ปลายฤดูใบไม้ร่วงปีนั้น สำนักคุ้มภัยเมฆาจัดประชุมประจำเดือน
หอประชุมใหญ่เต็มไปด้วยหัวหน้าขบวนและผู้าุโ เสียงสนทนาเงียบกริบลงเมื่อประมุขก้าวเข้ามานั่งประจำตำแหน่ง มีหลินเทียนซื่อนั่งขนาบด้านซ้าย แม้ยังไม่มีตราตั้งอย่างเป็ทางการ แต่ทุกคนต่างมองเขาเป็ผู้สืบทอด
หลังสะสางกิจการทั่วไป หลินเทียนซื่อลุกขึ้นคลี่แผนที่ผืนใหญ่ลงบนโต๊ะยาวกลางห้อง
“นี่คือเส้นทางการค้าสายเหนือ” เขาเอ่ย ปลายนิ้วแตะจุดสำคัญ “หากเราผูกสัมพันธ์กับขั้วอำนาจในเมืองหลวง สำนักคุ้มภัยเมฆาจะได้รับสิทธิ์คุ้มกันสินค้าสายตรงทันที”
ตัวเลขและผลประโยชน์บนผืนผ้าเรียกเสียงฮือฮาดังระงม หัวหน้าขบวนหลายคนเริ่มซักถาม ยิ่งเขาอธิบาย ผู้คนก็ยิ่งคล้อยตาม คุณหนูคอยมองภาพนั้นจากท้ายห้องเงียบ ๆ กระทั่งมีเสียงหนึ่งแทรกขึ้น
“แล้วหากวันใดคนเ่าั้เปลี่ยนใจเล่า”
ประมุขเฒ่าเป็ผู้เอ่ยปาก เสียงซุบซิบขาดหายไปทันที
หลินเทียนซื่อหันมอง “ท่านพ่อหมายความว่าอย่างไร”
“ข้าหมายความว่า หากวันหนึ่งสำนักต้องพึ่งจมูกพวกเขาหายใจมากเกินไป แล้ววันใดพวกเขาเปลี่ยนใจ... เ้าจะทำอย่างไร” ประมุขเฒ่ากล่าวเสียงเรียบ
หลินเทียนซื่อยืนนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนตอบสั้น “หากเราหวาดกลัวไปเสียทุกสิ่ง ย่อมไม่มีวันได้ก้าวไปข้างหน้า”
ประมุขเฒ่าสบตาบุตรเขยนิ่ง “บางครั้ง การเดินช้าลงหนึ่งก้าว ไม่ได้แปลว่ากำลังถอยหลัง”
ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีใครกล้าสอดปาก ทุกคนทราบดีว่าทั้งคู่ไม่ได้ถกเถียงเื่เส้นทางการค้า ทว่ากำลังมองอนาคตของสำนักไปคนละทิศทาง
หลินเทียนซื่อประสานมือคารวะ “คำสอนของท่านพ่อ ข้าจะจำไว้” น้ำเสียงยังคงสุภาพ ทว่าฟู่เฉิงซึ่งยืนดูอยู่ด้านข้างกลับเห็นแน่ชัด… คนทั้งสองไม่ได้ยินเสียงของกันและกันอีกต่อไป
เมื่อสิ้นสุดการประชุม ผู้คนทยอยลุกจากที่นั่ง หลายคนรี่เข้าล้อมสนทนากับหลินเทียนซื่อด้วยความชื่นชม ขณะที่ประมุขเฒ่าค่อย ๆ พยุงกายลุกขึ้น เดินกลับเพียงลำพัง
คุณหนูมองภาพนั้น ก่อนเดินตามบิดาออกจากหอประชุมไป
.......
ค่ำคืนหนึ่ง หลังกลับจากต่างเมือง หลินเทียนซื่อนั่งตรวจเอกสารในห้องทำงาน แสงตะเกียงส่องสว่างบนโต๊ะไม้ คุณหนูประคองถาดชาเข้ามาวางให้ตามปกติ
“กลับดึกอีกแล้ว”
“งานล้นมือนัก” หลินเทียนซื่อตอบโดยไม่เงยหน้า
หญิงสาวยืนนิ่ง สายตาสะดุดเข้ากับม้วนกระดาษผูกตราประทับสีชาดข้างกองเอกสาร ตราครั่งรูปดอกเหมยของขุนนางเด่นชัด ชายหนุ่มเห็นสายตานาง จึงยื่นมือม้วนเก็บเอกสารฉบับนั้น
“เื่ทางการค้า” เขาชิงกล่าว
คุณหนูยิ้มให้เขา พูดเบาราวกระซิบ “ข้ายังไม่ได้ถามสิ่งใดเลย”
หลินเทียนซื่อชะงัก แม้เพียงพริบตา ทว่าไม่พ้นสายตานาง ความเงียบแผ่คลุมระหว่างคนทั้งสองทันที
“เทียนซื่อ” หญิงสาวเรียกแ่เบา
“อืม”
“ท่านมีความสุขหรือไม่”
คราวนี้เขาเงยหน้าสบตา “เหตุใดจึงถามเช่นนี้”
“ไม่มีสิ่งใด... เพียงรู้สึกว่า่นี้ท่านดูเหนื่อยล้าเกินไป”
ไส้ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะปะทุเบาๆ คราหนึ่ง เปลวไฟวูบไหวสะท้อนในดวงตาคนทั้งคู่
หลินเทียนซื่อมองภรรยาเงียบงัน ภายใต้แสงตะเกียง ใบหน้านางยังคงอ่อนโยนเหมือนวันวาน… ทว่าแววตานิ่งสงบที่ไร้คำถามนั้น กลับทำให้ เขาต้องเป็ฝ่ายเบือนหน้าหนี และเป็ครั้งแรกในรอบหลายปี... ที่เขาเลือกหลบสายตานางก่อน
หญิงสาวไม่ได้เซ้าซี้ นางละมือจากถ้วยชา แล้วหมุนกายเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบ ๆ