CHAPTER 05
อย่าโดดนะ!
.
.
FEI FARIS PART
ผมนั่งมองนามบัตรของผู้หญิงขี้เมาห้องข้างๆ ั้แ่กลับห้องมาแล้วนึกถึงสิ่งที่เธอพูดในรถ
‘ฉันเพิ่งตกงาน อยากรู้ไหมเพราะอะไร ก็เพราะว่าฉันดันไปล้มงานแต่งลูกสาวเ้าของบริษัทยังไงล่ะ’
‘ไอ้บ้านั่นมันเป็แฟนฉันเอง สิบห้าปีที่ผ่านมาถ้ามันทำให้ฉันเสียใจมีแต่ความทุกข์สักนิดฉันจะไม่เสียใจขนาดนี้หรอก แต่เพราะที่ผ่านมา…ที่ผ่านเขาดีกับฉันมาตลอดเขาดีจนฉันคิดว่าเราจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกันได้ แต่ในที่สุดเขาก็หักหลังฉัน’
ครั้งแรกที่ผมเจอเธอ เธอก็เมาจนไม่ได้สติคงจะเป็เพราะเื่นี้สินะ น้องสาวหุ้นส่วนของเฮียฟานเป็คนแย่งแฟนของผู้หญิงคนนั้นไปนี่เอง จะว่าไปเธอคนนั้นก็คบกับแฟนมานานเหมือนกันนะแล้วทำไมถึงทิ้งไปแต่งงานกับคนอื่นง่ายขนาดนั้น…แต่ก็นั่นแหละคนจะทิ้งก็มักมีเหตุร้อยแปดมารองรับเหมือนกันทั้งนั้น หึ
ผมวางนามบัตรของเธอไว้บนโต๊ะก่อนจะเลิกสนใจกับคนอย่างเธอที่เจอกี่ครั้งก็ทำผมเจ็บตัวทุกครั้งหวังว่านี่จะเป็ครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้ข้องเกี่ยวกับเธอจริงๆ สักที
----
ปัง ปัง ปัง
ผมสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงดังอยู่ที่ประตูห้องด้านนอกเมื่อมองนาฬิกาก็พบว่ามันเป็เวลาสายของวันแล้วใครกันที่มาเคาะประตูห้องผมแทบพังแบบนี้ ผมลงจากเตียงก่อนจะเดินออกจากห้องนอนแล้วตรงไปยังประตูห้องที่คนด้านนอกไม่มีทีท่าว่าจะหยุดทุบ
แกร๊ก
เมื่อเปิดประตูก็พบหญิงสาวที่เป็คนมาเคาะประตู ไม่สิเรียกว่าทุบประตูห้องผมน่าจะถูก “คุณ…”
“เมื่อคืนนายเป็คนพาฉันเข้าห้องใช่ไหม!” เธอพูดเสียงดังด้วยความโกรธจนผมงง “แล้วนายพาฉันเข้าห้องได้ยังไง แล้วนายทำอะไรฉันหรือเปล่าเนี่ย แล้วทำไมฉัน…อื้อ”
ผมรีบปิดปากเธอก่อนจะดึงเธอเข้ามาในห้องแล้วปิดประตู ขืนให้เธอยืนะโโวยวายใส่ผมอยู่ข้างนอกมีหวังผู้พักห้องอื่นได้แจ้งนิติบุคคลของคอนโดแน่
“โอ๊ย…” ผมปล่อยมือทันทีที่เธอกัดมือผม “เป็หมาหรือไงเนี่ยคุณ กัดมาได้เจ็บนะ”
“ก็นายลากฉันเข้าห้องมาทำไมล่ะ หรือว่านาย…คิดไม่ดีกับฉัน!” เธอยกแขนขึ้นมากอดตัวเองราวกับกลัวว่าผมจะทำอย่างที่เธอคิด
“คุณจะคิดเองเออเองอีกนานแค่ไหน” ผมเท้าเอวมองเธอ
“แล้วนายลากฉันเข้ามาในห้องนายทำไม”
“แล้วคุณจะโวยวายอยู่ข้างนอกจนคนอื่นเขาแห่กันออกมาดูหรือไง?” เธอเงียบผมเลยพูดต่อ “เื่เมื่อคืนก็อย่างที่คุณเข้าใจ”
“นี่หมายความว่านายทำมิดีมิร้ายกับฉันจริงๆ ใช่ไหม!?”
