หมู่บ้านเชิงเขาปรากฏขึ้นให้เห็นเมื่อเสี่ยวหลงเปาผ่านโค้งทางสุดท้าย แสงแดดสายส่องกระทบหลังคามุงจากของบ้านเรือนไม้หลังเล็กๆ ที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมลำธาร ควันเตาไฟลอยกรุ่นขึ้นจากปล่องบางหลัง ปนกับกลิ่นข้าวหุงและกลิ่นปลาย่างที่ลอยมาตามลม
เสียงไก่ขันแว่วมาไกลๆ ปนกับเสียงเด็กๆ วิ่งเล่นหัวเราะกันเสียงดัง หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ไม่มีอะไรหรูหรา แต่สำหรับเสี่ยวหลงเปาแล้ว มันคือโลกใบที่สองรองจากวัดเขาเหลียงซาง
"เสี่ยวหลงเปา! มาช้าอีกแล้ว!"
เสียงะโดังมาจากริมลำธาร เสี่ยวหลงเปาเงยหน้ามอง เห็นเด็กหนุ่มร่างผอมสูงวัยไล่เลี่ยกันโบกมือเรียกอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ ตะกร้าไม้ไผ่และคันเบ็ดวางอยู่ข้างกาย
"อาซาน!"
เสี่ยวหลงเปาวิ่งะโข้ามก้อนหินริมลำธารไปหาเพื่อน รอยยิ้มเผยแถวฟันขาวเมื่อเห็นสีหน้าบูดบึ้งแกล้งทำของอาซาน
"รอเกือบชั่วยามแล้วนะ นึกว่าจะไม่มา อาจารย์เ้าคงสั่งงานหนักอีกแล้วสิ"
"ก็ฝึกท่าัคะนองธารั้แ่เช้าเลย แขนยังล้าอยู่เลยตอนนี้"
เสี่ยวหลงเปาบ่นพลางนั่งลงข้างเพื่อน หยิบคันเบ็ดอันหนึ่งขึ้นมาพิจารณา อาซานหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยื่นเหยื่อตัวเล็กๆ ที่ขุดมาจากดินริมตลิ่งให้
"เอ็งนี่โชคดีนะ ได้เรียนวิชาจากอาจารย์เก่งขนาดนั้น ข้าน่ะได้แต่ช่วยพ่อไถนาทุกวัน"
"ก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป" เสี่ยวหลงเปาตอบพลางเกี่ยวเหยื่อลงเบ็ด "เอ็งอย่างน้อยก็มีพ่อแม่คอยดูแล ข้ามีแค่อาจารย์คนเดียว"
อาซานหันมามองเพื่อนอย่างขวยเขิน รู้สึกผิดที่พูดพลั้งไป แต่เสี่ยวหลงเปากลับยิ้มให้อย่างไม่ถือสา เขาไม่เคยรู้สึกน้อยใจกับชะตาชีวิตของตัวเอง เพราะอาจารย์เซวียนคงให้ความรักและความอบอุ่นแก่เขาไม่น้อยไปกว่าพ่อแม่ที่แท้จริงเลยสักนิด
ทั้งสองโยนเบ็ดลงน้ำ นั่งรอเงียบๆ ฟังเสียงน้ำไหลเซาะโขดหิน เสียงใบไม้เสียดสีกันเหนือหัว แดดสายเริ่มอุ่นขึ้นทีละน้อยจนต้องถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกวางไว้ข้างกาย
ลำธารสายนี้ไหลลงมาจากูเาเหลียงซางโดยตรง น้ำใสจนมองเห็นก้อนกรวดสีต่างๆ เรียงรายอยู่ใต้ท้องน้ำ ปลาตัวเล็กแหวกว่ายไปมาเป็ฝูง แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้เหนือหัวตกกระทบผิวน้ำเป็จุดแสงกระจายวิบวับราวกับมีใครโปรยเศษแก้วลงไป เสี่ยวหลงเปาชอบมานั่งตรงนี้เสมอเมื่อมีเวลาว่าง เพราะความสงบของที่นี่ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายไม่ต่างจากตอนนั่งสมาธิที่วัด
"ว่าแต่..." อาซานเอ่ยขึ้นหลังจากเงียบไปพักใหญ่ "เอ็งเคยคิดอยากรู้ไหมว่าพ่อแม่จริงๆ ของเอ็งเป็ใคร"
คำถามนั้นทำให้เสี่ยวหลงเปาหยุดชะงักไปชั่วครู่ เขามองผิวน้ำที่กระเพื่อมเป็วงเล็กๆ จากปลาตัวหนึ่งที่แหวกว่ายผ่าน
"บางทีก็คิดนะ" เขาตอบอย่างช้าๆ "อาจารย์บอกว่าท่านเจอข้าตอนยังแบเบาะอยู่หน้าประตูวัด ไม่มีจดหมายไม่มีสิ่งของอะไรติดตัวมาเลย มีแต่..."
