คมมีดคู่ของชายผู้นั้นพลิกวาบเข้าหาอวี้เซียวพอดี
อวี้เซียวไม่ได้ถอย
โล่เล็กในมือซ้ายยกขึ้นรับคมแรก แก่นพลังเหยียนกดลงตามแนวแขนจนขอบโล่สั่นครางต่ำ เสียงเหล็กกระทบเหล็กดังแน่นในลานแคบ แรงปะทะผลักให้รองเท้าของเขาครูดพื้นอิฐถอยไปครึ่งก้าว น้ำที่ขังอยู่ตามร่องอิฐกระเซ็นขึ้นเป็เส้นบาง
คมมีดนั้นเย็นกว่าที่เขาคาดไว้
มิใช่ความเย็นของเหล็กยามค่ำ แต่เป็เสวียนเทาดำที่เคลือบอยู่ตามแนวคม เสียดผ่านขอบโล่แล้วไหลแทรกเข้าหาเส้นแก่นพลังในแขนราวงูเย็นจัดตัวหนึ่ง
อวี้เซียวกัดฟัน กดเหยียนสวนลงไปตามขอบโล่
แสงทองอ่อนวาบขึ้นเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนจะถูกแรงเย็นกดให้จมหายไปเกือบครึ่ง
ชายถือมีดคู่หัวเราะต่ำ
“เข้าถึงขั้นกลาง”
มันกล่าวราวกับอ่านน้ำหนักสินค้าชิ้นหนึ่ง
“กล้าดี”
คมมีดอีกข้างเฉือนเข้ามาจากมุมต่ำในทันที
อวี้เซียวบิดไหล่หลบตามแรงปะทะ เก็บโล่เข้าข้างตัวแล้วหมุนคันธนูสั้นขึ้นจากมือขวา ระยะประชิดเกินกว่าจะง้างอย่างเต็มรูป หากเขาไม่ได้ตั้งใจยิงไกลอยู่แล้ว
สายธนูถูกดึงครึ่ง่
ลูกธนูสั้นดอกหนึ่งพุ่งออกจากระยะไม่ถึงสองก้าว แก่นพลังเหยียนที่กดไว้ตามหัวไหล่และข้อมือทำให้การปล่อยนั้นหนักกว่าธนูธรรมดา หากเปลี่ยนเป็คู่ต่อสู้อีกระดับหนึ่ง ลูกธนูนี้ย่อมพอจะบีบให้ต้องถอยเปิดช่อง
แต่ชายถือมีดคู่เพียงพลิกข้อมือ
คมมีดขวาเฉือนวิถีลูกธนูออกด้านข้างอย่างแม่นยำ เสวียนเทาดำบนแนวมีดสั่นวูบ ลูกธนูกระเด็นไปปักกำแพงอิฐด้านหลัง เสียงหัวธนูจมเข้าร่องอิฐดังสั้นและแห้ง
จากนั้นชายผู้นั้นก็สืบเข้ามาอีกครึ่ง่ตัว
ไม่เปิดระยะให้ธนูทำงานแม้แต่น้อย
แรงกดของมันหนักขึ้นทุกขณะ คมมีดสองข้างไล่เข้ามาเป็ชั้น ๆ ข้างหนึ่งบีบโล่ อีกข้างตัดช่องหายใจ อวี้เซียวรับได้สองครั้ง ถอยได้หนึ่งครั้ง แต่พื้นที่ของเขาถูกกดจนเหลือเพียงเส้นแคบระหว่างกำแพงกับร่างของสือชิง
ลานเล็กกลางตรอกมีพื้นที่ไม่มาก ด้านหนึ่งเป็รั้วไม้เปียกน้ำ อีกด้านเป็กำแพงอิฐเก่ามีตะเกียงแขวนอยู่ใต้ชายคา ต่ำลงไปมีแอ่งน้ำขังตามร่องพื้น ข้างรั้วยังมีร่างคนสองร่างนอนนิ่งอยู่ในเงาเื
หากถอยผิดมุมเพียงครึ่งก้าว เขาอาจเหยียบร่างบนพื้น
หากเบี่ยงผิดอีกครึ่งก้าว เขาจะเปิดทางไปถึงสือชิง
