เวลาเดียวกันณ ขบวนเดินทาง
เปาเฟิงมิได้รับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับแท่นศิลาโปเทียนแม้แต่น้อยอย่างไรก็ตามยามนี้เขากลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างมันเป็ความรู้สึกที่แปลกประหลาด ราวกับบางสิ่งบางอย่างในตัวเขาได้เติบโตขึ้นแต่ในไม่ช้ามันก็สลายหายไป
ความรู้สึกเมื่อครู่นี้มันอะไรกัน?
ในห้วงภวังค์ลึกลับภายใต้สภาวะเรียนรู้เปาเฟิงที่กําลังทําความเข้าใจและฝึกฝนได้ยืนแน่นิ่งไปเขาไม่ทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร แม้เขาจะมีสมาธิเหนือลํ้ากว่าผู้ใดก็ตาม
หรือว่าเขาจะแค่รู้สึกไปเอง?
“คงเป็เช่นนั้น’’เปาเฟิงยิ้มอย่างขมขื่นแล้วเริ่มฝึกฝนต่อ
ั้แ่เริ่มออกเดินทางเด็กหนุ่มแซ่เปาก็มิได้ใช้เวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ เขาเข้าสู่สภาวะเรียนรู้และเริ่มฝึกฝนนทีแห่งความละเอียดอ่อน กับทําความเข้าใจความลึกลํ้าราวผสานฟ้าดินไปพร้อมๆกันเขารู้สึกว่ายิ่งเข้าใจสิ่งนี้มากขึ้นเท่าไหร่ นทีแห่งความละเอียดอ่อนยิ่งพัฒนาได้ไวขึ้นเท่านั้น
น่าเสียดายก็ตรงที่ว่าความเร็วในการพัฒนานี้เชื่องช้ากว่าตอนประมือกับหลินเจาเป็อย่างมาก
เปาเฟิงจึงตะหนักได้ทันทีว่าเขาได้พลาดโอกาสครั้งใหญ่ไปแล้วบางทีการที่เขาจะสําเร็จสิ่งนี้ดั่งหลินเจาได้ อาจคงต้องใช้เวลายาวนานหลายเดือนไม่ก็อาจจะหลายปีเลยทีเดียว
ไม่แปลกที่จะเกิดสิ่งนี้ขึ้นเพราะการประมือกับหลินเจาและััความรู้สึกโดยตรงทําให้ปัญญาเวทย์ทํางานได้สูงสุด แตกต่างกับการจับความรู้สึกด้วยตัวเองและฝึกฝนมันคนเดียวถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ซะทีเดียว ขอเพียงแค่มีเวลาการฝึกฝนย่อมสําเร็จได้อย่างแน่นอน
ขณะเดียวกันเฉินเมิ่งิก็พลอยถูกผลักดันไปด้วย มันทําสมาธิเพื่อเริ่มปรับปรุงรากฐานของตัวเองให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เหตุนี้เององค์ชายสองจึงอดหัวเราะเบาๆไม่ได้ดูเหมือนน้องแปดของมันจะถูกเด็กหนุ่มแซ่เปากดดันจนทําให้หัวใจแห่งการฝึกตนตื่นขึ้นมิเช่นนั้นแล้วมันคงไม่ฝึกปรือแม้กระทั่งยามนี้
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพริบตา ท้องฟ้าที่สว่างไสวก็ถูกแทนที่ด้วยความมืดมิด
ขบวนเดินทางจึงหยุดเดินทางชั่วคราวและเริ่มจัดตั้งค่ายที่พัก ก่อนเริ่มแจกจ่ายอาหาร
ดังนั้นเปาเฟิงและเฉินเมิ่งิจึงได้หยุดการฝึกฝนของตัวเองเอาไว้และออกมารับประทานอาหารเพื่อเติมเต็มท้องอันว่างเปล่าของพวกมัน
ระหว่างนี้เององค์ชายสองจึงถือโอกาสนี้แนะนําตัวเด็กหนุ่มแซ่เปากับคนอื่นๆเข้าด้วยกันแต่มันย่อมรู้ดีว่าคงต้องใช้เวลาอีกหน่อย คนพวกนี้จึงจะยอมรับในตัวของเด็กหนุ่ม
อย่างไรก็ตามหลังจากที่ทุกคนทานอาหารเสร็จสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น!
