนกใด ๆ รีบหลบไปซ่อนตัวหลังต้นสนแดงต้นใหญ่ เงี่ยหูฟังเสียงต่อไป
แกรก ๆ
หลี่ซิงเหอลดแขนที่เตรียมพร้อมจะปีนลง เธอคิดว่าน่าจะเป็สัตว์ตัวเล็ก ๆ ไม่มีอะไรน่ากลัว พลางกลั้นหายใจแล้วยืนนิ่ง ๆ ไม่ขยับตัวไปไหน และไม่ส่งเสียงแม้แต่นิดเดียว
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง เสียง แกรก! แกรก! นั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เธอจึงมองไปทางต้นเสียง
ไก่ป่าตัวหนึ่งกำลังเขี่ยหาอาหารอยู่บนพื้น ในสายตาของหลี่ซิงเหอ มันดูเหมือนไก่ตุ๋นที่พร้อมยกขึ้นโต๊ะอาหารแล้ว แต่น่าเสียดายที่เธอไม่ใช่นักล่าเหยื่อ!
สัตว์ชนิดนี้เรียกว่าไก่ป่า อีกชื่อหนึ่งเรียกว่าับิน ตามสำนวนที่กล่าวว่า 'เนื้อับนฟ้า เนื้อลาบนดิน' เนื้อัที่ว่านั้นก็คือเนื้อไก่ป่าที่อยู่ตรงหน้านั่นเอง!
เดี๋ยวก่อน? สมองของเธอเกิดความคิดวูบหนึ่ง บางทีพื้นที่มิติของเธออาจจะเก็บสิ่งมีชีวิตได้! ลองดูไหม? คิดแล้วก็ต้องลองทันที
เธอจึงเพ่งสมาธิ! และแล้วไก่ป่าตัวนั้นก็หายวับไปตรงหน้า ก่อนจะปรากฏอยู่ในพื้นที่มิติของตน!
หลี่ซิงเหอเฝ้าสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง มันไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแต่อย่างใด ยังคงจิกกินอะไรบางอย่างในพื้นที่มิติ มันพยายามจิกอาหารแรงกว่าตอนอยู่ข้างนอกเสียอีก ดูเหมือนว่าพื้นที่มิตินี้จะเหมาะกับมันมาก
และที่น่าแปลกคือมันไม่ได้ไปกินผักที่วางเรียงอย่างเป็ระเบียบอยู่ข้าง ๆ เลย ดูเหมือนพื้นที่มิตินี้จะสามารถปกป้องทุกสิ่งที่อยู่ภายในได้ พระเ้า… ของวิเศษชิ้นนี้ช่างมหัศจรรย์จริง ๆ
เมื่อเธอรู้ว่าพื้นที่มิติสามารถเก็บสัตว์ได้ เธอก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที เธอไม่ต้องกลัวที่จะอยู่ในป่าคนเดียวอีกต่อไป ถึงแม้จะเจอสัตว์ร้ายแค่ไหน แต่เมื่อเธอมีพื้นที่มิติแล้วอย่างน้อยเธอก็จะปลอดภัย
พอคิดได้ดังนั้น หลี่ซิงเหอรู้สึกว่าตัวเองเป็ราชินีแห่งขุนเขา ทุกสิ่งในป่าเขา และเป็เหมือนแฮมสเตอร์ตัวน้อย สะสมทุกอย่างเอาไว้!
หลี่ซิงเหอเดินวนเวียนอยู่ในป่าสนต่อไปอีกสักพัก แต่โชคดีเหลือเกินที่ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นกับเธออีก วันนี้ได้ไก่ป่ามาเพียงตัวเดียวก็พอแล้ว เธอจึงรีบกลับออกมายังป่าที่คุ้นเคย เพื่อมองหาผักอื่น ๆ ที่กินได้ในฤดูใบไม้ผลิ วันนี้นอกจากผักป่าแล้ว ยังเจอหน่อไม้อ่อนที่เพิ่งแทงยอดใหม่ ๆ อีกด้วย
เส้นทางระหว่างตอนลงเขาง่ายกว่าตอนขึ้นเขาอยู่บ้าง พอมองไปที่ปลายทางพบว่ามีร่างของใครบางคนอื่นอยู่ เธอจึงรีบนำตะกร้ามาสะพายและเอาฟืนออกมาจากพื้นที่มิติแล้วแบกไว้บนบ่า
ร่างที่ยืนอยู่นั้นเป็ผู้ชาย หลีซิงเหอที่โดนพ่อและพี่ชายทั้งหลายทุบตีด่าว่ามาตลอด ย่อมรู้ตัวดีว่าตัวเองไม่มีกำลังสู้ผู้ชายได้ เธอจึงกลัวผู้ชายมาตลอด ขณะนี้เธอกำจอบในมือแน่นจนเหงื่อไหลออกมา!
ร่างชายคนนั้นใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