“ไม่ใช่เื่นั้นสิคุณ” ผมล่ะอยากจะทึ้งหัวตัวเองจริงๆ “หมายถึงว่าผมพาคุณกลับเข้าห้อง ผมเป็คนพาไปเอง”
“แล้วนายเข้าไปได้ยังไง”
“คีย์การ์ดคุณ กุญแจคุณก็มี” ผมอธิบายให้คนขี้โวยวายเข้าใจ “ผมเรียกคุณแล้วแต่คุณเมาจนไม่รู้เื่”
เธอทำท่าคิดตามใบหน้าของเธอฉายแววความเข้าใจอยู่บ้างก่อนจะตวัดสายตามองผม “แล้วนายไม่ได้ทำอะไรฉันจริงๆ ใช่ไหม”
“ถ้าทำจริง คุณจะอยู่ในสภาพนี้เหรอ?” ผมพยักพเยิดหน้าให้เธอดูตัวเองที่ยังอยู่ในชุดเมื่อวานแถมสภาพบนใบหน้าก็ดูแทบไม่ได้เครื่องสำอางเละเทะไปหมดเพราะเธอเอาแต่ร้องไห้เมื่อคืนนี้ไง
“เออ จริงด้วย” เธอพึมพำกับตัวเองก่อนจะรู้ตัวว่าผมมองอยู่ เ้าตัวจึงเงยหน้าขึ้นมองผมแล้วคลี่ยิ้ม “เอ่อ”
“…”
“ฉันขอโทษนายด้วยแล้วกันที่…เข้าใจผิด” เธอยิ้มเจื่อนผมได้แต่ส่ายหัว “แล้วก็ขอบคุณที่มาส่ง”
“ไม่เป็ไร แต่ทีหลังก็อย่าเมาจนขาดสติอีกมันอันตราย”
“ขี้บ่นชะมัด”
“คุณว่าไงนะ?”
“เปล่าฉันไม่ได้ว่าอะไรเลย จริงๆ” เธอมองผมตาใสราวกับว่าไม่เคยพูดอะไรเลยจริงๆ “ว่าแต่ นายช่วยฉันก็หลายครั้งแล้ว นายชื่ออะไรล่ะไหนๆ ก็อยู่ห้องติดกันแล้วทำความรู้จักกันไว้ก็ไม่เสียหาย”
ผมมองมืออีกคนที่ยื่นมาด้านหน้า ผมมองมือก่อนจะเลื่อนตามองเธอราวกับเธอรู้ว่าผมคิดอะไรถึงเก็บมืออย่างรวดเร็ว “โอเคๆ ไม่จับก็ไม่จับฉันชื่อหมวยนะ”
“ผมชื่อเฟย” ผมตอบน้ำเสียงเรียบ “คุณหมดธุระหรือยัง?”
“หมดแล้วไม่ต้องไล่หรอกน่า” เธอยู่จมูกใส่ผมอย่างไม่ชอบใจ “เอาเป็ว่าขอบใจที่เคยช่วยฉันไว้นะ”
“อ่อ เดี๋ยวคุณ” ผมเรียกเธอไว้ก่อนที่เธอจะเปิดประตู “แล้วคุณดีขึ้นยัง?”
“เื่อะไร?”
“ก็ทุกเื่”
“ก็ดีมั้ง” เธอตอบอย่างขอไปที “นี่เราสนิทกันถึงขั้นอยากรู้เื่ของฉันขนาดนั้นเลย?”
