ยามเย็นของการเดินทาง ดวงตะวันเริ่มลาลับขอบฟ้าแสงไฟจากสองข้างทางส่องสว่างให้เห็นยามท้องฟ้าเริ่มมืด รถม้าเคลื่อนตัวเข้ามาภายในหมู่บ้านซึ่งมีขนาดใหญ่จนแทบจะเรียกว่าเมืองเลยก็ได้แต่ชื่อที่ติดอยู่หน้าทางเข้านั้นบอกเอาไว้ชัดเจน
“ถึงแล้ว ประตูสู่สำนักแห่งการเป็บัณฑิต”ชิงหลงกล่าวขึ้นพร้อมคาบยาสูบไว้ในปาก ทั้งหลินเอ๋อและเทียนเปามองตรงหน้าอย่างตื่นตรึง หมู่บ้านที่ดูใหญ่โตบ้านเรือนประดับไปด้วยโคมไฟหลากหลายสี ร้านค้าร้านขายน้อยใหญ่มากมายรวมถึงผู้คนในยามค่ำคืน
“สวยจัง”เทียนเป่ากล่าวขึ้น นางมองสภาพโดยรอบที่แทบจะเรียกได้ว่าแดน์ชัดๆ ต้นไม้ที่ถูกปลูกและเลี้ยงดูอย่างดีจนเติบใหญ่มากมาย ชาวบ้านออกมาจับจ่ายใช้สอยเงินทองอย่างไม่ขาดมือ อีกทั้งยังเหล่าเด็กชายหญิงที่วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนานแม่จะเป็ยามค่ำคืนก็ตามที
“แล้วเรา จะไปทางไหนต่อเหรอท่านผู้เฒ่า”หลินเอ๋อกล่าวแม้จะยังไม่หายตรึงกับความงดงามที่ได้เห็นอยู่ในตอนนี้ก็ตาม
“ทางขึ้นเขาสู่สำนักหมู่ตึกบัณฑิตอยู่ภายในหมู่บ้าน เราลงจากรถม้าแล้วเดินไปกันดีกว่า”ว่าแล้วก็ลงนำเป็คนแรก
ตามทางเดินที่ถูกทำไว้อย่างดี ทั้งซ้ายและขวาคือร้านค้าขายทั้งอาหารเครื่องดื่ม ของใช้ เครื่องประดับและอื่นๆอีกมากมายทำเอาเทียนเปารู้สึกตื่นเต้นเป็อย่างมาก
“ข้าว่าพวกเ้าคงหิวแล้ว หาอะไรอร่อยๆกินกันก่อนดีไหม”ชิงหลงหันกลับมาถามเหล่าสาวๆที่ตามเขาอยู่
“ดีๆ ข้าหิวจนไส้จะขาดอยู่แล้ว”ไม่พูดเปล่าแต่รีบเข้าไปเกาะแขนชิงหลงทันที เทียนเปาทำตาแป๋วใส่ตาเฒ่าซึ่งเขาต้องส่ายหน้าเป็การตอบกลับก่อนจะเดินนำไปยังร้านอาหารซึ่งอยู่ใกล้ๆ และจัดการสั่งของกินมา
ในขณะเดียวกัน ฟู่ถังซึ่งขออาจารย์ของตนลงเขามาเพื่อหาซื่อหมึกเพื่อใช้สำหรับเขียนกลอนสำหรับวันพรุ่งนี้โดยมีมู่จินขอติดตามมาด้วย และศิษย์ของสำนักอีกหลายต่อหลายคนเองก็ขอตามมาด้วยเพื่อเที่ยวชมหมู่บ้านเช่นกัน ถือเป็เื่ปกติของทุกๆวันที่จะมีศิษย์ของหมู่ตึกลงมายังหมู่บ้าน
“ข้าจะไปที่ร้านขายเครื่องเขียน พวกเ้าไปก่อนเลยเดี๋ยวข้าตามไป”ฟู่ถังกล่าวกับสหายของตนและพวกเขาก็รับคำก่อนจะนำไปก่อน
“เชิญ”มู่จินกล่าวพร้อมผายมือให้ฟู่ถังเป็ฝ่ายนำเพื่อที่นางจะได้ตาม ทั้งสองเดินตามทางมาจนถึงร้านขายเครื่องเขียนเ้าประจำและได้รับการต้อนรับเป็อย่างดีเช่นที่เคย
“เฒ่าแก่”
“ขอรับคุณชายฟู่”
“ข้าอยากได้น้ำหมึกแบบที่เคยมาซื้อ แต่ครั้งนี้ขอเพิ่มเป็สองนะพรุ่งนี้ข้าต้องใช้เยอะ”