อวี้เซียวอ่านสิ่งเหล่านี้ได้ในเวลาเพียงชั่วลมหายใจเดียว
คนตรงหน้าสูงกว่าเขาหนึ่ง่ใหญ่
เร็วกว่า
คมกว่า
และมีดคู่ในมือของมันเหมาะกับพื้นที่แคบเช่นนี้เกินไป
หากรับตรง ๆ ต่อไป เขาย่อมถูกกดจนแตกจังหวะในไม่กี่กระบวน
สายตาของอวี้เซียวจึงเลื่อนไปยังตะเกียงใต้ชายคา
ไม่ใช่เพราะแสง
แต่เพราะเงาใต้ตะเกียงบอกแนวกำแพงชัดที่สุด
เขาถอยครึ่งก้าวราวเสียหลักจริง ปล่อยให้คมมีดไล่เข้ามาตามแรง พอปลายมีดซ้ายของอีกฝ่ายเฉียดขอบโล่ อวี้เซียวก็หมุนข้อมือขวาในฉับพลัน
ลูกธนูสั้นอีกดอกถูกพาดลงบนสายโดยแทบไม่มีผู้ใดเห็นว่าเขาหยิบมันขึ้นมาตอนไหน
สายธนูสะบัดเสียงต่ำ
วิชาขั้นสี่ชั้นทอง
ศรตัดม่าน
ก่อขึ้นในระยะไม่ถึงสองก้าว
ลูกธนูไม่ได้พุ่งเข้าหาลำคอหรืออกของชายถือมีดคู่ หากเฉียงผ่านข้างใบหน้าอีกฝ่ายไปเพียงไม่ถึงหนึ่งฝ่ามือ ก่อนปักเข้ากำแพงอิฐด้านหลังตรงใต้ตะเกียงพอดี
แสงเหยียนสีทองอ่อนที่กดอยู่ในหัวธนูแตกออกเป็เส้นบาง
ไม่สว่างจ้า
ไม่ร้อนแรง
แต่ลากเป็แนวเฉียงผ่านละอองน้ำที่ยังค้างอยู่ในอากาศ ทำให้พื้นที่ตรงหน้าเหมือนถูกขีดด้วยม่านบางที่มองเห็นเพียงเมื่อแสงตะเกียงส่องผ่าน
ชายถือมีดคู่หรี่ตาลง
คมมีดที่ไล่เข้ามาชะงักไปครึ่งจังหวะ ไม่ใช่เพราะกลัวลูกธนู แต่เพราะเส้นเหยียนบางนั้นวางตัดแนวเท้าพอดี หากมันฝืนสืบต่อ ปลายเท้าขวาจะต้องเหยียบผ่านเส้นนั้นก่อน
ครึ่งจังหวะนั้นพอให้อวี้เซียวหมุนไหล่หลุดจากมุมต่ำ
โล่เล็กในมือซ้ายกลับมาอยู่หน้าตัวอีกครั้ง
ชายถือมีดคู่หัวเราะในลำคอ
“ลูกธนูเล็ก ๆ”
มันยกเท้าขวาข้ามเส้นเหยียนนั้นอย่างไม่ใส่ใจ
แต่วินาทีที่ฝ่าเท้ากำลังจะลงพื้น เส้นเหยียนใต้ตะเกียงก็สั่นวูบ ละอองน้ำตามแนวนั้นถูกผลักแยกออกเป็สองฟากอย่างฉับพลัน
แรงที่เกิดขึ้นไม่พอทำร้ายคนระดับเข้าถึงขั้นปลาย
แต่พอทำให้ตำแหน่งลงเท้าเบี่ยงไปครึ่งนิ้ว
ครึ่งนิ้วนั้นทำให้คมมีดที่ควรเฉือนเข้ากลางอกอวี้เซียวไถลไปชนขอบโล่แทน
อวี้เซียวไม่ปล่อยจังหวะนั้นหลุด
เขากดโล่ลงต่ำ ปลายเท้าขวาฝังลงบนร่องอิฐเปียก เหยียนทั้งร่างไหลลงสู่แขนซ้ายพร้อมกัน เกิดเป็วิชาขั้นห้า ชั้นทอง
ผาตั้งคลื่น
โล่เล็กที่ควรเป็เพียงแผ่นเหล็กขนาดไม่ใหญ่ พลันหนักลงราวหินผาก้อนหนึ่งถูกยกมาตั้งตรงหน้า
ขอบโล่กระแทกเข้ากับคมมีดคู่