“ทีตอนเมาก็เห็นเล่าให้ฟังอยู่นะ” ผมยิ้มยียวนอีกฝ่าย “ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว จะได้ไม่เดือดร้อนผมอีก”
“ก็บอกกี่ทีแล้วว่าอย่ามายุ่งเื่ของฉัน”
“ก็ไม่ได้อยากช่วย” ผมกอดอกมองคนปากดี “แต่ก็อดไม่ได้เห็นสภาพคุณแล้วมัน…”
“มันทำไม ฉันมันทำไมนายเฟย!?” เธอเท้าเอวมองผม “ดูก็รู้ว่านายน่ะอายุน้อยกว่าฉันอีกนะ หัดมีความเคารพกันหน่อยสิ”
ผมมองเธอที่ยืนเท้าเอวต่อว่าผมอย่างฉุนเฉียว อะไรกันเนี่ยผู้หญิงคนนี้ “โอเคๆ ผมไม่มีอะไรจะคุยกับคุณแล้วล่ะครับคุณหมวยเอาเป็ว่าเราสองคนจบนะครับ”
เธอจิ๊ปากอย่างไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่ “แต่ยังไงก็ขอบคุณแล้วกันนะ ฉันไปล่ะ”
ผมได้แต่ส่ายหัวให้กับเธอที่เดินออกไปจากห้อง ส่วนผมที่คิดจะนอนต่อก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไปได้เลยเพราะเธอคนเดียวเลยที่ทำให้ความสุขในการนอนของผมหายไป…
หลายวันต่อมา
วันนี้ผมต้องเข้าบริษัทเพื่อมาตรวจเช็กงานที่ค้างคาไว้เมื่อหลายวันก่อนดูเหมือนจะมีปัญหาอยู่นิดหน่อยแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่ยากอะไรจนแก้ไม่ได้ผมสาละวนอยู่กับการตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์ที่ขัดข้องเมื่อรู้สาเหตุของปัญหาแล้วผมจึงส่งต่อให้กับทีมวิศวกรเครื่องยนต์ที่ดูแลเป็คนจัดการต่อ
RRRR
“ว่าไงโค้ก โทร.มามีอะไรหรือเปล่า” เมื่อเห็นว่าเป็ใครผมจึงกดรับแล้วถามปลายสายทันที “ที่อู่มีปัญหาเหรอ”
[เปล่าพี่เฟยที่ผมโทร.มาก็เพราะว่า...]
“เพราะว่า?” ปลายสายเงียบเสียงไปพักหนึ่ง
[เพราะว่าพี่อยากชวน เฟย ฟาริศนักแข่งหมายเลขเจ็ดมาแข่งด้วยกันหน่อยคืนนี้] เสียงที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงของโค้กรุ่นน้องที่อู่แต่เสียงนี้คุ้นๆ ว่าจะเป็ [ไอ้น้องคืนนี้ต้องมาให้ได้นะพี่จะรอ]
“พี่ฌอห์ณเหรอครับ?”
[ใช่พี่เอง พอดีวันนี้ว่างๆ ศุกร์สุดสัปดาห์เลยอยากจะหาเื่ประลองความเร็วสักหน่อย]
“นี่พี่อยู่อู่เหรอครับ”
[อืม พี่แวะมาที่อู่น่ะเลยให้รุ่นน้องที่อู่โทร.หาเฟย] คนปลายสายเหมือนหันไปพูดคุยกับใครบางคนด้านหลังก่อนจะกลับมาพูดกับผม [ตกลงคืนนี้นะพี่จะรอที่สนาม]
“ผมปฏิเสธได้เหรอครับเล่นมัดมือชกขนาดนี้”
[นั่นแหละที่พี่้า]
“ก็ได้ครับถ้าอย่างนั้นคืนนี้เจอกันครับ”
ถึงแม้ว่าในสนามผมกับพี่ฌอห์ณจะเป็คู่แข่งกันแต่ในความเป็จริงเขาคือรุ่นพี่ที่ผมเคารพคนหนึ่งเลยก็ว่าได้เขาเป็เหมือนต้นแบบที่ทำให้ผมชื่นชอบในการแข่งรถ
“คุณเฟยครับเชิญทางนี้หน่อยครับ”
“ได้ครับ” ผมหันไปมองทีมวิศวกรที่เรียกก่อนจะเดินไปหาพวกเขา
----
16.30 น.