เฉินเมิ่งิได้ขอประมือกับเปาเฟิงโดยมุ่งหวังขัดเกลาความแข็งแกร่งของตัวเองบอกได้ว่ามันในยามนี้เข้าใจอย่างแท้จริงแล้วว่าตัวมันแม้จะเป็อัจฉริยะของจักรวรรดิประกายอรุณ ทว่าต่อหน้าอัจฉริยะที่แท้จริงมันย่อมไม่นับเป็อันใดได้
การประมือกับเปาเฟิงจึงเป็เื่ดีที่สุด
ทางด้านเปาเฟิงแม้จะประหลาดใจและไม่คาดคิดอยู่บ้างแต่เขาก็ไม่ได้ปฏิเสธออกไป เพราะเขาเองก็้าเรียนรู้ด้วยเช่นกันเพียงแต่การประมือครั้งนี้เขาจะมิใช้ปัญญาเวทย์ไม่อย่างนั้นแล้วผลลัพธ์ย่อมเหมือนเดิม ซึ่งนั่นก็จะไม่ต่างอะไรไปจากครั้งก่อนและจะไม่ได้ประโยชน์อันใดแม้แต่น้อย
ไม่ช้าการประมือของทั้งสองคนก็เริ่มขึ้น
โจวลั่วหยวนและบรรดาทหารก็ได้แต่อึ้งไปพวกมันมิคิดเลยว่าองค์ชายแปดจะอยากประมือกับเด็กหนุ่มแซ่เปาผู้เป็เพียงระดับสามขั้นต้นแห่งการฝึกตน
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ทุกคนจึงอดที่จะหันไปมององค์ชายสองมิได้
“พวกเ้าอาจจะมิรู้แต่น้องแปดน่ะเคยพ่ายแพ้ให้แก่มันมาแล้ว’’ รับรู้ได้ถึงสายตาของคนจํานวนมากองค์ชายสองยิ้มรับแล้วส่งสายตามองการต่อสู้ตรงหน้า
“อะไรนะ?’’
“องค์ชายแปดที่เป็ผู้เชี่ยวชาญครึ่งก้าวััชีวิตแพ้คนที่มีการฝึกตนด้อยกว่า?’’
“เป็ไปไม่ได้!เด็กหนุ่มแซ่เปาแม้จะมีชื่อเสียงเลื่องลือด้านความปราดเปรื่องแต่ด้วยความแข็งแกร่งระดับสามขั้นต้นของการฝึกตนจะไปสามารถเอาชนะความแข็งแกร่งของครึ่งก้าวััชีวิตที่ห่างไกลจนเหลื่อมลํ้ากันได้อย่างไร?’’
“...’’
โจวลั่วหยวนและบรรดาทหารไม่เชื่อมันจะเป็ไปได้อย่างไรที่ผู้ฝึกตนระดับสามขั้นต้นจักสามารถเอาชนะผู้ฝึกตนระดับครึ่งก้าวััชีวิต?
ไม่มีทาง!
แน่นอนว่าองค์ชายสองคร้านเกินที่จะอธิบายอะไรตัวมันเองก็ตกตะลึงไม่น้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันก่อนดังนั้นมันย่อมรู้ดีว่าสิ่งนี้ หากไม่เห็นด้วยตาตัวเอง ย่อมมิมีผู้ใดเชื่อ
พริบตาเมื่อการประมือของเฉินเมิ่งิและเปาเฟิงเริ่มขึ้นร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองก็พุ่งเข้าหากัน
เฉินเมิ่งิไม่กล้าประมาทมันจึงทุ่มพลังทั้งหมดใช้ภาวะแฝงออกมา เช่นกัน เปาเฟิงมิได้ชะล่าใจแม้แต่น้อย เขาเข้าถึงนทีแห่งความละเอียดอ่อนและความรู้สึกราวผสานฟ้าดินอันผิวเผินไปด้วยเหตุนี้เองเขาจึงสามารถรับมือกับอีกฝ่ายได้
“อันใดกัน?เด็กหนุ่มแซ่เปาผู้นี้รับมือกับองค์ชายแปดได้จริงๆด้วย?!’’โจวลั่วหยวนที่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ตกตะลึงไป ตัวมันย่อมรู้ดีว่ายามที่องค์ชายแปดเรียกใช้ภาวะแฝงออกมาไม่มีทางเลยที่คนในระดับเดียวกันจะสามารถติดตามหรือโต้ตอบได้แต่ว่าเด็กหนุ่มแซ่เปากลับโต้ตอบได้อย่างง่ายดาย
บรรดาทหารที่มีการฝึกตนในจุดสูงสุดของระดับสามก็ตกตะลึงไปเหมือนกัน
นี่มัน...เป็ไปได้อย่างไร!
เหตุใดผู้ฝึกตนระดับสามจึงสามารถประมือกับผู้ฝึกตนระดับครึ่งก้าวััชีวิตได้?
