ย้อนเวลามาพร้อมลูกหมาแต่กลับต้องมาเลี้ยงลูกลิง
บทที่ 6 แลกคะแนน
ฟุ่บ~
ไก่ป่าหายวับไปกับตาจนจางหย่งใลนลาน ไก่ป่าหายตัวได้ ป่านี้นี่มันยังไงกันแน่นะ
และแล้วคำตอบก็ปรากฏออกมาจากปากเสี่ยวเหมาว่า
'เ้านายไก่ป่าอยู่ในมิติแล้ว'
จางหย่งที่ได้ยินเช่นนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขาคิดว่าไก่ป่าจะหายตัวได้เสียอีก ถ้าเป็เช่นนั้นจริง สงสัยพวกเขาต้องได้กินแต่ต้นไม้ใบหญ้าประทังชีวิตแน่ๆ
'แล้วตอนนี้มันเป็อย่างไรบ้าง'
เสี่ยวเหมาที่ได้ยินคำถามก็เปิดมิติออกมาให้จางหย่งได้เห็น ไก่ป่าที่ถูกเขาแตะโดนเมื่อครู่กำลังเดินอยู่ในมิติ มีตัวเลขสิบแสดงขึ้นบนหัวไก่ป่าจางหย่งที่เห็นเช่นนั้นก็ถามขึ้นว่า
'เลขบนหัวนั่นหมายถึงอะไร?'
'อ่อ นั่นเป็คะแนนที่ท่านจะได้รับหากท่านส่งมอบมันเข้าสู่ระบบวิจัย ไก่ตัวนี้มีค่าเท่ากับสิบคะแนน มันเป็สัตว์ที่พบเห็นได้ทั่วไป ทำให้คะแนนของมันค่อนข้างน้อย ข้ายังไม่เคยนำไก่ป่าเข้าสู่ระบบ ดังนั้นหากท่าน้าคะแนนก็สามารถแลกคะแนนได้เลย'
จางหย่งครุ่นคิดตามคำพูดของเสี่ยวเหมา ก่อนจะถามขึ้นว่า
'แล้วสิบคะแนนแลกอะไรได้บ้าง'
'สิบคะแนนสามารถแลกได้เป็ของพวกนี้'
กล่าวจบเสี่ยวเหมาก็เปิดรายการของที่มีราคาสิบคะแนนให้จางหย่งได้เห็น มีั้แ่ลูกอมไปจนถึงช้อนกาแฟ ทุกอย่างที่แสดงให้เห็นมีแต่ของชิ้นเล็กๆ จางหย่งที่เห็นดังนั้นก็ตัดสินใจได้เลยทันที เขาไม่มีทางแลกไก่ตัวนี้เป็คะแนนแน่ๆ เพราะมันยังไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย เสี่ยวเหมาที่เห็นสีหน้าเ้านายของมันดูหม่นหมองลงก็รีบเอ่ยขึ้นว่า
'เ้านาย สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในมิตินี้จะมีอัตราการเจริญเติบโตเร็วกว่าภายนอกถึงห้าเท่า ทั้งอากาศในมิติยังบริสุทธิ์มาก หากท่านไม่้าแลกไก่ป่าเป็คะแนน ท่านก็สามารถเลี้ยงพวกมันในนี้ได้ มิติข้าก็มีประโยชน์นะ'
เมื่อได้ยินคำพูดของเสี่ยวเหมาเขาก็พยักหน้า อย่างน้อยไว้ใช้เก็บของก็ดีเหมือนกัน
'แล้วหากข้าอยากได้พวกของกินต้องใช้คะแนนเท่าไหร่?'