“ได้เลยขอรับ”เมื่อรับคำก็รีบไปจัดหามาให้ทันที ในขณะที่มู่จินเดินชมสินค้าภายในร้านก่อนจะมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพวกของสิ่งหนึ่งเข้า มันคือพูกันที่ทำจากหยกอย่างดีและตรงขนแปลงนั้นทำจากหางของม้าอย่างประณีต ฟู่ถังเดินเข้ามาใกล้ๆกับนางพร้อมมองสิ่งที่นางมองอยู่
“เ้าอยากได้มันเหรอ”ฟู่ถังเอ่ยถาม มู่จินหันกลับไปมองอีกฝ่ายแล้วจึงกลับมามองที่เดิม
“ต่อให้เป็พูกันที่ทำจากทองคำ ข้าคิดว่ามันไม่ได้ทำให้การวาดภาพหรือแต่งกลอนของข้าดีขึ้นหรือสวยขึ้น หากแต่อยู่ที่ฝีมือและความสามารถของตัวข้าเอง”มู่จินตอบกลับ
“แล้วเ้ามองมันทำไมอยู่ตั้งนาน”ฟู่ถังถามกลับก่อนที่หญิงสาวจะเผยรอยยิ้มอันแสนงดงามของนางออกมา
“ข้าแค่กำลังคิดว่า หากคนที่เป็ผู้ใช้มันคือเ้าคงจะเหมาะสมมาก”ฟู่ถังเผยรอยยิ้มของตนออกมาเพียงบางเบาแต่ก็ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกสุขใจได้ไม่ใช่น้อยๆ
“น้ำหมึกชั้นดีได้แล้วขอรับ”ทว่าเสียงเขาเฒ่าแก่กลับทำให้บรรยากาศที่มู่จินอุตส่าห์สร้างมาพังลงในทันที ฟู่ถังละความสนใจจากพูกันหยกกลับไปรับของที่สั่งและจ่ายเงินไป ก่อนที่ทั้งสองจะพากันเดินออกมาจากร้าน
“คิดบ้างไหมฟู่ถัง ว่าบางทีการที่เ้าไม่สนทนากับหญิงสาว จะทำให้เ้าเป็บุรุษที่แปลกไปในสายตาสหายของเ้า”
“ข้าไม่คิดเช่นนั้นนะ การที่ข้าไม่คุยกับหญิงสาวในสำนักมากมายยกเว้นเ้า ช่วยให้ข้ามีสมาธิในการทำสิ่งที่ข้าต้องทำ”ฟู่ถังตอบกลับ
เมื่อทั้งสองมาถึงยังร้านอาหารซึ่งได้นัดหมายกับสหายเอาไว้แล้วล่วงหน้า เมื่อเก้าเท้าเข้ามาภายในร้านสิ่งแรกที่ทำให้ฟู่ถังต้องหยุดการเคลื่อนไหวไปในทันที สายตาคู่นั้นของเขาจับจ้องไปยังโต๊ะภายในร้านโต๊ะหนึ่งทันที สี่ชีวิตที่นั่งโต๊ะนั้น ท่านผู้เฒ่าหนึ่งเด็กสาวอีกคนหนึ่งพร้อมทั้งเด็กแรกเกิดที่อยู่ในอ้อมอกของเด็กสาวซึ่งกำลังหยอกล้อกันอยู่ และสุดท้ายคือหญิงสาวร่างบางผมยาวมัดรวบกึ่งหนึ่ง ใบหน้าขาวนวลผ่องต่อให้สวมใส่สิ่งใดอยู่ก็ยากที่จะปิดบังความงดงามของนางที่กำลังโดดเด่นภายในร้าน
รอยยิ้มอันแสนเย้ายวนใจ กับใบหน้าที่แสนงดงาม ท่าทางที่นางกำลังทำเป็สิ่งที่ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกภายในใจของฟู่ถังอย่างชัดเจน และเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่ก้าวเท้าเข้ามา เพียงแค่่เวลาเดียวกันภาพของสตรีในความฝันของฟู่ถังก็ปรากฏขึ้นมา
“หลินเอ๋อ.....”เอ่ยเรียกชื่อเสียงแ่เบาทว่าชัดเจน มู่จินที่เดินนำเข้ามาก่อนเพราะอีกฝ่ายเกิดหยุดชะงักไปกะทันหัน ทำให้นางต้องหันกลับมาเรียก
“ฟู่ถัง”
อึก!...