“ถ้ามีอะไรติดต่อผมมาได้เลยนะครับ ส่วนเื่ที่ขัดข้องวันนี้ผมจะรายงานบริษัทที่อเมริกาเองครับ”
“ครับคุณเฟย”
ผมมองนาฬิกาบนข้อมือก็พบว่าเริ่มเย็นแล้วและวันนี้ผมก็ต้องขับรถไปชลบุรีด้วยถ้าหากไม่ออกตัวตอนนี้เดี๋ยวจะถึงที่นั่นค่ำพอดี ยิ่งเป็วันศุกร์แบบนี้รถอาจจะติดก็เป็ได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่ติดขัดผมจึงเลือกใช้เส้นทางที่คิดว่าน่าจะรวดเร็วกว่า ขับมาได้สักพักผมก็หนีไม่พ้นการจราจรในเย็นวันศุกร์ที่ค่อนข้างจะหนาแน่นถึงรถจะไม่เยอะเท่าถนนเส้นหลักแต่ก็ถือว่าทำให้รถเคลื่อนตัวได้ช้ากว่าปกติ
ระหว่างที่รถติดอยู่กลางสะพานข้ามแม่น้ำเ้าพระยาผมก็มองนั่นนี่ไปเรื่อยจนสายตาไปสะดุดเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนสะพานในช่องทางเดิน จะว่าไป…ก็คุ้นๆ
ปรี๊นๆๆ
ผมสะดุ้งเมื่อรถด้านหลังบีบแตรไล่ให้ผมเคลื่อนรถแต่สายตาของผมก็ยังคงมองกระจกด้านข้า งผู้หญิงคนนั้นเหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน เคลื่อนรถได้ไม่นานก็ต้องเบรกกะทันหันเมื่อภาพจากกระจกด้านข้างดูเหมือนเธอกำลังจะปีนราวสะพานและในวินาทีนั้นเองผมก็นึกออกว่าทำไมเธอถึงดูคุ้นๆ …ก็จะไม่ให้คุ้นได้ยังไงในเมื่อเธอคือสาวขี้เมาบ้าระห่ำข้างห้องผมเอง!
“จะทำอะไรของเขาวะ”
ปรี๊นๆๆๆๆ
เสียงบีบแตรไล่หลังทำให้ผมต้องตีไฟจอดด้านซ้ายก่อนจะลงจากรถแล้วรีบวิ่งย้อนกลับไปหาคนที่กำลังจะคิดสั้น ไม่เจอเธอมาหลายวันก็จริงแต่ไม่คิดว่าวันนี้เธอจะมาคิดสั้นะโน้ำฆ่าตัวตายที่นี่ มีครั้งไหนบ้างไหมที่ผมเจอเธอแบบที่คนปกติทั่วไปเขาเจอกัน…ไม่มีเลยสินะเจอทีไรต้องมีเื่วุ่นวายตลอด
“คุณ!! อย่าโดดนะ!!” ผมรีบะโห้ามคนที่จับราวสะพาน “ใจเย็นๆ ก่อน”
“อะไรนะ” เธอหันมามองผมแล้วขมวดคิ้ว “นายเฟย?”
“คุณหมวยครับ คุณใจเย็นๆ ก่อนนะผมเข้าใจว่าชีวิตคุณตอนนี้มันแย่แต่มันมีทางออกที่ดีกว่านี้”
“นายพูดเื่อะไร”
“ใจเย็นๆ ก่อนนะผมรับฟังคุณได้” ผมค่อยๆ ขยับไปใกล้เธอ “ถ้าคุณะโลงไปคุณจะไม่มีโอกาสรอดเลยนะ”
“ห๊ะ!?”
“ผมเข้าใจว่าชีวิตของคุณ่นี้มันมีแต่ปัญหา แต่นี่ไม่ใช่วิธีที่ดีเลยนะ” ผมพูดเบี่ยงเบนความสนใจของเธอขณะที่เท้าก็ก้าวเข้าไปใกล้ “ใจเย็นๆ นะ”
“นายพูดเื่อะไรของนาย…ว้ายยย!”