เขาหยุดพูดกลางคัน มือลูบไปที่ไหปลาร้าซ้ายโดยไม่รู้ตัว
"มีแต่อะไร"
"...ไม่มีอะไรหรอก" เสี่ยวหลงเปาส่ายหน้า ยิ้มกลบเกลื่อน "ก็แค่ผ้าห่มธรรมดาผืนหนึ่ง อาจารย์ว่างั้น"
เขาไม่ได้โกหกอาซานทั้งหมด เพียงแต่เลือกที่จะไม่พูดถึงรอยแผลประหลาดบนตัวเขา เื่นี้เขาไม่เคยเล่าให้ใครฟังนอกจากอาจารย์ เพราะรู้สึกว่ามันเป็เื่ส่วนตัวเกินกว่าจะเอ่ยกับใคร แม้แต่เพื่อนสนิทที่สุดก็ตาม
อาซานพยักหน้ารับโดยไม่ได้สงสัยอะไรเพิ่ม หันไปสนใจเบ็ดที่กระตุกเบาๆ ในมือแทน
"อ้อ! ติดแล้ว!"
ทั้งคู่ลุกพรวดขึ้นด้วยความตื่นเต้น ช่วยกันดึงสายเบ็ดขึ้นมาจนได้ปลาตัวโตพอสมควรติดขึ้นมา น้ำกระเซ็นเปียกทั้งสองจนหัวเราะครืนใหญ่ เสียงหัวเราะของเด็กหนุ่มสองคนดังก้องไปทั่วริมลำธาร ปลุกให้นกที่เกาะอยู่ใกล้ๆ ใบินหนี
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางความสนุกสนาน สองเพื่อนได้ปลามาหลายตัว บ้างก็ปิ้งกินกันสดๆ ริมลำธารนั่นเอง กลิ่นปลาย่างหอมกรุ่นลอยฟุ้งปนกับควันไฟเล็กๆ ที่ก่อขึ้นจากกิ่งไม้แห้ง
อาซานก่อกองไฟเล็กๆ ด้วยความชำนาญ ใช้กิ่งไม้แห้งเสียบปลาที่ผ่าท้องควักไส้ออกแล้วขึงเหนือเปลวไฟ หนังปลาเริ่มไหม้เกรียมเป็สีน้ำตาลทองพร้อมกับน้ำมันที่หยดลงกองไฟดังจี๊ดๆ ควันหอมลอยฟุ้งกระตุ้นความหิวให้เสี่ยวหลงเปากลืนน้ำลายอย่างไม่รู้ตัว
"กัดระวังก้างนะ" อาซานยื่นปลาที่สุกได้ที่ให้ พร้อมรอยยิ้มภูมิใจในฝีมือของตัวเอง
เสี่ยวหลงเปารับมากัดคำใหญ่ทันที เนื้อปลาร้อนๆ ที่ยังกรุ่นไอ รสหวานมันจากไขมันปลาผสมกับรสเค็มอ่อนๆ จากเกลือที่อาซานโรยไว้ก่อนย่าง ทำให้เขาเผลออุทานออกมาด้วยความอร่อย
"อร่อยว่ะ! เอ็งนี่ฝีมือดีขึ้นทุกทีนะ"
"นั่นสิ ฝึกมาตั้งนาน" อาซานยิ้มภูมิใจ ก่อนจะกัดปลาของตัวเองบ้าง
"เฮ้ เสี่ยวหลงเปา" อาซานเอ่ยขึ้นอีกครั้งขณะเคี้ยวเนื้อปลา "เอ็งได้ยินเื่ที่คนในเมืองเล่าลือกันบ้างไหม"
"เื่อะไร"
"เื่สำนักประหลาดที่โผล่มาแถบูเาทางเหนือน่ะ เขาว่ากันว่าเป็พวกนอกรีต ไม่ขึ้นกับสำนักไหนในยุทธจักร ชอบบุกทำลายสำนักเล็กๆ แล้วปล้นชิงตำราวิชา"
เสี่ยวหลงเปาเลิกคิ้วด้วยความสนใจ "สำนักไหนกัน"