ดังถูกกระชากทั้งร่างออกมาจากภวังค์ฟู่ถังได้คืนสติและละสายตาจากหญิงสาวหันมามองมู่จินที่กำลังเดินมาหาเขา นางมองเขาอย่างสงสัยก่อนจะเอ่ยปากถาม
“เ้าเป็อะไรหรือเปล่า”ฟู่ถังเกิดตะกุกตะกักพูดจาไม่เป็ภาษาคนขึ้นมาดื้อๆ ยิ่งทำให้นางรู้สึกสงสัย
“ป.. ป่าวข้า... ข้าไม่เป็อะไร”ก่อนจะมองไปยังโต๊ะเดิม
“ไปเถอะ พวกเสี่ยวจี๋รอนานแล้ว”พูดพร้อมเดินนำไปยังโของเหล่าสหาย ฟู่ถังเดินตามทว่ายังมองไปยังโต๊ะของหญิงสาวเป็ระยะๆโดยที่พวกนางไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ยังคงคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่
“ทำไมมาช้ากันจัง”สหายร่วมโต๊ะเอ่ยถามอย่างสงสัย
“ขอโทษที พอดีว่าแวะดูของกันนานไปหน่อยน่ะ”มู่จินเอ่ยตอบ
“ไม่เป็ไรๆพวกเ้ามาถึงก็ดีแล้ว นี่ๆข้าสั่งอาหารขึ้นชื่อที่แสนอร่อยไว้แล้วเดี๋ยวก็มาแล้วพวกเ้าลองชิมกันดูว่าอร่อยอย่างที่ข้าพูดไว้หรือเปล่า”ท่ามกลางเสียงของเหล่าผู้ร่วมโ มันไม่ได้เข้าหูของฟู่ถังเลยในตอนนี้ อันที่จริงเกือบจะทุกอย่างในร้านไม่ได้อยู่ในความสนใจของฟู่ถังเลยแม้แต่น้อย มีเพียงสิ่งเดียวที่กำลังสะกดฟู่ถังเอาไว้ และสิ่งนั้นก็คือแม่นางร่างบางที่กำลังหยอกเย้าอยู่กับเด็กน้อยในอ้อมอกของเด็กสาวอีกคน
“ฟู่ถัง ฟู่ถัง”เสียงเรียกและการเขย่าแขนเบาๆของสหายหนุ่มดึงสติของฟู่ถังกลับคืนมาอีกหนและหนนี้เขากลับพบว่าคนทั้งโต๊ะกำลังจับจ้องมองเขาอย่างสงสัยชนิดที่เรียกว่าจ้องกันตาไม่กระพิบ
“อะ อะไรงั้นเหรอ”
“เป็อะไรไปสหาย ดูเ้าเหม่อมองอะไรอยู่นะเหมือนคนไม่มีสติเลย”
“ข้าสบายดีๆ”ฟู่ถังรีบแก้ตัวทันทีแต่ดูเหมือนคนร่วมโจะไม่ปักใจเชื่อ เขามีอาการที่ผิดหูผิดตาไปอย่างชัดเจน
“มองอะไรของเ้า”พูดจบก็พากันมองไปยังโต๊ะที่ฟู่ถังมองก่อนหน้านี้ แล้วคำตอบก็ปรากฏอย่างชัดเจน ความตกตรึงของเหล่าชายหนุ่มที่ได้พบเห็น ทำเอาพากันเงียบทั้งโต๊ะ ความคิดแรกที่ออกมาพร้อมๆกันและเหมือนกันอย่างกับคัดลอกกันมา
‘งดงาม....งดงามที่สุด’
“นี่พวกเ้าน่ะ! มองอะไรกัน!”จนทำเอาหญิงสาวผู้ร่วมโต๊ะบางคนเกิดความไม่พอใจจนต้องส่งเสียงเรียกเอาสติของพวกเขาเ่าั้กลับคืนมา แต่มีอีกคนที่กำลังจ้องมองไปยังเดียวกันเพียงแต่ยังไม่ละสายตา
“มองอะไรของเ้า เลิกมองได้แล้ว แค่สตรีนางนึงเอง”
“ข้าไม่ได้มองนาง”
“แล้วเ้ามองอะไร”คำตอบปรากฏหลังจากอีกฝ่ายยกนิ้วชี้ไปยังจุดหมาย ทำให้ทุกๆคนพากันมองตาม
“ท่านผู้เฒ่าคนนั้น เ้ารู้จักหรือไง”ฟู่ถังเป็ฯฝ่ายถามขึ้นบ้าง และอีกฝ่ายก็พยักหน้ารัวๆ
“คนๆนั้นน่ะ...”
