เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่4การต่อสู้ครั้งแรก

    “เด็กเอ๋ยเ๽้ายินยอมเรียกเราว่าปู่!  สักคำหรือไม่”

    “ได้อรับ ท่านปู่ ! ” กล่าวพลางคุกเข่าโขกศรีษะอย่างน้อบน้อม“ดี !  ดีมากปวยเอ๋อหลานน้อยของข้า”   จิตวิญญาณมังกรศักดิ์สิทธิปิติอย่างยิ่ง
                “เอาละปวยเอ๋อ   สิบหกวันมานี้เจ้ากลับไม่ได้กินอะไรเลยคงหิวแล้ว  ปู่ให้ เจ้าขาวหิมะน้อย!ออกไปหาอะไรในป่ามาให้เจ้าแล้ว  กินเสร็จแล้วก่อนจะพักผ่อน ให้ลองปรับสภาพร่างกายและฝึกพลังปราณดูซิ    ไว้เจ้าหายดีแล้วปู่มีเรื่องสำคัญจะคุยกับเจ้า”พูดจบเงาร่างจำแลงก็ค่อยๆสลายเป็นควันหายไป

         จากนั้นชั่วครู่  ก็มีเงาสีขาวขนาดใหญ่พุ่งว้าบเข้ามาหาเล้งปวย    พอมาใกล้จึงเห็นเป็นนกกระเรียนตัวมหึมา ในปากมันคาบพวงผลไม้มาหลายอย่าง นำมาวางไว้ตรงหน้าเล้งปวยพลางส่งสัญญาณ  คล้ายบอกให้กินอย่างน่ารัก

    “ขอบใจเจ้ามากนะ ขาวหิมะน้อย!ที่ช่วยชีวิตข้าไว้”   พูดพลางยกมือขึ้นลูบขนที่สวยงามของมัน  มันคล้ายฟังภาษาออกผงกหัวแล้วยื่นหน้าเข้าไปถูตามแขนเขาเบาๆอย่างดีใจแล้วก็โผจากไป      หลังจากกินอิ่มแล้ว   เขาก็เริ่มฝึกพลังลมปราณ อย่างช้าๆ  และพบว่ามีพลังปราณอันลึกลับจำนวนมหาศาลเริ่มไหลเวียน ออกมาจากจุดตันเถียนประดุจคลื่นในทะเล ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน  มันลองเคลื่อนพลังผ่านไปตามจุดสำคัญต่างๆอยู่หลายรอบ  กลับเป็นกระแสที่ไหลเวียนอย่างเชี่ยวกราก  เห็นเช่นนั้นมันก็อดยิ้มอย่างพอใจไม่ได้  
           มันฝึกฝนวนเวียนอยู่เช่นนั้นโดยที่ไม่ทราบว่าเวลาได้ล่วงเลยไปเท่าใด  จนกระทั่งสิบกว่าวันล่วงพ้นไป  ดวงจิตวิญญาณแห่งมังกรศักดิ์สิทธิจึงได้แวะมาปรากฏร่างจำแลงขึ้นอีกครั้งพอดีกับที่เล้งปวยได้ตื่นขึ้นมาพอดี     พอตื่นมาเห็นท่านปู่เฝ้าดูเขาอยู่เช่นนั้น ก็ดีใจ 
    “ท่านปู่มานานหรือยัง  ไม่ทราบว่าข้าฝึกอยู่นานเท่าใด”   มันกล่าวอย่างดีใจที่เห็นอีกฝ่ายห่วงใย             “อืม...ปู่เห็นว่าเจ้าช่างมีความมุ่งมั่นที่เกินกว่าเด็กทั่วไปจริงๆ  เช่นนี้ความสำเร็จในภายภาคหน้าของเจ้าต้องเป็นยอดคนแน่นอน ”     
    “ท่านปู่  ท่านพอจะบอกเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในร่างกายของข้านี้ได้หรือไม่  บางครั้งข้ารู้สึกเหมือนว่ามีพลังอันมหาศาลอยู่ในร่างกายเลยตั้งแต่ก่อนที่ข้าจะเริ่มฝึกพลังปราณเสียด้วยซ้ำ”  กล่าวพลาง  มองไปยังดวงหน้าของชายชราผมขาวที่เป็นร่างจำแลงของวิญญาณมังกรศักดิ์สิทธิที่ลอยอยู่นั้นอย่างใคร่รู้“ปวยเอ๋อ  ตอนที่เจ้าสลบอยู่นั้นหากเป็นคนอื่นเจ้าคงตายไปแล้วเพราะทั้งถูกฝ่ามือกระแทกจนร่วงหล่น   อีกไหนจะร่วงลงมาร่วมยี่สิบวาอีกปู่พบว่าเป็นเรื่องประหลาดมากจึงได้ตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง   จึงได้พบว่าเจ้านั้นมีเงาร่างมังกรศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่   ด้วยความเป็นร่างนี้ย่อมทำให้มีพลังแห่งมังกรแฝงอยู่ตั้งแต่แรกแล้วเพียงถูกผนึกไว้จึงไม่ปรากฏออกมา          บัดนี้ปู่ได้ปลดผนึกนั้นให้เจ้าแล้ว  ยิ่งผลึกโลหิตมังกรที่ปู่หยดให้เจ้านั้นเป็นผลึกขั้นศักดิ์สิทธิ์   เพียงฝึกด้านจิตวิญญาณให้แข็งแกร่งเมื่อใด  กายของเจ้าจะสามารถสะท้อนพลังที่มากระทบได้ถึงสองเท่า   เช่นนี้เจ้าย่อมต่อสู้ได้ก้ำกึ่งกับผู้ที่มีพลังยุทธสูงกว่าเจ้าหนึ่งช่วงขั้น”