'เ้านาย อาหารในรายการต้องใช้คะแนนที่สูงมาก ข้าว่ามันไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไหร่นัก'
กล่าวจบเสี่ยวเหมาก็เปิดรายการอาหารที่ต้องใช้คะแนนแลกขึ้นมา จางหย่งที่เห็นคะแนนกับรายการอาหารก็รู้สึกว่ามันไม่ค่อยคุ้มค่าเช่นกัน อย่างเช่นไส้กรอกหนึ่งชิ้นต้องใช้คะแนนแลกถึงห้าสิบคะแนน ไก่ป่าหนึ่งตัวเขาสามารถแลกได้เพียงสิบคะแนนเท่านั้นเอง ดังนั้นเขาจึงล้มเลิกการแลกคะแนนกับอาหารในระบบของเสี่ยวเหมา
จางหย่งมองขึ้นไปบนท้องฟ้าพบว่าเวลาเลยเที่ยงวันมานิดหน่อยแล้ว คาดว่าเด็กทั้งสามคงจะหิวกันไม่น้อย เขาต้องรีบกลับไปเสียแล้ว ดังนั้นหนึ่งคนหนึ่งสุนัขต่างเร่งเดินทางกลับบ้าน ระหว่างทางกลับบ้าน จางหย่งยังหยิบต้นไม้บางชนิดที่เขาพอรู้จักติดไม้ติดมือกลับไปด้วย มีไก่ป่าเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เขาควรมีวัตถุดิบอื่นๆติดไม้ติดมือกลับบ้านบ้าง
-------------
ณ บ้านใหญ่ตระกูลอี้
อี้กังที่หนีจากจางหย่งกลับมาถึงบ้านก็โมโหหัวฟัดหัวเหวี่ยง โยนข้าวของในห้องกระจัดกระจาย บ่าวรับใช้คนสนิทนามว่าเสี่ยวจิวที่ติดตามเขาไปเมื่อเช้านี้ถึงกับต้องหลบข้าวของที่ถูกปามาทางเขาอย่างแรง
"แกมันขี้ข้าไม่ได้เื่ แค่คนไร้พลังคนเดียวยังสู้ไม่ได้ เลี้ยงเสียข้าวสุกจริงๆ"
เสี่ยวจิวได้แต่ก้มหน้ามองพื้น นายของเขาก็แพ้บุรุษที่บอกว่าไร้พลังนั่นมาเหมือนกันไม่ใช่หรือ จะว่าแต่เขาคนเดียวได้อย่างไร เสี่ยวจิวได้แต่คิดในใจ แต่ไม่กล้าโต้เถียงใดๆออกมา
จางหย่งคือบุคคลไร้พลังที่อี้กังกล่าวถึง โลกใบนี้มีสิ่งที่เรียกว่าพลังิญญา คนที่สามารถฝึกยุทธ์ได้ต้องเป็คนที่มีพลังิญญาเท่านั้น ยิ่งพลังิญญาในร่างกายเข้มข้นมากเท่าใด คนผู้นั้นย่อมมีโอกาสฝึกพลังยุทธ์ในระดับที่สูงมากขึ้นเท่านั้น พลังิญญาจะเริ่มปรากฏในตัวเด็กอายุั้แ่ 8 -10 ปี มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่จะมีพลังิญญาปรากฏขึ้นหลังจากอายุ 10 ปี ขึ้นไป ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปมักไม่มีพลังิญญา มีเพียงตระกูลใหญ่ๆเท่านั้นที่จะมีผู้ฝึกยุทธอยู่ในตระกูล
ตระกูลอี้เป็ตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งแห่งเมืองซานซัน ั้แ่ต้นตระกูลเป็ต้นมา บุตรหลานทุกรุ่นล้วนมีพลังิญญา อาจมีน้อยบ้างมากบ้างแต่ก็สามารถเป็ผู้ฝึกยุทธได้ จนมาถึงรุ่นของจางหย่ง เขาคือลูกหลานคนแรกของตระกูลที่ไม่มีพลังิญญา ทั้งๆที่พ่อและแม่ของเขา เคยถูกกล่าวขานว่าเป็อัจฉริยะในรุ่น แต่กลับมีบุตรชายไร้พลัง ทำให้คนในตระกูลเคลือบแคลงใจในตัวจางหย่ง กล่าวหาว่าเขาไม่ใช่บุตรหลานตระกูลอี้
พ่อแม่ของจางหย่งเสียชีวิตลงั้แ่เขายังเด็ก ผู้คนในตระกูลต่างตั้งความหวังในตัวเขาเป็อย่างมาก เพราะทั้งพ่อและแม่ของเขาเป็ผู้มีพลังิญญาที่แข็งแกร่งด้วยกันทั้งคู่ จนเมื่อจางหย่งอายุได้สิบปีแต่กลับไม่มีวี่แววของพลังิญญา ส่งผลให้คนในตระกูลรู้สึกเสียหน้า อี้กังและลูกพี่ลูกน้องคนอื่นๆในตระกูลอิจฉาจางหย่ง เพราะใครๆต่างคิดว่าเขาจะแข็งแกร่งจนทุ่มความสำคัญไปให้เขา เมื่อได้ทีบรรดาลูกพี่ลูกน้องที่อิจฉาก็พากันกลั่นแกล้งจางหย่งต่างๆนาๆ ยังดีที่ท่านย่าใหญ่คอยช่วยเหลือปกป้องเขาเอาไว้ ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตในตระกูลได้ไม่ยากนัก