ภายในร้านอาหารชื่อดังอีกแห่งของหมู่บ้านนักบัณฑิต เหล่าศิษย์ของสำนักหมู่ตึกที่พากันลงจากเขามาเพื่อเที่ยวชมหมู่บ้านและทานอาหารในยามค่ำคืน บัดนี้ต้องถูกขัดจังหว่ะโดยความรู้ถึงตัวตนของสหายร่วมโต๊ะ
“ท่านผู้เฒ่าคนนั้น เ้ารู้จักหรือไง”ฟู่ถังถามขึ้นเมื่อสหายของตนมีท่าทีตกตรึงยิ่งกว่าที่เคยเป็ แม้จะพบสาวงามความตกตรึงในขนาดที่มากแบบนี้เขาไม่เคยเป็มาก่อน
“คนๆนั้นน่ะ”พูดพร้อมมองไปยังตาเฒ่าชิงหลงที่กำลังยกจอกเหล้าขึ้นดื่มอย่างสบายอารมณ์ถึงแม้จะโดนเทียนเปาก่อกวนอยู่บ้างเล็กน้อยก็ตาม
“เขาทำไมงั้นเหรอตี๋หยง”มู่ถังเป็ฝ่ายถามบ้างเพราะนางเริ่มสงสัยแล้วเช่นกันว่าท่านผู้เฒ่าคนนั้นคือใคร
“นักพรตผู้มีฉายาลมปราณแห่งเซียน นักพรตชิงหลง....”เมื่อได้ยินชื่อและฉายาก็ทำเอาทั้งโต้องตกอยู่ภายในความเงียบทันที สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังตาเฒ่าชิงหลงอีกหน
“ย..อย่าพูดจาเลอะเทอะนะตี๋หยง นักพรตชิงหลงหายตัวไปเมื่อสองพันปีที่แล้ว เ้าเอาอะไรมาพูดว่าท่านผู้เฒ่าคนนั้นคือนักพรตชิงหลง”
“ตอนแรกข้าก็ไม่แน่ใจ แต่พวกเจาลองดูที่ไม้เฒ่าที่เขาถือสิ”พูดจบก็พยักพยอหน้าให้เหล่าสหายร่วมโต๊ะได้ดู”ตามตำราที่เขียนอธิบายถึงลมปราณแห่งเซียน ใช้ไม้เท้าหนวดัที่ทำขึ้นจากหนวดของัเพลิงสีชาติ ขนาดที่พอเหมาะอีกทั้งน้ำหนักที่ไม่เบาหรือหนักเกินไป รูปลักษณ์ที่แตกต่างจากไม้เท้าทั่วไปรวมถึงสิ่งสำคัญที่ทำให้มันต่างจากไม้เท้าอันอื่น”
“ศิลาเซียน”เป็ฟู่ถังที่พึ่งจะสังเกตเห็นและกล่าวชื่อสิ่งๆนั้นขึ้นมา ที่เขาและทุกๆคนเห็นเหมือนกันคือที่ยอดของไม้เท้ามีศิลาสีขาวนวลติดประดับเอาไว้ชินเดียวไม่ใหญ่จนเด่นเกินไปและไม่เล็กจนมองไม่เห็น ก่อนที่ทุกคนบนโต๊ะจะพากันหันกลับมามองซึ่งกันและกัน
“หากเป็อย่างที่เ้าพูดถึงจริง ก็แปลว่านักพรตชิงหลงกลับมาแล้วงั้นสิ”สหายร่วมโต๊ะเปิดประเด็นทันที
“หายตัวไปสองพันว่าปีจู่ๆปรากฏตัวพร้อมหญิงงามที่ติดตามรวมถึงเด็กอีกสองคน มันแปลว่าอะไร”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
ครืดดด...