         “ ปวยเอ๋อ!   ปู่มีเรื่องอยากจะขอร้องให้เจ้าช่วยอยู่เรื่องหนึ่ง   เป็นเรื่องเดียวที่ทำให้ดวงจิตวิญญาณของปู่ติดอยู่ที่นี่เป็น1000ปี ยังไม่อาจสงบลงได้”“ขอรับท่านปู่!  ขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้าทำได้เท่านั้น”รีบตอบทันที   “ท่านโปรดบอกมา”
    “ปู่ขอให้เจ้ารับปาก  พกพาดวงจิต ของ *หลินซี*ไปกับเจ้าจนกว่านางจะได้ร่างสถิตย์ที่เหมาะสม    นางเป็นหลานสาวคนเดียวที่ปู่รักมาก  ย่อมไม่อาจขังนางไว้ที่นี่ตลอดไป นางคงจะเหงาแย่   ถึงจะเสี่ยงอันตรายอยู่มาก  ก็ยังดีกว่า
    “ได้!  ท่านปู่  ข้ายินดีรับปากท่าน  ท่านปู่โปรดวางใจ”มันรับปากอย่างไม่ลังเล
    “ปวยเอ๋อ  นับว่าปู่ดูคนไม่ผิดจริงๆ  โชคดีที่ตอนเจ้าเฉียดตายหมดสตินั้น ปู่ได้เสริมพื้นฐานในห้วงนิมิตให้เจ้าไว้ก่อนแล้ว  มิเช่นนั้นเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดทรมานจากขั้นตอนผูกดวงจิตนี้อย่างแสนสาหัสทีเดียว    งั้นมาเริ่มกันเลย”

