ผ่านไปชั่วครู่เดียว บนรถม้าที่กำลังวิ่งไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและถูกคุ้มกันโดยพวกอู่จ้าน
เทียนจุนกำลังนั่งอยู่ภายในรถม้าคันใหญ่กับสองพ่อลูก โดยที่ตัวของเขากำลังนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม
ภายในรถม้า แม้จะไม่มีความหรูหราฟุ่มเฟือย แต่ก็สะอาดสะอ้านและกว้างขวางพอสมควร
เด็กชายตัวน้อยที่นั่งอยู่ข้างบิดาของเขา ดูเหมือนจะตื่นเต้นกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป
ดวงตากลมโตของเขายังคงเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้นและชื่นชมเทียนจุน
เพราะเมื่อครู่นี้ เขาได้เห็นชายหนุ่มใช้ปราณเซียนสีทอง สยบเหล่าผู้ฝึกตนที่ชั่วร้ายลงได้อย่างเด็ดขาด
สำหรับเด็กชายผู้ที่เติบโตขึ้นมาในเมืองการค้า ซึ่งมักจะได้ยินเื่ราวเกี่ยวกับผู้ฝึกตนอยู่เสมอ
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าของเขานับเป็สิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก
“ท่านเทียนจุน!”
เสียงใสๆของเด็กชายดังขึ้น ขณะที่กระเถิบตัวเข้าใกล้บิดาของเขาด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“ข้าเองก็อยากแข็งแกร่งเหมือนท่าน!”
“ข้าเองก็อยากเป็ผู้ฝึกตนที่สามารถใช้ปราณเซียนได้!”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นราวกับเด็กชายที่ฝันอยากเป็วีรบุรุษ
“ฮ่าฮ่าฮ่า! ลูกอยากเป็อย่างท่านเทียนจุนเรอะ?”
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำดังขึ้นจากชายร่างอ้วนตงจาง ขณะที่กำลังยกมือขึ้นลูบศีรษะของบุตรชายตัวน้อยเบาๆ
“งั้นเมื่ออายุครบกำหนดและเปิดจุดตันเถียนได้ เ้าต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี”
“หากอยากเป็ผู้แข็งแกร่ง เ้าจะต้องพยายาม และไม่ย่อท้อต่อความลำบาก!”
“อื้ม! ข้าจะต้องแข็งแกร่งให้ได้แน่นอน!”
เด็กชายพยักหน้าหงึกๆด้วยท่าทางจริงจัง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
【ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับความชื่นชมจากปุถุชน ได้รับ 1 แต้มอรหันต์】
【ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับความศรัทธาจากปุถุชน ได้รับ 1 แต้มอรหันต์】
เทียนจุนมองดูภาพของพ่อลูกที่กำลังพูดคุยกันแล้ว ก็อดที่จะเผยรอยยิ้มบางๆออกมาไม่ได้
“เด็กคนนี้ช่างมีจิตใจที่บริสุทธิ์และมุ่งมั่นดีนัก!”
ตงจางหันกลับมามองเทียนจุน ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความเกรงใจ
“คงไม่ถือสาหรอกนะท่านเทียนจุน?”
“ลูกชายของข้าชื่นชมเหล่าผู้ฝึกตนมานาน และใฝ่ฝันอยากจะเป็ผู้แข็งแกร่งมาั้แ่เด็ก
เขายิ้มเล็กน้อย ก่อนจะแนะนำลูกชายของตนเอง
“เขามีนามว่า 'ตงหลิน' เป็ลูกชายคนเล็กสุดของข้าเอง!”
จากนั้นสีหน้าของตงจางก็เปลี่ยนเป็เคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย เขาถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่งก่อนจะพูดต่อ
“เฮ้อ ไม่คิดเลยว่าเมื่อพาเขาออกมาเที่ยวด้วย จะเกิดเื่เช่นนี้ขึ้น!”
เทียนจุนสังเกตเห็นถึงท่าทีที่เปลี่ยนไปของอีกฝ่าย จึงเอ่ยถามอย่างสงสัย
“เ้ารู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับพวกมันใช่หรือไม่?”
ตงจางหัวเราะเยาะตัวเองเบาๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความขมขื่น
“อันที่จริง เื่ที่ท่านสงสัย ล้วนเป็ความจริง.. ”
“พวกมันไม่ใช่โจรป่าธรรมดา แต่เป็คนของ 'ตระกูลการค้าโอว'”
“ตระกูลการค้าโอว?”
เทียนจุนทวนคำ สีหน้าของเขาฉายแววครุ่นคิด
“ใช่แล้ว ตระกูลโอวเป็หนึ่งในสองตระกูลการค้าที่ใหญ่ที่สุดของเมืองหนานปิง”
“พวกมันเป็ตระกูลที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับ 'ตระกูลตง' ของข้า!”
“หลายปีที่ผ่านมา ตระกูลโอวพยายามทุกวิถีทางที่จะกำจัดตระกูลของข้าให้พ้นไปจากเมืองหนานปิง”
“เป้าหมายของพวกมันคือการเป็ 'ตระกูลการค้าเพียงหนึ่งเดียว' ในเมืองหนานปิง และยึดกิจการทั้งหมดไปเป็ของพวกมันเอง!”