ต่อมาเมื่อจางหย่งอายุได้ 16 ปี ท่านย่าใหญ่ได้เสียชีวิตลง เขารู้ตัวเองดีว่าไม่สามารถอยู่ในตระกูลนี้ได้อีกต่อไปจึงหนีออกจากตระกูลในตอนนั้นพร้อมโฉนดบ้านที่พ่อแม่เคยยกให้เขาเมื่อตอนที่เขายังเด็ก จางหย่งไม่ได้ไปที่นั่นในทันที เพราะเขามั่นใจว่าคนในตระกูลจะต้องบีบบังคับเอาที่ดินและบ้านหลังนั้นไปจากเขาแน่ๆ เขาจึงออกร่อนเร่พเนจรไปเรื่อยๆ จนเมื่อหนึ่งปีก่อนถึงได้กลับมาอยู่ในที่ดินที่พ่อกับแม่ของเขายกให้
อี้กังที่คิดถึงเื่ราวในอดีตของจางหย่งก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาไม่น้อย เขาเป็ลูกหลานคนหนึ่งในตระกูลอี้เช่นกัน ท่านปู่ของเขามีภรรยาสองคน คือท่านย่าใหญ่และท่านย่าเล็ก เขาเกิดจากอี้ถัง ผู้เป็ลูกชายคนโตของย่าเล็ก อี้ถังเกิดก่อนพ่อของจางหย่งหนึ่งปี แต่กลับไม่มีโอกาสเป็ผู้สืบทอด เพราะเกิดจากภรรยารอง ต่อมาเมื่ออี้ถังมีบุตรชาย ซึ่งก็คืออี้กังและพี่ๆของเขา ทำให้พวกอี้กังเองก็ถูกขนานนามว่าเป็ลูกหลานภรรยารองเช่นกัน ผิดกับพ่อของจางหย่ง ที่เกิดจากท่านย่าใหญ่ ไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะถูกสรรเสริญเยินยอ แถมยังได้ภรรยาเป็คุณหนูตระกูลใหญ่ไป เมื่อจางหย่งถือกำเนิดใครๆต่างรักใคร่และเอาใจ
โชคดีที่ฟ้าเข้าข้างตระกูลรองอย่างเขา เพราะพ่อกับแม่ของจางหย่งประสบอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางในตอนที่จางหย่งอายุได้ห้าขวบ ทำให้ตระกูลใหญ่เหลือจางหย่งเพียงคนเดียว เมื่อจางหย่งอายุครบสิบปีและไม่มีพลัง อี้กังที่รู้สึกอิจฉาในวาสนาของผู้อื่นจึงพยายามกลั่นแกล้งจางหย่งในทุกๆทาง จางหย่งเองก็ก้มหน้าก้มตารับการเป็ผู้ถูกกระทำมาตลอด โดยไม่มีปากมีเสียง แต่เมื่อเช้านี้กลับมีอะไรแตกต่างออกไป
นอกจากจางหย่งจะไม่อยู่เฉยๆเหมือนทุกครั้งแล้ว เขากลับยังตอบโต้จนอี้กังและบ่าวรับใช้ได้รับาเ็ อี้กังผู้เป็ฝ่ายกลั่นแกล้งผู้อื่นมาตลอดจะยอมได้อย่างไร ตอนนี้เขาจึงคิดวิธีเอาคืนจางหย่ง หากเอาเื่นี้ไปบอกคนในตระกูล ผู้คนในตระกูลต้องหาว่าเขาเป็คนไร้ความสามารถแน่ๆ ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะบอกเื่นี้กับใคร สั่งให้บ่าวรับใช้ไปจ้างอันธพาลมาร่วมมือกับเขาเพื่อไปเอาคืนจางหย่งด้วยกัน
"เสี่ยวจิว เ้ารีบไปหาอันธพาลในเมืองมาสักสองสามคน ข้าจะพาพวกมันไปเอาคืนไอ้คนวาจาสามหาวผู้นั้นเอง"
เสี่ยวจิวพยักหน้ารับ ก่อนจะรีบจากไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำสามคน อี้กังพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ชายทั้งสามคนรวมกับเขาและบ่าวรับใช้ด้วยแล้ว คราวนี้ไม่มีทางที่จางหย่งจะรอดมือไปได้อย่างแน่นอน