"ไม่รู้สิ พ่อค้าที่มาขายของในหมู่บ้านเล่าให้ฟัง บอกว่าได้ยินมาจากคนเดินทางอีกที เขาเรียกกันว่า...สำนักเหยี่ยวดำ หรืออะไรสักอย่าง"
ชื่อนั้นไม่ได้สร้างความรู้สึกอะไรเป็พิเศษให้เสี่ยวหลงเปาในตอนนั้น เขาเพียงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะยักไหล่
"ก็ไกลจากที่นี่ตั้งเยอะ คงไม่มาถึงแถวนี้หรอก"
"นั่นสิ แต่ก็น่ากลัวอยู่ดี ได้ยินว่าฆ่าคนไม่เลือกหน้า ไม่ว่าเด็กหรือคนแก่"
อาซานพูดพลางสั่นหัวหวาดหวั่น ก่อนจะเปลี่ยนเื่คุยไปเื่อื่นอย่างรวดเร็ว เพราะไม่อยากให้บรรยากาศสนุกสนานต้องหม่นหมองไปกับเื่น่ากลัว ทั้งสองใช้เวลาที่เหลือของวันเล่นน้ำ แข่งขว้างก้อนหินข้ามลำธาร และนอนเล่นดูเมฆลอยผ่านฟ้าอย่างไร้กังวล
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำ แสงสีส้มทองสาดกระทบผิวน้ำเป็ประกายวิบวับ เสี่ยวหลงเปาจึงลุกขึ้นสะบัดเสื้อผ้าที่เปียกชื้น
"ข้าต้องกลับแล้ว อาจารย์สั่งไว้ว่าต้องกลับก่อนพลบค่ำ"
"เอาปลาไปฝากอาจารย์เ้าด้วยสิ" อาซานยื่นปลาที่เหลือให้ ห่อด้วยใบตองอย่างเรียบร้อย "บอกท่านว่าข้าคารวะด้วย"
"ได้เลย ขอบใจนะ"
เสี่ยวหลงเปารับห่อปลามา สวมเสื้อคลุมกลับเข้าที่ ก่อนโบกมือลาเพื่อนแล้วเดินมุ่งหน้ากลับขึ้นเขา เสียงอาซานะโบอกให้ระวังตัวลอยตามมาข้างหลัง
ระหว่างทางกลับ เขาเดินผ่านตลาดเล็กๆ กลางหมู่บ้านที่กำลังจะปิดร้านตามเวลา พ่อค้าแม่ค้าทยอยเก็บของ เสียงพูดคุยแลกเปลี่ยนข่าวสารดังแว่วมาเป็ระยะ เสี่ยวหลงเปาเดินผ่านไปอย่างเรื่อยเปื่อย จนกระทั่งได้ยินชายชราคนหนึ่งกำลังเล่าเื่ให้กลุ่มคนฟังอย่างตื่นเต้น
ตลาดเล็กๆ แห่งนี้เป็เพียงทางเดินดินอัดแน่นขนาบข้างด้วยแผงขายของไม่กี่แผง มีทั้งผักสด เนื้อสัตว์ตากแห้ง ผ้าทอมือ และเครื่องปั้นดินเผาที่ชาวบ้านทำขายกันเอง กลิ่นเครื่องเทศผสมกลิ่นดินโคลนจากทางเดินลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศยามเย็น แม่ค้าคนหนึ่งกำลังเก็บผักที่เหลือใส่ตะกร้า ขณะที่เด็กๆ วิ่งไล่จับกันอยู่ระหว่างแผงขายของอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
"...ว่ากันว่าเผาทั้งสำนักจนไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่านให้เก็บศพ ไม่มีใครรอดเลยสักคน..."
