และคงเพราะมัวแต่คิด เธอจึงขี่จักรยานจากไปโน้นแล้ว
อ้าว.....เด็กหนุ่มถึงกับเหวอไปเลยทีเดียว
เมื่อผู้เป็แม่กลับมาในเวลาเกือบสี่ทุ่ม เขาก็รีบถามถึงสิ่งที่อยากรู้ทันที
“แม่รับข้าวกล่องจากใครครับ”
“อ๋อ หนูพิมพ์ชนก แม่หม้ายลูกติดที่ทำงานเป็พนักงานบัญชีของบริษัทแห่งหนึ่ง แต่เงินเดือนไม่พอค่าเลี้ยงลูก ค่าเช่าบ้าน ค่าจ้างพี่เลี้ยงลูกรวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกจิปาถะ ก็เลยมารับทำข้าวกล่องส่งตามบ้านในตอนเย็นด้วย ขยันนะ เห็นตัวเล็กๆอย่างนั้นเถอะ อดทนและมีความรับผิดชอบสูงยิ่งกว่าผู้ชายอกสามศอกอีก”
แม่บอกรวดเดียวจบก่อนเดินจากไป
ได้รับรู้เื่ราวของเธอแล้วเด็กหนุ่มก็รู้สึกอื้อๆในอกอย่างบอกไม่ถูกสงสารเธอ อยากช่วยแบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งนั้น อยากรับสิ่งที่เธอกำลังแบกอยู่มาไว้บนบ่าของเขาเสียเอง แต่เขาจะเริ่มจากตรงไหนดีล่ะ เพราะดูท่าทางเหมือนเธอจะไม่ค่อยชอบหน้าของเขาเอาเสียเลย
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คุณนายวิลาวรรณซึ่งยืนอยู่ตรงริมหน้าต่างของห้องนั่งเล่นบนชั้นสอง มองลงไปเห็นรถของบุตรชายคนเดียว แล่นเข้าบ้านมาหลังจากที่ขับออกไปเมื่อสองวันก่อน ร่างอวบท้วมก็รีบเดินลงบันไดมาทันที
ธันวาเป็บุตรชายคนเดียวของครอบครัว เขาจึงถูกเลี้ยงดูแบบ ประคบประงม ตามใจมาโดยตลอด ไม่เคยต้องลำบากลำบน อยากได้อะไรก็ได้ทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข ด้วยทั้งบิดาและมารดาหวังใจเมื่อเรียนจบแล้วเขาจะมาช่วยรับผิดชอบกิจการของครอบครัวต่อไป แต่กลับผิดคาด เพราะหลังจากที่เรียนจบปริญญาโทแล้วธันวาก็ยังไม่ยอมทำงานอะไรเป็เื่เป็ราว เอาแต่ทำตัวเ้าชู้เป็เพลย์บอยไปวันๆเคยคบผู้หญิงจนถึงขั้นแต่งงานแล้วมีลูกด้วยกันอยู่คนหนึ่ง ทั้งบิดาและมารดาก็หวังว่าจะช่วยทำให้เขามีความคิดความอ่านแบบเป็ผู้ใหญ่มากขึ้น แต่ก็ผิดหวังตามเคย เพราะครอบครัวของธันวาอับปางลงภายในเวลาไม่กี่ปี จากนั้นเขาก็ทำตัวเหมือนเดิมคือ ไม่สนใจงานการ ดื่ม กิน เที่ยวและควงผู้หญิงไม่ซ้ำหน้า และตอนนี้ผู้เป็มารดาก็กำลังสงสัยว่าบุตรชายอาจจะกำลังติดการพนันอีกด้วย
“หายไปไหนมาตั้งหลายวันตาธัน”
คุณนายวิลาวรรณซึ่งลงมาทันบุตรชายยังห้องรับแขกที่ชั้นล่างพอดีได้ถามขึ้น
“ก็อยู่ที่คอนโดของผมนั้นแหละครับ”
หนุ่มหล่อหุ่นสำอางตอบเซ็งๆขณะเดินไปทิ้งตัวลงบนโซฟาราคาแพงลิบ
“เมื่อไหร่ลูกถึงคิดจะทำงานทำการให้มันเป็เื่เป็ราวสักทีห๊ะ”
คุณนายวิลาวรรณตามเข้าไปนั่งลงใกล้ๆแล้วถามเสียงเครียด
“เมื่อผมพร้อมไงครับคุณแม่ แต่ตอนนี้ผมยังไม่พร้อม”
“อะไรกันตาธัน อายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้วนะลูก”
“นี่แหละคือสาเหตุที่ผมไม่อยากกลับบ้าน มาถึงคุณแม่ก็เอาแต่บ่นๆๆๆไม่คิดว่าผมจะเบื่อบ้างหรือฮะ”
“นี่ลูกกล้าพูดกับแม่อย่างนี้เลยเหรอ”
“ถ้าไม่พูดแล้วคุณแม่จะรู้เหรอฮะว่าผมเบื่อ”
“เอาหละ แม่จะไม่พูดเื่นี้ก็ได้ ว่าแต่เมื่อไหร่ลูกจะเข้าไปช่วยงานที่บริษัทของคุณพ่อ”
“ก็บอกแล้วไงฮะว่าเมื่อผมพร้อม ว่าแต่ตอนนี้คุณแม่มีเงินให้ผมใช้สักแสนไหมครับ”
ี้เีจะเถียงกับมารดา ธันวาจึงวกเข้าหาความ้าของตัวเองแบบดื้อๆ
“อะไรกันตาธัน ปกติคุณพ่อเขาก็ให้ใช้เดือนละห้าหมื่นอยู่แล้ว นี่ยังไม่ทันจะสิ้นเดือน ก็มาขอเพิ่มแล้วเหรอ แล้วก็ขอเพิ่มทีละมากๆด้วย เอาไปใช้อะไรนักหนา””
“ผมไม่ใช่เด็กประถมนะครับคุณแม่ ที่จะควบคุมรายจ่ายให้อยู่ในกรอบได้ทุกเดือน คนเรามันก็ต้องมีความจำเป็เข้ามาบ้างสิ”
“ถ้าลูกเข้าไปทำงานที่บริษัท คุณพ่อก็ต้องเพิ่มเงินเดือนให้ลูกแน่นอน”