เทียนจุนนั่งฟังเงียบๆ ขณะที่อีกฝ่ายยังคงพูดต่อไป
“ข้ารู้ว่าพวกมัน้าทำลายตระกูลของข้า.. ”
“แต่ไม่คิดเลยว่าครานี้ พวกมันจะกล้าเล่นแรงถึงเพียงนี้”
“ถึงขั้นส่งยอดฝีมือระดับทะเลิญญามาลอบสังหารข้ากับลูกชายของข้า!”
“มันน่าเจ็บใจนัก!”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น มือของตงจางกำแน่น
แต่ไม่นานเขาก็คลายมันออก ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างขมขื่น
“แต่ก็ดีแล้วที่วันนี้ท่านมาช่วยข้าเอาไว้ได้!”
“ข้าคาดไม่ถึงเลยว่าพวกมันจะสูญเสียมากถึงเพียงนี้”
“ยอดฝีมือระดับทะเลิญญาของพวกมันต้องตกตายไปนับสิบ.. ”
“เ้า 'โอวหยางเฉิน' คงต้องโกรธแค้นข้ามากแน่!”
หลังจากนั้น เสียงหัวเราะของตงจางก็ดังก้องไปทั่วห้องโดยสารของรถม้า ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความสะใจ
เทียนจุนพอได้ยินชื่อ โอวหยางเฉิน แล้วก็พยักหน้าเบาๆ
เขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน แต่จากคำพูดของชายอ้วน มันก็ทำให้เขาพอจะเข้าใจได้ว่าชายผู้นี้น่าจะเป็ผู้นำของตระกูลโอว
ไม่นานนัก การสนทนายังคงดำเนินต่อไปตลอดการเดินทาง ขบวนรถม้ายังคงมุ่งหน้าไปยังเมืองหนานปิงอย่างมั่นคง
ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดขบวนรถม้าของตระกูลตงก็เคลื่อนตัวเข้าสู่อาณาเขตของเมืองหนานปิง
เมืองแห่งนี้มีขนาดใหญ่ไม่ต่างไปจากเมืองเทียนตง เต็มไปด้วยผู้ฝึกตนและปุถุชนคนธรรมดาที่ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน
เสียงคึกคักของเหล่าผู้คนดังไปทั่ว บรรยากาศของเมืองเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา
ภายในเมือง บ้านเรือนและอาคารมากมายเรียงรายกันอยู่ตามสองฟากฝั่งของถนน บางแห่งเป็หอคอยสูงใหญ่ บางแห่งเป็โรงน้ำชาและร้านค้าต่างๆ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าพากันะโเรียกลูกค้า เสียงเจรจาต่อรองดังระงมไปทั่วบริเวณ
“ข้ามาไกลขนาดนี้แล้วงั้นรึ?”
เทียนจุนนั่งอยู่ภายในรถม้า มองออกไปยังทิวทัศน์ของเมืองผ่านหน้าต่าง
แววตาของเขาสะท้อนแสงแดดที่กำลังส่องลงมากระทบพื้น
“นับั้แ่ข้าได้ถือกำเนิดใหม่.. ”
“นี่อาจเป็ครั้งแรกที่ได้มายังเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านเช่นนี้”
บรรยากาศอันคึกคักทำให้ชาหยนุ่มรู้สึกสงบใจอย่างประหลาด แม้จะไม่ได้หลงใหลในชีวิตของปุถุชนมากนัก
แต่การได้เห็นผู้คนมากมายดำเนินชีวิตไปตามวิถีของตน ก็ทำให้ไท่ซวนเทียนจุนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว
ขณะเดียวกัน ขบวนรถม้าก็แล่นผ่านไปตามถนนหลักของเมือง ชาวเมืองที่เดินผ่านไปมาพากันจับจ้องด้วยความสนใจ
“นั่นมัน.. ขบวนรถม้าของตระกูลตงไม่ใช่รึ?”
“ขบวนใหญ่ขนาดนี้ คงเป็คาราวานสินค้ากลับมาจากต่างเมืองกระมัง?”
“เฮอะ! ข้าว่าคงไม่ใช่แค่เื่การค้าแน่ๆ ดูเหมือนว่าตระกูลตงจะเพิ่งผ่านศึกใหญ่มาเสียด้วยสิ”
เสียงซุบซิบดังขึ้นจากผู้คนที่เห็นสภาพของขบวนรถม้า หลายคันมีร่องรอยการต่อสู้ บางแห่งยังมีคราบเืติดอยู่ที่ขอบล้อ
แสดงให้เห็นว่าขบวนนี้ต้องเผชิญเหตุการณ์บางอย่างระหว่างการเดินทาง
ขณะเดียวกัน ท่ามกลางฝูงชนที่สัญจรไปมา
ชายผู้หนึ่งยืนอยู่ในเงามืดมุมหนึ่งของเมือง สายตาของเขาจับจ้องไปยังขบวนรถม้าของตระกูลตง
เมื่อเห็นขบวนรถเคลื่อนผ่าน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็เคร่งขรึมและจริงจัง ดวงตาฉายแววคาดเดาไม่ได้
ไม่นานนัก ชายผู้นั้นก็หันหลังกลับ ก่อนจะก้าวเดินแทรกตัวเข้าไปในกลุ่มคนที่เดินขวักไขว่
ราวกับว่าตัวตนของเขากำลังรีบไปแจ้งข่าวแก่ใครบางคน