ผมอาศัยจังหวะที่อีกคนเผลอแล้วเข้าไปรวบเอวเล็กให้เธอห่างออกจากราวสะพาน “นายทำอะไรของนายเนี่ย”
“คุณนั่นแหละจะทำบ้าอะไร”
“ฉันทำอะไร!”
“ก็คุณจะะโน้ำไม่ใช่รึไง” คนที่ผมกอดเอวไว้เงยหน้าขึ้นมองผมราวกับผมพูดอะไรไม่เข้าหู “ปัญหามันมีทางแก้นะคุณ ผมรู้ว่าคุณตกงาน โดนทิ้งแต่นี่ไม่ใช่ทางออก”
“โอ๊ย! หยุดพล่ามก่อนได้ไหม!” เธอยกมือขึ้นมาปิดปากผมแล้วจ้องเขม็ง “ใครบอกนายว่าฉันจะะโ?”
“…”
“ฉันไม่ได้จะะโ” เธอถอนหายใจแรงๆ แล้วปล่อยมือจากปากผม
“เอ้า ก็เห็นว่าคุณกำลังจะปีนราวสะพาน” ผมขมวดคิ้วมองคนตรงหน้า “ถ้าไม่ได้ะโแล้วจะทำอะไร…รับลมหรือยังไง?”
“ใช่” เธอลอยหน้าลอยตาตอบทำเอาผมอึ้ง “แล้วก็เลิกกอดฉันได้แล้ว อะไรของนายเนี่ย”
ผมมองแขนตัวเองที่โอบกอดเอวของเธอเอาไว้ก่อนจะรีบผละออกจากเธอ “เมื่อกี้คุณว่าอะไรนะ”
“ฉันแค่เซ็งๆ เลยอยากจะยืนรับลมให้หายเซ็ง”
“ตรงนี้เนี่ยนะ?”
“แล้วมีกฎหมายข้อไหนที่ห้ามยืนรับลมตรงนี้เหรอ” เธอกอดอกผมมอง ส่วนผมก็พูดไม่ออกทำแค่กลืนน้ำลายลงคอ “นายคิดว่าฉันจะจบชีวิตตัวเองด้วยการะโลงไปจากตรงนี้เนี่ยนะ…ไม่มีทาง”
ผมระบายลมหายใจแล้วมองเธอที่เอาแต่จ้องผม “ก็ใครจะไปรู้”
“ฉันเหมือนคนอยากตายขนาดนั้นเลยหรือไง” ผมรีบพยักหน้ารับกับสิ่งที่เธอถาม “นายนี่!”
“โอเคๆ ในเมื่อไม่ได้จะทำอะไรแบบนั้นก็ดีแล้ว” ผมยกนาฬิกาขึ้นดูอีกครั้ง “คุณทำให้ผมเสียเวลาอีกแล้วสินะ”
“นายทำตัวนายเองเถอะ” เธอกอดอกมองผม
“ก็ดี ถ้างั้นผมไปละ”
ให้ตายสิกี่ครั้งแล้วที่ผมต้องเข้าไปยุ่งกับเธอ แต่หลายครั้งที่ผ่านมาไม่มีครั้งไหนขายขี้หน้าเท่าครั้งนี้เลย “นายเฟยเดี๋ยวก่อน”
“มีอะไร” ผมหยุดเดินแล้วหันไปมองคนที่หอบสัมภาระวิ่งตามมา “นายกำลังจะกลับคอนโดไหม ฉันขอติดรถกลับด้วยสิ”
“อะไรกันคุณเราสนิทกันขนาดนั้นเลย?” ผมเท้าเอวมองเธอที่วิ่งมาขอติดรถกลับด้วย