เสียงครั้งนี้ไม่ได้ดังแหลมเหมือนเหล็กชนเหล็ก หากทึบแน่นเหมือนคลื่นหนักปะทะผาหิน แสงเหยียนสีทองหม่นกางออกจากขอบโล่เป็รูปครึ่งวง สั้น หนา และแน่น จนหยดน้ำบนพื้นอิฐถูกผลักถอยออกไปเป็วงแคบ
คมมีดซ้ายของชายผู้นั้นถูกสะท้อนออกด้านข้าง
คมมีดขวายังฝืนกดเข้ามาได้อีกหนึ่ง่
ปลายมีดเฉียดผ่านไหล่อวี้เซียวจนผ้าตรงหัวไหล่ขาดเป็แนวสั้น เืซึมออกมาเล็กน้อย
อวี้เซียวไม่ถอย
เขากดโล่ตั้งรับอยู่ตรงนั้น ข้อมือซ้ายสั่นสะท้านทั้งท่อน
ผาตั้งคลื่นรับแรงได้
แต่รับได้ไม่นาน
ยิ่งระดับของอีกฝ่ายสูงกว่า แรงย้อนยิ่งไหลกลับเข้ากระดูกแขนเขาชัดขึ้นทุกลมหายใจ
ชายถือมีดคู่เห็นดังนั้นก็เลิกหัวเราะ
มันหมุนตัวไปตามแรงสะท้อน ปล่อยให้คมมีดซ้ายที่ถูกเบี่ยงกวาดผ่านกำแพงอิฐข้างตัวแทน รอยเสวียนเทาดำขูดลงบนอิฐจนเกิดร่องเย็นจัด ก่อนมันจะใช้แรงหมุนนั้นลากมีดขวากลับเข้าหาคอของอวี้เซียวจากอีกด้าน
อวี้เซียวถอนโล่ไม่ทัน
ลั่วจวินขยับในจังหวะนั้น
เขาไม่พุ่งตรงเข้าไปกลางคมมีด หากสอดเข้าจากด้านข้าง มือซ้ายแตะหัวไหล่อวี้เซียวผลักออกจากแนวคอเพียงครึ่ง่ตัว มือขวาคว้ากระบี่เก่าข้างเอวไว้ทั้งฝัก แล้วใช้ฝักกระบี่รับคมที่ไล่ตามมาแทนโล่
เสียงปะทะครั้งนี้สั้นกว่าเดิม
แต่หนักกว่าเดิม
เสวียนเทาดำที่เคลือบคมมีดพลันไหลวูบเข้าหาฝักกระบี่ราวถูกบางสิ่งดึงกลืนไปชั่วขณะ คมมีดที่ควรกดลงต่อเสียแรงไปเสี้ยวหนึ่ง ฝุ่นบนพื้นอิฐข้างเท้าลั่วจวินถูกแรงะเืกวาดออกเป็วงแคบ
สือชิงเห็นภาพนั้นชัดเจนเพียงผู้เดียว
ดวงตาของเขาขยับน้อยมาก
น้อยเสียจนหากไม่ตั้งใจมอง ย่อมไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาเห็นอะไร
ชายถือมีดคู่เองก็ชะงักไปเพียงเสี้ยวเดียว ก่อนรอยยิ้มบางจะผุดขึ้น
“อีกคนหรือ”
สายตาของมันเลื่อนผ่านลั่วจวินั้แ่ใบหน้าเปื้อนน้ำฝนลงไปถึงกระบี่เก่าที่อยู่ในมือ
“ััขั้นต้น น่าสนใจดี”
ลั่วจวินไม่ตอบ
เขาเพียงสืบเท้าเข้าครึ่งก้าว บีบมุมให้แคบลงทันที
หากปล่อยให้อีกฝ่ายลากมุมกว้าง มีดคู่ย่อมใช้พื้นที่ได้เต็มที่ และทั้งอวี้เซียวกับสือชิงจะอยู่ในแนวเดียวกัน
ลั่วจวินจึงไม่เปิดช่องนั้น
เขาใช้ฝักกระบี่รับทีละจังหวะ เบี่ยงหนึ่ง กดหนึ่ง ถอยครึ่งก้าวแล้วสืบกลับเข้าไปใหม่ ให้คมมีดไล่อยู่ในระยะสั้นเสมอ เสวียนเทาดำบนคมมีดกระแทกฝักกระบี่เป็ระยะ ทุกครั้งที่แตะต้อง บางส่วนจะถูกดึงหายเข้าไปจนแรงคมพร่าไปเล็กน้อย