“ดูเหมือนน้องชายเปาจะได้ฝึกฝนวิชามวยอ่อนจริงๆด้วย’’ท่วงท่าละเอียดอ่อนของเด็กหนุ่ม ทําให้องค์ชายสองมั่นใจถึงที่สุดเพราะั้แ่ที่อีกฝ่ายประมือกับหลินเจา มันก็ลอบสงสัยมานานแล้วยิ่งตอนนี้มันยิ่งเข้าใจได้ดีเลยว่าอีกฝ่ายจักต้องมีไพ่ตายอีกใบอยู่อย่างแน่นอน
เพราะครั้งแรกที่ประมือกับเฉินเมิ่งิอีกฝ่ายมิได้ใช้วิชามวยอ่อนแม้แต่น้อยทว่าก็ยังเอาชนะได้ในกระบวนท่าเดียว แล้วตอนนี้ที่ใช้เหตุใดจึงไม่สามารถทําได้?
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันยังมิได้เอาจริงหรือใช้ไพ่ตายที่ลึกลับนั่น!
ไม่อย่างนั้นแล้วจะเป็อันใดได้?
เฉินเมิ่งิก็รับรู้ถึงเื่นี้ได้เช่นกันแม้มันจะรู้สึกไม่พอใจ แต่อีกใจหนึ่งมันก็ยินดี เพราะหากอีกฝ่ายเอาจริงมันย่อมมิมีทางสามารถประมือได้แม้แต่กระบวนท่าเดียวดังนั้นตอนนี้จึงเป็ประโยชน์กับมันเป็อย่างมาก
ท่ามกลางสายตาจับจ้องนับไม่ถ้วนร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองพลิ้วไหวไปตามสายลม สัประยุทธ์กันครั้งแล้วครั้งเล่ากระบวนท่าแล้วกระบวนท่าเล่า ไม่มีใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบแม้แต่น้อย
สูสีเป็อย่างมาก!
บรรดาทหารและโจวลั่วหยวนสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่จากสายตาที่มองเด็กหนุ่มแซ่เปาอย่างไม่เป็มิตร ยามนี้กลับค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ
ท้ายที่สุดเมื่อภาวะแฝงของเฉินเมิ่งิสูญสลายหายไปความแข็งแกร่งของมันย่อมต้องลดลงเป็อย่างมาก ด้วยเหตุนี้เปาเฟิงจึงกลายเป็ฝ่ายชนะไป
อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักและภาวะแฝงเริ่มฟื้นฟูคืนมาเฉินเมิ่งิก็ได้ประมือกับเปาเฟิงอีกครั้งแต่ครั้งนี้มันกลับรู้สึกกดดันกว่าครั้งก่อนหน้านี้เป็อย่างมาก
ทุกคนก็ต่างรับรู้ได้เช่นกันแต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น
แน่นอนว่ามีเพียงเปาเฟิงที่รู้เท่านั้นเพราะหลังจากประมือกับเฉินเมิ่งิในรอบแรกเสร็จ ตัวเขาก็ได้รับประโยชน์มากมายและเริ่มเข้าใจถึงรากฐานของตัวเองมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เมื่อใช้ปัญญาเวทย์ปรับปรุงรากฐานของเขาจึงพลอยแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดั่งเวลาพัดผ่าน…
การประมือของเด็กหนุ่มทั้งสองก็ได้เริ่มขึ้นอีกหลายครั้งโดยที่ทุกๆครั้งทุกคนจะรู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งของเด็กหนุ่มแซ่เปาที่เพิ่มมากขึ้นจนเฉินเมิ่งิมิอาจต่อสู้ได้อย่างสูสีอีก
นี่มันอะไรกัน!
เหตุใดจึงเกิดเช่นนี้ขึ้นได้?
กระทั่งเวลาผ่านไปการประมือจึงยุติลงต่างคนต่างแยกย้ายพักผ่อนเอาแรงเตรียมพร้อมในวันพรุ่งนี้
วันต่อมา…
เฉกเช่นวันก่อนหน้าหลังจากเดินทางมาไกลและเผชิญหน้ากับความมืดมิดค่ายพักก็ได้ถูกตั้งขึ้น และเริ่มแจกจ่ายอาหาร
เฉินเมิ่งิจึงได้ขอประมือกับเปาเฟิงอีกครั้งเพราะเมื่อคืนแม้มันจะพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่มันก็ได้รับประโยชน์มากมายจนเริ่มเข้าใจว่ารากฐานของมันยังมิแข็งแกร่งพอดังนั้นมันจึงตะหนักได้ทันทีว่าหากทําการทะลวงเข้าสู่เขตแดนััชีวิตในตอนนี้แม้ความแข็งแกร่งจะเพิ่มขึ้นมาก แต่มันย่อมไร้ประโยชน์ในระยะยาว!