เสี่ยวหลงเปาชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินประโยคนั้น แต่ก็ไม่ได้หยุดฟังต่อ เพราะคิดว่าคงเป็เพียงเื่เล่าขยายความจากพ่อค้าที่อาซานเอ่ยถึงเมื่อครู่ เื่แบบนี้มักถูกเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเกินจริงเสมอในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีข่าวสารอะไรตื่นเต้นให้พูดถึง
เขาเดินต่อไปโดยไม่ทันสังเกตว่า สายลมเย็นที่พัดปะทะตัวเขาในตอนนี้ มีกลิ่นบางอย่างแปลกปลอมปนอยู่
กลิ่นที่จางมาก จนแทบแยกไม่ออกจากกลิ่นควันไฟจากเตาในหมู่บ้าน
เขาแวะซื้อขนมหวานชิ้นเล็กๆ จากแผงลอยใกล้ทางออกหมู่บ้าน ยายเ้าของร้านยิ้มให้อย่างคุ้นเคย ยื่นขนมห่อใบตองมาให้พร้อมพูดหยอกล้อเื่ที่เขาโตขึ้นทุกที เสี่ยวหลงเปาหัวเราะรับคำชม จ่ายเหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญที่มีติดตัว ก่อนเดินจากไปพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อเดินพ้นหมู่บ้านไปจนถึงเชิงเขา เสี่ยวหลงเปาหยุดยืนมองท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอมม่วง นกฝูงสุดท้ายของวันบินกลับรัง เสียงจักจั่นเริ่มร้องระงมทดแทนเสียงนกที่เงียบหายไป
เขาสูดหายใจเข้าเต็มปอด รู้สึกอิ่มเอมใจกับความสุขเล็กๆ ในวันธรรมดาเช่นนี้ ก่อนจะออกวิ่งขึ้นเขากลับไปหาอาจารย์ ด้วยรอยยิ้มที่ยังคงอยู่บนใบหน้า
ทางเดินขึ้นเขาที่คุ้นเคยเริ่มมืดลงตามแสงตะวันที่ลับหายไปทีละน้อย เงาของต้นสนสองข้างทางทอดยาวปกคลุมทางเดินจนแทบมองไม่เห็นพื้น เสี่ยวหลงเปาเดินไปตามความเคยชิน นับก้าวในใจเหมือนที่เคยทำมาั้แ่เด็ก รู้ดีว่าอีกกี่ก้าวจะถึงโค้งทางที่มองเห็นแสงไฟจากวัด
ลมหายใจของเขาเริ่มดังชัดขึ้นในความเงียบ ฝ่าเท้าที่เหยียบย่ำบนพื้นดินแห้งส่งเสียงกรอบแกรบแ่เบา ลมเย็นพัดผ่านยอดไม้เหนือหัวทำให้กิ่งก้านเสียดสีกันเป็เสียงหวีดหวิว
ทว่าเมื่อเงาของเขาทอดยาวตามแสงตะวันที่ใกล้ลับขอบฟ้า เสี่ยวหลงเปากลับรู้สึกถึงความเงียบผิดปกติบางอย่างที่ปกคลุมป่าสนรอบตัว
ไม่มีเสียงนกร้อง
ไม่มีเสียงแมลงกลางคืนที่ควรเริ่มดังขึ้นตามปกติ
มีเพียงเสียงฝีเท้าของเขาเองที่ดังกังวานอยู่กลางความเงียบงันนั้น
เสี่ยวหลงเปาชะลอฝีเท้าลง กวาดสายตามองไปรอบตัว ป่าสนที่เคยคุ้นเคยในตอนนี้ดูราวกับเปลี่ยนไปเป็คนละที่ เงาไม้ที่ทอดยาวดูมืดครึ้มกว่าปกติ ราวกับมีบางอย่างกำลังกลืนกินแสงสุดท้ายของวันไปจนหมดสิ้น
เขากำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ห่อปลาที่อาซานฝากมาเกือบหลุดจากมือ
"...แค่คิดไปเองน่ะ"
เขาพึมพำปลอบใจตัวเอง ก่อนจะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น มุ่งหน้าสู่แสงไฟรำไรที่เริ่มมองเห็นลิบๆ อยู่เบื้องหน้า