        จากนั้นความรู้สึกเล้งปวยได้ค่อยๆดับวูบไป ซึ่งไม่ทราบว่านานเท่าใด   รู้สึกตัวอีกที ก็ต่อเมื่อมีเสียงเด็กผู้หญิงพลันดังขึ้นมาในห้วงแห่งจิตของเขา  เป็นเสียงอันสดใสร่าเริงของเด็กผู้หญิง  แว่วเข้ามาในห้วงแห่งจิตนึกของเขา โดยท่านปู่ได้หายไปแล้ว
    “นี่เด็กน้อย…เจ้าได้ยินข้าไหม ?…ท่านปู่บอกข้าว่าเจ้าเป็นคนฉลาด  แต่เอ๋…สงสัยปู่จะดูผิด”
    “เฮอะๆ  มาอาศัยอยู่กับข้ายังมาด่าว่าข้าโง่อีก  สงสัยข้าคิดผิดไปแล้วแน่ๆเลย“   
    “เห้อ  เป็นคนขื้ใจน้อยด้วยแฮะ  เอาไงละทีนี้ โกรธซะแล้ว  ข้ายิ่งปลอบเด็กผู้ชายไม่เป็น”
    “ไม่ได้โกรธ และไม่ได้ใจน้อยด้วย เพียงแต่เถียงสู้เจ้าไม่ได้เฉยๆโว้ย!”
    “โอ๋ๆๆๆ  รู้ตัวก็ดีแล้วว่าสู้ข้าไม่ได้   ฮะๆๆๆ  ว่าแต่ เอ…เจ้าๆๆชื่ออะไรน้า!!   เออจำได้ละ ปู่บอกว่าเจ้าชื่อ เล้งปวยสินะ ?   …ข้าชื่อ *หลินซี* …ว่าไงเด็กน้อย”    “พูดยังกับตัวเองไม่ใช่เด็กน้อยแนะ…”เหมือนไม่ยอมรับที่อีกฝ่ายเรียก คำสองก็เด็กน้อย
    “เฮะๆๆ…ข้าหรือเด็กน้อย…หึๆๆเราจะให้เจ้าได้เห็นดี…อะ!! แล้วกันไป…เห็นแก่ที่ท่านปู่ชมชอบเจ้า  เราจะอภัยให้…แต่เจ้าต้องพาข้าออกไปเที่ยวใน  หูบเขาอสูรทมิฬ !แทนนะ”นางกลับพูดเองเออเอง
      หลายวันต่อมาแม้ว่าแรกๆเล้งปวยจะวุ่นวายกับหญิงสาวจนปวดเศียรเวียนเกล้า  แต่พอเริ่มชินแล้วเขาก็บอกกับตัวเองว่า   ดีกว่าเขาจะอยู่คนเดียว  ดังนั้นตั้งใจจะพานางออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง
       “ที่นั่นเป็นสถานที่เช่นไรเหรอ?”  เขาถามอีกฝ่าย
        “เฮอะสมกับเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้อะไรจริงๆ  ที่นั่นย่อมมีอะไรเยอะแยะ ทั้งพวกผลไม้ สมุนไพรดีๆ   แน่นอนย่อมมีสัตว์อสูรมากมายตั้งแต่ชั้นต่ำไปถึงชั้นสูง  เด็กน้อยเจ้าต้องไม่เคยเห็นแน่นอนแต่เราต้องให้ขาวหิมะน้อยไปส่งเพราะมันไกลออกไปถึง เกือบร้อยลี้  แถมเป็นป่าที่รกทึบไร้เส้นทางเข้าออก”
       “ ดีๆ  งั้นเราไปกัน”      ไม่นานนัก เล้งปวยที่นั่งอยู่บนหลังของเจ้านกกระเรียนขาวหิมะน้อย  ก็โผพุ่งขึ้นผ่านน่านฟ้ามุ่งไปยังหุบเขาอสูรทมิฬ ด้วยความเร็วของมันนั้นระยะทาง100 ลี้ เพียงไม่นานเท่านั้นก็ส่งเขาลงที่โขดหินบริเวณด้านนอกหุบเขาอสูรทมิฬแล้วจากไป