เปาเฟิงก็มิได้ปฏิเสธแต่ครั้งนี้เขาจะไม่ใช้ความรู้สึกราวผสานฟ้าดินนั่นเข้าช่วยและใช้เพียงนทีแห่งความละเอียดอ่อนเท่านั้น
เหตุผลก็เพราะเมื่อคืนหลังจากที่ได้ประมือกับเฉินเมิ่งิการฝึกฝนของเขาในทุกๆด้านไม่ว่าจะเป็นทีแห่งความละเอียดอ่อน หรือรากฐานของตนได้พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อดังนั้นจึงไม่มีทางเลยที่เฉินเมิ่งิในตอนนี้จะสามารถประมือกับเขาได้
เว้นเสียแต่ว่า...เขาจะใช้นทีแห่งความละเอียดอ่อนเพียงอย่างเดียว!
แน่นอนว่าการทําเช่นนี้ไม่ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ซะทีเดียว เพราะการต่อสู้ในเมื่อวานนทีแห่งความละเอียดอ่อนของเขาพัฒนาขึ้นมาก รวมเข้ากับความรู้ความเข้าใจในการต่อสู้ตอนนี้จึงสามารถประมือกับเฉินเมิ่งิได้อย่างแน่นอนและมันจะทําให้เขาได้พัฒนายิ่งขึ้นไปอีก
พริบตาเมื่อการประมือเริ่มขึ้น ทุกคนก็ต่างประหลาดใจ การต่อสู้ในวันนี้สูสียิ่งแตกต่างจากเมื่อวานโดยสิ้นเชิง
อันใดกัน?
หรือเด็กหนุ่มแซ่เปาจะออมมือไว้?
บอกได้ว่าเมื่อคืนทุกคนต่างเห็นได้อย่างชัดเจนถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของเด็กหนุ่มแซ่เปาและเอาชัยเฉินเมิ่งิอย่างรวดเร็ว ทว่าวันนี้กลับกลายเป็เหมือนตอนประมือ่แรกพวกมันจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าอีกฝ่ายจะออมมือเอาไว้
องค์ชายสองก็สับสนไปเหมือนกันแต่ด้วยความรู้สึกเฉียบคมของมัน มันย่อมััได้ว่าวันนี้ความรู้สึกบางอย่างจากตัวเด็กหนุ่มได้หายไปแต่มันก็มิได้เก็บมาคิดมาก และตั้งใจชมการต่อสู้ตรงหน้าอย่างดี
และแล้วเหตุการณ์เฉกเช่นคืนก่อนก็เกิดขึ้นอีกครั้งเด็กหนุ่มแซ่เปาได้แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ทําให้เฉินเมิ่งิมิอาจต่อกรได้
จริงๆด้วย!
เด็กหนุ่มแซ่เปาได้ออมมือไว้!
ทุกคนตะหนักได้ในทันทีและถอนหายใจอย่างโล่งอก
ดั่งเวลาพัดผ่าน…
เช้าวันต่อมาเปาเฟิงก็ยังคงอยู่ในสภาวะเรียนรู้ เพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้ตัวเองบอกได้ว่าสองวันนี้เขาได้พัฒนาขึ้นเป็อย่างมาก
ท้ายที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้น
นทีแห่งความละเอียดอ่อนสมบูรณ์แล้ว!
แววตาของเด็กหนุ่มปรากฏความยินดีอย่างอดมิได้
“ไม่เพียงเท่านั้นยามนี้รากฐานระดับสามของข้ายังสมบูรณ์จนอยู่ในจุดที่ไม่อาจบรรยายได้อีกแล้ว”
รากฐานระดับสามและนทีแห่งความละเอียดอ่อนที่สมบูรณ์…เพียงสองสิ่งนี้ผู้เชี่ยวชาญระดับครึ่งก้าวััชีวิตย่อมไม่นับเป็อันใดได้!
หนึ่งชั่วยามผ่านไป…ระหว่างทางมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงของจักรวรรดิประกายอรุณ
อยู่ดีๆสีหน้าของเปาเฟิงก็เปลี่ยนไปเขาลืมตาขึ้นโดยมิได้ตั้งใจ ทว่าก่อนที่เขาจะได้กล่าวอันใด
เสียงะโกร้าวอันทรงพลังของผู้เชี่ยวชาญระดับเขตแดนััชีวิตพลันดังขึ้น!
“สังหาร!’’
พริบตากลิ่นอายแห่งชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวก็ได้ปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณและสร้างความกดดันให้แก่ทุกคนเป็อย่างมาก
กลิ่นอายนี้...ไม่ต้องสงสัยเลย!
ผู้เชี่ยวชาญระดับห้าแห่งเขตแดนััชีวิต!