“ก็…ไม่ได้สนิทขนาดนั้น” เธอทำท่ากำลังคิดอะไรบางอย่าง “แต่นายก็ให้ฉันติดรถกลับคอนโดด้วยตั้งสองครั้งแล้ว ครั้งนี้อีกครั้งจะเป็อะไรไป ฉันไม่อยากนั่งรถกลับเองมันเปลืองเงิน”
“เหอะ…นี่คุณคิดว่าผมเป็รถรับส่งหรือไงครับคุณหมวย”
“ก็แค่ขอติดรถกลับไปด้วยเอง” เธออ้อมแอ้มตอบ “วันนี้นายไม่รู้หรอกว่าฉันต้องเจออะไรบ้าง”
“ผมไม่ได้จะกลับคอนโด” ผมตอบตามตรง “คุณหาทางกลับเองก็แล้วกัน”
“เดี๋ยวๆๆ”
“อะไรอีก”
“นายจะไปไหนเหรอ”
“คุณถามทำไม” ผมเริ่มเห็นถึงความไม่ชอบมาพากลจากคำถามของเธอ “ผมจะไปชลบุรี”
“ชลบุรีเหรอ…ขอติดรถไปด้วยได้ไหม”
“เดี๋ยวๆ อะไรของคุณเนี่ย” ผมถึงกับงุนงงกับคำขอของเธอ “คุณจะไปกับผมทำไม”
“ฉันเซ็งๆ ที่จริงก็ยังไม่อยากกลับคอนโด” เธอมีสีหน้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัด “ขอติดรถนายไปนั่งรถเล่นหน่อยไม่ได้เหรอสัญญาเลยว่าจะนั่งเงียบๆ”
“เดี๋ยวสิคุณขอกันง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอผมไม่ได้ไปเที่ยวนะ”
“ก็ของ่ายๆ แบบนี้นี่แหละจะพูดให้ยุ่งยากทำไมล่ะ อีกอย่างฉันก็ไม่ถือหรอกว่านายจะไปไหนแค่ขอติดรถไปด้วยเฉยๆ”
“พูดง่ายนี่คุณน่ะ”
“ขอฉันไปด้วยเถอะนะเพื่อนฉันก็ไม่อยู่” เธอเสียงอ่อน “ฉันสัญญาเลยจะไม่เป็ภาระ”
“นี่เราสนิทกันขนาดที่ผมต้องยอมให้คุณติดรถไปด้วยเลยเหรอ?”
“ถ้าก่อนหน้านี้ไม่สนิท…” เธอทำหน้าเหมือนคิดอะไรบางอย่าง “งั้นตอนนี้สนิทกันเลยก็ได้นะฉันเป็คนที่สนิทกับคนง่าย”
“ห๊ะ”
“เถอะน่านะ ฉันยังไม่อยากอยู่คนเดียวจริงๆ”
“คุณนี่มัน” ผมนึกคำต่อว่าอีกฝ่ายไม่ออกจริงๆ และดูเหมือนเธอจะไม่สะทกสะท้านด้วยซ้ำ “ผมเป็ผู้ชายนะ แถมแปลกหน้าด้วยคุณไม่กลัว?”
“ฮ่าๆ แปลกหน้า?” เธอหัวเราะออกมาจนผมงง “เอาอะไรมาแปลกหน้าก่อน นายน่ะนะแปลกหน้าแล้วที่ผ่านมาคือยังไง?”