เล็กน้อยเท่านั้น
แต่เล็กน้อยนั้นพอให้ลั่วจวินยังยืนอยู่ได้
ชายถือมีดคู่กดเข้ามาอีกระลอก มีดซ้ายฟันจากบนลงล่าง มีดขวามุดต่ำเข้าหาชายโครงในจังหวะเดียว
ลั่วจวินบิดตัวเบี่ยง รับแนวบนด้วยฝักกระบี่ ก่อนใช้ปลายเท้ากดแอ่งน้ำบนพื้นให้แตกกระเซ็นขึ้นบังแนวต่ำชั่วเสี้ยวหนึ่ง
คมมีดขวาเฉือนผ่านม่านน้ำบาง ๆ ไปแทนเนื้อ
ลั่วจวินเสียชายเสื้อไปแถบหนึ่ง
แต่ยังไม่เสียจังหวะ
เขาก้าวเข้าครึ่งก้าวแทนที่จะถอย มือซ้ายที่ว่างอยู่กดลงต่ำแล้วผลักออกตรง ๆ
ฝ่ามือเบิกอรุณ
แสงแดงทองแลบขึ้นใต้ผิวฝ่ามือเพียงวูบเดียว ไม่ลุกโชน ไม่แผ่ออกกว้าง หากอัดแน่นเป็แรงสั้น ๆ ตรงเข้าใส่่ข้อมือของอีกฝ่าย
ชายถือมีดคู่ยกมีดขวากลับมารับทัน
แต่แรงฝ่ามือนั้นไม่ได้หวังทลายแนวป้องกัน
มันหวังเพียงทำให้จังหวะมือของอีกฝ่ายช้าไปครึ่ง่
แสงแดงทองกระแทกกับเสวียนเทาดำตรงขอบมีด เกิดเสียงทึบต่ำคล้ายถ่านร้อนถูกโยนลงน้ำเย็น ไอน้ำขาวซีดปะทุขึ้นจากระหว่างฝ่ามือกับคมมีด กลิ่นเหล็กเปียกและควันบางปะปนกันในลานแคบ
แรงย้อนแล่นจากฝ่ามือลั่วจวินขึ้นถึงข้อศอก
ชายโครงซ้ายที่ยังาเ็ะเืจนลมหายใจเขาขาดไปครึ่งจังหวะ
แต่คมมีดที่กำลังจะตัดเข้ามาก็หลุดแนวไปจริง
อวี้เซียวถอยออกมาตั้งหลักได้ในที่สุด
แขนซ้ายของเขายังชาจากผาตั้งคลื่น โล่เล็กมีรอยครูดเย็นจัดพาดเฉียงหนึ่งเส้น หากสายตาไม่หลุดจากชายถือมีดคู่เลยแม้แต่น้อย
เขาเห็นชัดกว่าผู้ใดว่า การรับของลั่วจวินไม่ใช่สิ่งที่ยืนนานได้
ระดับของอีกฝ่ายสูงกว่า
เสวียนของอีกฝ่ายเร็วกว่า
และมีดคู่ในมือของมันเริ่มอ่านฝักกระบี่ของลั่วจวินออกมากขึ้นทุกกระบวน
ศรตัดม่านซื้อจังหวะได้เพียงครั้ง
ผาตั้งคลื่นกันแรงได้เพียง่สั้น
หากยังสู้ด้วยการตัดจังหวะทีละดอก ลั่วจวินคงรับได้อีกไม่นาน ส่วนเขาเองก็ไม่มีระยะมากพอให้ธนูบีบอีกฝ่ายได้ถนัดนัก
ถ้าจะพลิกจังหวะ ต้องใช้วิชานั้น
“ลั่วจวิน”
เสียงของอวี้เซียวดังขึ้นท่ามกลางเสียงคมมีดกระทบฝักกระบี่
ลั่วจวินไม่หันกลับมา
“ข้าฟังอยู่”
อวี้เซียวถอยอีกครึ่งก้าวจนแผ่นหลังใกล้กำแพงอิฐ มือขวากำคันธนูแน่นขึ้น
“ถ่วงเวลาให้ข้าที”
ลั่วจวินไม่ตอบในทันที