          ปวยเล้งค่อยๆเดินลัดเลาะไปตามหุบเขารอบนอกอยู่นานพอสมควร   จึงได้พบเข้ากับอสูรจิ้งจอกหางลาย  มันมีขนาดตัวโตกว่าสุนัขทั่วไปเล็กน้อย  เป็นเพียงอสูรชั้นตำ่ระดับ1   ทันทีที่มันพบเห็นเด็กน้อยวัย 10ขวบ   ทั้งระดับพลังนั้นอยู่เพียงแค่ชั้นก่อเกิดระดับ 2  มันย่อมไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาอยู่แล้ว  มันย่างสามขุมเข้าหา  แยกเขี้ยวมันวาว  แล้วกระโจนเข้าใส่หมายขย้ำให้ตกตายในคราเดียว
         “นี่ๆ เจ้าจะไม่ยอมให้ข้าตั้งตัวเลยนะ”มันพูดพลางวิ่งหนีอย่างเดียวจนหญิงสาวหลินซีอดขำไม่ได้หัวเราะไม่
    “แทนที่จะช่วยกัน เจ้านะเจ้า…เจ้านะเจ้า”  พูดพลางวิ่งวนไปมาจนกระทั่งไปจนตรอก  แต่ครานี้ไม่ใช่สุนัขจนตรอก  แต่เป็นคนจนตรอกเพราะเผลอวิ่งไปโดยไม่ดูว่ามันเป็นซอกระหว่างหินสองก้อน  เขาไม่มีที่จะไปจึงได้แต่หันหน้ากลับมา 
        “แฮ่  ๆ   ๆ!!”
    เจ้าอสูรสนัขจิ้งจอกหางลาย  แยกเขี้ยวสีขาวจนวาววับของมันอย่างอำมหิตกระโจนเข้าขย้ำอีกฝ่ายทันที               นี่เป็นการต่อสู้ครั้งแรกของเล้งปวย  รอจนกระทั่งเจ้าจิ้งจอกนั้นพุ่งมาถึงก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร  มันได้แต่หลับตาลงพร้อมยกมือผลักๆออกไปตามสัญชาตญาณ โดยไม่ตั้งใจเท่านั้น                    ตูม!!!
           สิ้นเสียงร้องอย่างโหยหวนพลันดังขึ้น   ห่าโลหิตซ่านกระเซ็นเป็นฟูฝอย  ร่างอันแหลกเหลว ของจิ้งจอกหางลายปรากฏขึ้นให้เห็นอยู่ตรงหน้า
          “ฮะๆๆเจ้าเด็กน้อย…กับจิ้งจอกน้อยตัวเดียวเจ้ากลับใช้พลังไปตั้งมากมายปานนั้นทำไม?” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังมา  ในห้วงวิญญาณของเขา
    “แหะ ๆ ๆ   ก็ใครจะไปรู้  ข้าไม่ตั้งใจนี่    ข้าก็แค่ตกใจรีบผลักมันออกไปเท่านั้น”
    “ข้าชักจะกังวลกับความซื่อบื้อของเจ้าชะแล้วสิ  ถ้าเกิดไปต่อสู้ในถ้ำ   มีหวังข้าได้ตายไปกับเจ้าแน่ๆ ฮ่าๆ”  พรางหัวเราะ
    “นี่ละน้าผู้หญิง  ไม่ช่วยแล้วยังมาซ้ำอีก   ไม่เจอมั่งให้รู้ไป”  บ่นอุบอิบในลำคอ

       “เจ้ารีบเก็บเอาแกนอสูรแล้วออกจากที่นี่ซะ   ขืนช้าเดียวพวกมันจะยกโขยงมาตามกลิ่นเลือด  ครานี้จะมีแต่ตังเป้งๆเลยนะ  คงรับมือไม่ไหวแน่   “ข้าอยากลองสู้กับสัตว์อสูรระดับ2ลองดู   เจ้าว่าไง”ถามอีกฝ่ายในห้วงวิญญาณ
    “ไม่น่ามีปัญหา  ถ้าไม่วิ่งสดุดขาตัวเองล้มซะก่อน  และเป็นตัวต่อตัว  แต่เจ้าต้องเข้าไปหาในเขตลึกกว่านี้สักหน่อยนะ”         จากน้ันเขาก็ออกเสาะหาเป้าทดสอบรายต่อไป