“ก็…”
“ตอบไม่ได้สินะ” เธอกอดอกแล้วยักคิ้วให้ผม “เห็นไหมนายน่ะไม่ได้แปลกหน้าสำหรับฉันสักหน่อย ถ้านายจะทำอะไรฉันจริงนายคงไม่ช่วยฉันจากใครก็ไม่รู้ที่ผับวันนั้นหรอก”
“…”
“โอเค ถ้างั้นฉันไปกับนายได้ใช่ไหม” เธอพูดเองเออเอง “เยี่ยม”
เธอไม่รอให้ผมตอบอะไรก็ชิงเดินอย่างรวดเร็วไปยังรถของผมแต่เพราะผมล็อครถเอาไว้เธอถึงหันมาเรียกผม
“เร็วสินายเฟย ไหนว่าเสียเวลาไง” สรุปนี่ผมต้องพาเธอไปด้วยงั้นเหรอ…
กว่าจะหลุดพ้นจากการจราจรที่ติดขัดมาได้ก็ใช้เวลานานพอสมควร แต่ดูเหมือนคนข้างๆ จะไม่ได้ยินดียินร้ายอะไรเลยเอาแต่โยกตัวตามจังหวะเพลงที่เธอถือวิสาสะเปิดบนรถ
“มองอะไรนักหนา” เหมือนเธอจะรู้ตัวว่าโดนผมมอง “ฉันไม่ใช่ตัวประหลาดสักหน่อย”
“ก็ใกล้เคียงอยู่นะ”
“นายว่าฉันเหรอ” เธอตวัดสายตาดุๆ มาให้ผมจนผมต้องเบนหน้าหนีมองถนนดังเดิม “ฉันก็แค่ไม่อยากคิดเื่อื่น”
“ครั้งนี้เื่อะไรอีกล่ะ”
“อย่าให้พูด”
“งั้นก็ไม่ต้อง”
“คือเื่มันเป็แบบนี้” ผมหันมองคนที่เพิ่งจะบอกว่าไม่อยากพูดแต่กลับเริ่มเล่าทันที “วันนี้ฉันไปสมัครงานบริษัทที่เคยอยากได้ตัวฉันไปทำงานด้วยมา แล้วรู้อะไรไหมยัยวาดดาวนั่นน่ะทำให้ฉันไม่ได้งานที่ไหนเลยสักที่”
“มันเกี่ยวอะไรกับเขาล่ะ”
“ก็ยัยนั่นใช้บารมีพ่อตัวเองเที่ยวไปห้ามบริษัทนั้นบริษัทนี้รับฉันเข้าทำงานยังไงล่ะ” น้ำเสียงเธอดูโมโหอย่างเห็นได้ชัด “สรุปคือบริษัทที่เคยอยากได้ตัวฉันไม่มีที่ไหนรับฉันเข้าทำงานสักที่”
“ก็คุณไม่น่าไปพังงานแต่ง…” ผมหยุดพูดทันทีเมื่อสายตาอาฆาตของเธอหันมาจ้องผมแทน
“นายคิดว่าฉันเป็คนผิดจริงๆ เหรอฉันผิดแค่คนเดียวจริงๆ น่ะเหรอ” เธอแค่นยิ้มแล้วมองถนนด้านหน้า “ผู้หญิงคนหนึ่งที่คบกับแฟนมาสิบห้าปีแต่แล้ววันดีคืนนี้ผู้ชายก็ไปแต่งงานกับลูกเ้านายแล้วฉันต้องทำยังไงล่ะ ฉันควรจะเป็ฝ่ายน่าเห็นใจไม่ใช่เหรอ”
“ผมว่าเราเลิกคุยเื่นี้กันดีกว่า” ผมลอบมองคนที่มีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป “ว่าแต่ตอนนี้คุณก็ตกงานแบบไม่มีงานเลยล่ะสิ”
“อือ วันนี้ทั้งวันฉันเอาแต่สมัครงานอยากจะบ้าตายแค่พอพูดชื่อเขาก็แทบจะโยนฉันออกจากบริษัทอยู่แล้ว”
“…”
“ว่าแต่…ทำไมนายถึงทำแบบนั้นล่ะ”
“ทำอะไร?”
“ก็คิดว่าฉันจะะโน้ำไง ทำไมถึงช่วยล่ะ”
“ก็เพราะว่าผมไม่อยากให้คุณตาย” เกิดความเงียบขึ้นมาชั่วอึดใจ “ขนาดไม่ตายยังเฮี้ยนขนาดนี้ถ้าตายผมคงต้องย้ายคอนโดหนี”
“นี่นายเฟย!”