เขาใช้ฝักกระบี่กดคมมีดซ้ายออก ก่อนก้าวข้ามร่องน้ำบนพื้นให้ตำแหน่งของตนอยู่ระหว่างชายถือมีดคู่กับอวี้เซียวพอดี
“เ้าจะทำอะไร”
“ใช้วิชา”
คำตอบนั้นสั้นตรงพอ ๆ กับคนพูด
อวี้เซียวปักเท้าลงกับพื้น กดแผ่นหลังเข้ากำแพงอิฐเพียงน้อย คันธนูในมือยกขึ้นช้า ๆ ลูกธนูดอกหนึ่งถูกพาดลงบนสาย
ในลานแคบเช่นนี้ ต่อหน้าผู้ใช้เสวียนระดับเข้าถึงขั้นปลาย การหยุดนิ่งทั้งร่างไม่ต่างจากการยื่นคอให้คมมีด
แต่อวี้เซียวไม่มีสีหน้าลังเล
เหยียนในร่างเริ่มไหลรวมขึ้นจากแกนอกสู่หัวไหล่ จากหัวไหล่สู่แขน จากแขนสู่ปลายนิ้วที่จับสายธนู ความร้อนแน่นหนักถูกบังคับให้ค่อย ๆ ขึงตัวอยู่ในคันศร ราวกับกระแสน้ำที่ถูกบีบให้หยุดกลางอากาศ
ครั้งนี้ไม่ใช่ศรตัดม่าน
ไม่ใช่การบังคับทางเดินของศัตรู
อวี้เซียวกดนิ้วชี้กับนิ้วกลางลงบนสายธนูจนข้อปลายนิ้วซีด ข้อมือข้างที่ถือคันธนูนิ่งเกินธรรมชาติ ราวกับทั้งแขนถูกตรึงไว้กับกำแพงอิฐด้านหลัง
วิชาขั้นห้า ชั้นทอง
ขึงคลื่น
เป็วิชาที่ไม่ได้้าความเร็ว
มัน้าความนิ่ง
ปลายลูกธนูเกิดแสงทองอ่อนซ้อนเป็ชั้น ๆ
ไม่สว่างจ้า
แต่กดแน่น
ระลอกบางที่มองแทบไม่เห็นแผ่จากคันธนูออกไปทีละชั้น ทำให้น้ำตามร่องอิฐสั่นไหวเป็วงเล็ก ๆ ราวทั้งลานกำลังรอฟังเสียงสายธนูเส้นเดียว
ยิ่งพลังรวมมากเท่าใด ร่างของอวี้เซียวก็ยิ่งนิ่งขึ้นเท่านั้น
นิ่งจนกลายเป็เป้านิ่งโดยสมบูรณ์
ชายถือมีดคู่เห็นดังนั้นก็หัวเราะในลำคอ
“เปิดช่องเช่นนี้ แล้วยังให้คนระดับััขั้นต้นคุ้มกัน”
มันเปลี่ยนแรงกดในฉับพลัน
เดิมทีคมมีดไล่บดพื้นที่อยู่แล้ว แต่คราวนี้มันไม่คิดเล่นกับลั่วจวินอีกต่อไป มัน้าฝ่าเขาไปตัดอวี้เซียวก่อนวิชาจะก่อตัวสมบูรณ์
มีดคู่เคลื่อนเร็วขึ้นอีกชั้น
เสวียนเทาดำไหลเร่งขึ้นตามแนวแขนจนเงาโลหะพร่ากลายเป็ชั้นซ้อน ลั่วจวินเห็นเพียงเท่านั้นก็รู้ว่าอีกฝ่ายเอาจริงขึ้นกว่าเดิม
เขารู้ดีว่าคำของมันไม่ผิด
หากเป็การต่อสู้ตามปกติ ระดับััขั้นต้นย่อมไม่พอจะรับผู้ใช้เสวียนระดับเข้าถึงขั้นปลายที่ถนัดความเร็วเช่นนี้ตรง ๆ นับประสาอะไรกับการปกป้องคนอีกคนที่กำลังเปิดช่องทั้งร่างเพื่อใช้วิชา
แต่ตอนนี้เขาไม่มีสิทธิ์คิดถึงคำว่าพอหรือไม่พอ
ต้องกันไว้ให้ได้เท่านั้น
คมมีดฟันลงอีกครั้ง