จู่ๆมู่จินก็ลุกขึ้นยืนพร้อมดันเก้าอี้ไม้ที่ตนนั่งออกไป ทำเอาทุกสายตาในโต๊ะหันมองนางอย่างใ มู่จินหันไปมองที่ชิงหลงอีกหนก่อนจะหันกลับมามองทุกๆคนบนโต๊ะ
“จะ.. เ้าจะไปไหนเหรอมู่จิน”สหายหญิงเอ่ยถามขึ้น นางยิ้มตอบไปแต่ไม่พูดอะไรก่อนจะรวบรวมความกล้าก้าวเท้าตรงยังโต๊ะของชิงหลง
ทำเอาผู้ที่นั่งอยู่ต้องพากันมองไล่หลังอย่างสงสัย เสียงของคนภายในร้านเงียบลงทันทีไม่เว้นแม้แต่เสียงจากโต๊ะของชิงหลงเองที่เงียบลงเมื่อทุกคนหันไปมองมู่จินที่เดินมาหยุดอยู่ที่ข้างโต๊ะของพวกเขา
“ท่านมีอะไรกับพวกเราหรือเปล่า”เป็หลินเอ๋อที่เปิดปากถามขึ้น ฟู่ถังที่มองอยู่เมื่อได้ยินก็ยิ่งมั่นใจว่าต้องใช่นางแน่ๆ
“ข้าขออภัยที่เสียมารยาทมาขัดจังหว่ะการทานอาหารของพวกท่าน”พูดพร้อมยิ้มให้อย่างเป็มิตร ก่อนจะรวบรวมความสนใจทั้งหมดมองไปยังชิงหลงทันที
“ไม่ต้องขอโทษหรอก เ้าไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา”พูดพร้อมพ้นควันยาสูบออกมา
“ท่านผู้เฒ่า ข้ามีข้อสงสัยอยากจะถามท่านจะได้หรือไม่”เมื่ออีกฝ่ายเปิดปากถามชิงหลงมีเหรอที่จะไม่อยากตอบ เขาพยักหน้าตอบกลับไป”ถ้าเช่นนั้นข้าขอเสียมารยาท ข้ามีนามว่ามู่จิน เป็ศาย์เอกรุ่นที่ยี่สิบแปดของสำนักหมู่ตึกบัณฑิต”
“ยินดีทีได้รู้จัก”ชิงหลงกล่าว
“ข้าขอถามท่าน ท่านคือชิงหลงหรือผู้ถือครองฉายาลมปราณแห่งเซียนหรือไม่”เมื่อคำถามถูกส่งตรงไปยังชิงหลง มีหรือที่ผู้คนโดยรอบจะไม่สนใจท่ามกลางความเงียบแบบนี้ และยิ่งได้ยินฉายาก็ยิ่งพากันตกตรึงเป็การใหญ่
“แม่นาง คำถามของเ้ายากนักที่ข้าจะตอบได้ ไม่ใช่เพราะข้าถือตัวหรือเพราะกลัวเกรงภัยที่จะมาหากเปิดเผยตัวตน ขอตอบเพียงว่าข้าก็เป็แค่ตาเฒ่าขี้เมาเท่านั้นพอก่อน”
“ขอข้าร่วมโต๊ะด้วยได้หรือไม่”
“ช.. เชิญเลย”พูดพร้อมดึงเก้าอี้ไม้มาวางไว้ให้ หลินเอ๋อขยับให้อีกฝ่ายได้นั่งลงข้างๆนางซึ่งเป็ฝั่งตรงข้ามกับชิงหลง และนางก็ไม่รอช้านั่งลงทันที
“สายน้ำดุจดั่งอารมณ์ ทำลายและสร้างสรรค์ในเวลาเดียวกัน ให้กำเนิดและพรากเอาชีวีนิจนิรันด์”มู่จินกล่าวบทกลอนที่นางจำได้จนขึ้นใจ ภายในใจก็หวังถึงบางสิ่งจากการกระทำในครั้งนี้”ดอกไม้แย้มบาน ผีเสื้อโบยบิน บอกกล่าวเล่าความ”
“อำนาจแห่งสายน้ำ/อำนาจแห่งสายน้ำ”ชิงหลงกล่าวขึ้นตรงจังหว่ะเดียวกับมู่จิน และนั้นก็ทำให้นางต้องเผยรอยยิ้มออกมาอย่างปลืมปิติในใจจนอธิบายไม่ถูก แววตาที่เป็ประกายอย่างชัดเจน
“แสงอาทิตย์สีทอง.... สาดส่องผิวใสไร้มลทิฬ....”
“อารมณ์แห่งธรรมชาติ ขอบคุณที่ท่านทิ้งไว้ให้เหล่าบัณฑิตทั้งหลายได้อ่านมัน”กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยินดีอย่างสุดซึ้ง ชิงหลงยักไหล่เบาๆก่อนจะยกจอกเหล้าขึ้นดื่มอีกหน