“ฮ่าๆๆ” ผมหัวเราะกับท่าทีของอีกคนที่มองผมด้วยสายตาไม่เป็มิตร “ที่ที่ผมไปอาจจะทำให้คุณเบื่อนะ”
“ที่ไหนล่ะ”
“สนามแข่งรถ”
“สนามแข่งรถ?” เธอหันมองผมแล้วขมวดคิ้ว “ไปทำอะไรเหรอ”
“เดี๋ยวถึงก็รู้เอง”
ผมขับรถด้วยความเร็วปกติที่ผมขับแต่ดูเหมือนปกติของผมจะไม่ปกติสำหรับอีกคนเธอถึงได้นั่งหลังตรงมือซ้ายโหนกับที่จับในรถตัวแข็งทื่อ “คุณเป็อะไร”
“นายขับเร็วขนาดนี้เลยเหรอ”
“ก็ปกตินะ”
“ปกติกับผีน่ะสิ” เธอหันมาแหวใส่ผม “ช้าหน่อยไม่ได้หรือไง”
“ก็เพราะคุณทำผมเสียเวลา ถ้าไม่รีบเดี๋ยวผมจะไปไม่ทัน”
“มันสำคัญขนาดที่จะต้องเหยียบมิดขนาดนี้เลยหรือไง…” ไม่พูดเปล่ามือของเธอยังล้วงไปในกระเป๋าสะพายของตัวเองแล้วหยิบบางสิ่งบางอย่างออกมา “แฟนนายจะคลอดลูกหรือไงขับขนาดนี้”
ผมหันมองเธอที่หยิบยาดมขึ้นมาสูดเต็มแรงแต่นั่นมันไม่ได้ทำให้ผมสนใจเท่ากับสิ่งที่เธอเพิ่งพูด… ผมเนี่ยนะที่แฟนจะคลอด? ก็คิดไปได้
“ผมโสด”
“ถ้าโสดก็ช่วยลดความเร็วหน่อยได้ไหมเดี๋ยวก็ไม่ทันได้เจอเนื้อคู่ก็ซี้แหงแก๋กันพอดี ฉันเองก็ยังไม่อยากตายตอนอายุสามสิบกว่าหรอกนะ”
“หึ” ผมอดยิ้มกับคำพูดคำจาของเธอไม่ได้จริงๆ แต่ในที่สุดผมก็ยอมลดความเร็ว “คุณเป็คนขอติดรถผมมาเองนะผมไม่ได้บังคับ”
“ก็ใครจะไปรู้ว่านายจะขับรถน่าหวาดเสียวขนาดนี้”
“คุณนี่ขี้บ่นจังเลยนะ” ั้แ่ครั้งแรกที่เจอยอมรับเลยว่าคนข้างกายพูดมากใช้ได้ “เดี๋ยวก็จะถึงแล้ว”
ท้องฟ้าเริ่มหมดแสงในตอนที่ผมขับเข้ามายังสนามแข่งรถที่เปิดไฟสปอตไลต์สว่างไสวไปทั่วบริเวณดูเหมือนว่าทุกคนจะมารอกันอยู่ที่นี่แล้วเพราะเห็นรถที่อู่จอดอยู่ข้างสนามแข่ง
“ตกลงนายมาทำอะไรที่สนามแข่งรถ?”
“ก็มาแข่งรถไง”
“อะไรนะ!” เธอหันขวับมามองผม “มาแข่งรถ…นี่นายเป็เด็กแว้นเหรอ”
“เด็กแว้น?” ผมขมวดคิ้วมองเธอ “ผมไม่ใช่เด็กแว้น…แต่ผมเป็นักแข่งรถ”
“นักแข่ง…นายเนี่ยนะนักแข่งรถ” เธอมองผมราวกับว่าผมเป็ตัวประหลาด “โห…ไม่อยากจะเชื่อ”
“ทำหน้าแบบนี้หมายความว่ายังไง?” ผมจอดรถขนาบข้างกับรถของที่อู่แล้วมองเธอ “ไม่เชื่อหรือไงว่าผมเป็นักแข่ง?”
ก๊อก ก๊อก
ผมหันมาสนใจคนที่เคาะกระจกก่อนจะลดกระจกลงเมื่อรุ่นน้องอย่างปิงก้มตัวมามอง “สวัสดีครับเฮียเฟย…แล้วนั่น”
“นี่หมวยเพื่อนเฮีย”
END PART