ลั่วจวินรับไว้ด้วยฝักกระบี่จนข้อมือะเื เสียงกระทบดังแน่นชิดหู แรงกดของอีกฝ่ายหนักจนแนวรับของเขาบางลงทุกขณะ เสวียนเทาดำบางส่วนถูกฝักกระบี่ดึงกลืนจริง แต่ส่วนที่เหลือยังมากพอจะกัดผ่านแรงเหยียนบนแขนเขาให้ปวดลึกถึงกระดูก
เขาซัดฝ่ามือเบิกอรุณอีกครั้ง
ครั้งนี้ชายถือมีดคู่ไม่รับตรง ๆ แล้ว
มันบิดข้อมือให้คมมีดเฉียงผ่านแนวฝ่ามือ แสงแดงทองจึงไถลไปปะทะพื้นอิฐด้านข้างแทน พื้นอิฐเปียกเกิดรอยไหม้แดงสั้น ๆ ก่อนน้ำบนผิวหินจะเดือดวูบแล้วดับลง
ลั่วจวินเสียแรงไปเปล่าครึ่งหนึ่ง
ชายถือมีดคู่จับได้ทันที
“ที่แท้ก็ฝืนอยู่”
มันกล่าวเสียงเบา
วาจานั้นเหมือนไม่ได้้าให้ผู้อื่นได้ยิน
แต่ลั่วจวินได้ยินชัด
ด้านหลัง แสงที่ปลายลูกธนูของอวี้เซียวกดแน่นขึ้นอีกชั้นหนึ่งแล้ว
อีกนิดเดียว
และอีกนิดเดียวนั้นเองอันตรายที่สุด
ชายถือมีดคู่พลันถอนแรงครึ่งหนึ่ง
จากที่ไล่บดตรงหน้า มันฉีกเท้าออกด้านข้างราวเงาวูบ เสวียนเทาดำไหลเร่งขึ้นตามแขนทั้งสองข้างจนร่างทั้งร่างเบาราวหลุดจากพื้น
ลั่วจวินรู้ทันที
มันไม่ได้จะบดเขาต่อแล้ว
มันจะฝ่าไปหาอวี้เซียว
เขาขยับตามแทบพร้อมกัน แต่ก็ช้าไปครึ่ง่ตัว
เพียงครึ่ง่ตัวนั้น ชายถือมีดคู่ก็หลุดจากมุมที่เขาบีบไว้ได้แล้ว คมมีดข้างหนึ่งกดต่ำ อีกข้างยกเฉียงขึ้น พุ่งตรงเข้าหาอวี้เซียวที่ยังตรึงร่างนิ่งอยู่กับคันศร
ไม่ทันแล้ว
หากยังไม่ทำอะไรในตอนนี้ อวี้เซียวไม่รอดแน่
ชั่วขณะเดียวกันนั้นเอง ลั่วจวินเหลือบไปมองสือชิงด้วยหางตา
ชายผู้นั้นยังอยู่ตรงนั้น
ยังไม่ขยับ
ั้แ่ต้นจนถึงเวลานี้ สือชิงอ่านไม่ออกมาตลอด ทั้งที่ดูไม่เหมือนพ่อค้าธรรมดา แต่ก็ไม่ยอมเผยแม้เพียงครึ่งส่วนว่าตนซ่อนไว้เท่าใด
เขาจะยื่นมือเข้ามาช่วยหรือไม่
ไม่มีคำตอบ
และคมมีดก็ไม่รอคำตอบนั้น
หากเขาตัดสินใจพลาดในเสี้ยวนี้ คนที่ล้มลงจะไม่ใช่คนเดียว
นิ้วของลั่วจวินกระชับแน่นบนด้ามกระบี่
ใบหน้าของหยวนชิงพลันวาบขึ้นในห้วงความคิด
แต่คมมีดที่พุ่งเข้าหาอวี้เซียวอยู่ตรงหน้าไม่เปิดช่องให้เขาคิดยืดยาวอีกแล้ว
ในชั่วลมหายใจนั้น ความลังเลทั้งหมดจึงเหลือเพียงคำถามเดียว
จะปล่อยให้อวี้เซียวตายตรงหน้า หรือชักกระบี่
ไอเย็นสีดำน้ำเงินพลันไหวขึ้นใต้เปลือกตาของเขาเพียงชั่วเสี้ยว
ปลายนิ้วของเขากดแน่นลงบนด้ามกระบี่
บางสิ่งที่ถูกกดไว้ลึกที่สุดในภาชนะ เริ่มขยับขึ้นจากความมืด