“เด็กเอ๋ยเ้ายินยอมเรียกเราว่าปู่! สักคำหรือไม่”
“ได้อรับ ท่านปู่ ! ” กล่าวพลางคุกเข่าโขกศรีษะอย่างน้อบน้อม“ดี ! ดีมากปวยเอ๋อหลานน้อยของข้า” จิตวิญญาณมังกรศักดิ์สิทธิปิติอย่างยิ่ง“เอาละปวยเอ๋อ สิบหกวันมานี้เจ้ากลับไม่ได้กินอะไรเลยคงหิวแล้ว ปู่ให้ เจ้าขาวหิมะน้อย!ออกไปหาอะไรในป่ามาให้เจ้าแล้ว กินเสร็จแล้วก่อนจะพักผ่อน ให้ลองปรับสภาพร่างกายและฝึกพลังปราณดูซิ ไว้เจ้าหายดีแล้วปู่มีเรื่องสำคัญจะคุยกับเจ้า”พูดจบเงาร่างจำแลงก็ค่อยๆสลายเป็นควันหายไป
จากนั้นชั่วครู่ ก็มีเงาสีขาวขนาดใหญ่พุ่งว้าบเข้ามาหาเล้งปวย พอมาใกล้จึงเห็นเป็นนกกระเรียนตัวมหึมา ในปากมันคาบพวงผลไม้มาหลายอย่าง นำมาวางไว้ตรงหน้าเล้งปวยพลางส่งสัญญาณ คล้ายบอกให้กินอย่างน่ารัก
“ขอบใจเจ้ามากนะ ขาวหิมะน้อย!ที่ช่วยชีวิตข้าไว้” พูดพลางยกมือขึ้นลูบขนที่สวยงามของมัน มันคล้ายฟังภาษาออกผงกหัวแล้วยื่นหน้าเข้าไปถูตามแขนเขาเบาๆอย่างดีใจแล้วก็โผจากไป หลังจากกินอิ่มแล้ว เขาก็เริ่มฝึกพลังลมปราณ อย่างช้าๆ และพบว่ามีพลังปราณอันลึกลับจำนวนมหาศาลเริ่มไหลเวียน ออกมาจากจุดตันเถียนประดุจคลื่นในทะเล ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน มันลองเคลื่อนพลังผ่านไปตามจุดสำคัญต่างๆอยู่หลายรอบ กลับเป็นกระแสที่ไหลเวียนอย่างเชี่ยวกราก เห็นเช่นนั้นมันก็อดยิ้มอย่างพอใจไม่ได้
มันฝึกฝนวนเวียนอยู่เช่นนั้นโดยที่ไม่ทราบว่าเวลาได้ล่วงเลยไปเท่าใด จนกระทั่งสิบกว่าวันล่วงพ้นไป ดวงจิตวิญญาณแห่งมังกรศักดิ์สิทธิจึงได้แวะมาปรากฏร่างจำแลงขึ้นอีกครั้งพอดีกับที่เล้งปวยได้ตื่นขึ้นมาพอดี พอตื่นมาเห็นท่านปู่เฝ้าดูเขาอยู่เช่นนั้น ก็ดีใจ
“ท่านปู่มานานหรือยัง ไม่ทราบว่าข้าฝึกอยู่นานเท่าใด” มันกล่าวอย่างดีใจที่เห็นอีกฝ่ายห่วงใย “อืม...ปู่เห็นว่าเจ้าช่างมีความมุ่งมั่นที่เกินกว่าเด็กทั่วไปจริงๆ เช่นนี้ความสำเร็จในภายภาคหน้าของเจ้าต้องเป็นยอดคนแน่นอน ”
“ท่านปู่ ท่านพอจะบอกเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ในร่างกายของข้านี้ได้หรือไม่ บางครั้งข้ารู้สึกเหมือนว่ามีพลังอันมหาศาลอยู่ในร่างกายเลยตั้งแต่ก่อนที่ข้าจะเริ่มฝึกพลังปราณเสียด้วยซ้ำ” กล่าวพลาง มองไปยังดวงหน้าของชายชราผมขาวที่เป็นร่างจำแลงของวิญญาณมังกรศักดิ์สิทธิที่ลอยอยู่นั้นอย่างใคร่รู้“ปวยเอ๋อ ตอนที่เจ้าสลบอยู่นั้นหากเป็นคนอื่นเจ้าคงตายไปแล้วเพราะทั้งถูกฝ่ามือกระแทกจนร่วงหล่น อีกไหนจะร่วงลงมาร่วมยี่สิบวาอีกปู่พบว่าเป็นเรื่องประหลาดมากจึงได้ตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง จึงได้พบว่าเจ้านั้นมีเงาร่างมังกรศักดิ์สิทธิ์แฝงอยู่ ด้วยความเป็นร่างนี้ย่อมทำให้มีพลังแห่งมังกรแฝงอยู่ตั้งแต่แรกแล้วเพียงถูกผนึกไว้จึงไม่ปรากฏออกมา บัดนี้ปู่ได้ปลดผนึกนั้นให้เจ้าแล้ว ยิ่งผลึกโลหิตมังกรที่ปู่หยดให้เจ้านั้นเป็นผลึกขั้นศักดิ์สิทธิ์ เพียงฝึกด้านจิตวิญญาณให้แข็งแกร่งเมื่อใด กายของเจ้าจะสามารถสะท้อนพลังที่มากระทบได้ถึงสองเท่า เช่นนี้เจ้าย่อมต่อสู้ได้ก้ำกึ่งกับผู้ที่มีพลังยุทธสูงกว่าเจ้าหนึ่งช่วงขั้น”
“ ปวยเอ๋อ! ปู่มีเรื่องอยากจะขอร้องให้เจ้าช่วยอยู่เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องเดียวที่ทำให้ดวงจิตวิญญาณของปู่ติดอยู่ที่นี่เป็น1000ปี ยังไม่อาจสงบลงได้”“ขอรับท่านปู่! ขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้าทำได้เท่านั้น”รีบตอบทันที “ท่านโปรดบอกมา”
“ปู่ขอให้เจ้ารับปาก พกพาดวงจิต ของ *หลินซี*ไปกับเจ้าจนกว่านางจะได้ร่างสถิตย์ที่เหมาะสม นางเป็นหลานสาวคนเดียวที่ปู่รักมาก ย่อมไม่อาจขังนางไว้ที่นี่ตลอดไป นางคงจะเหงาแย่ ถึงจะเสี่ยงอันตรายอยู่มาก ก็ยังดีกว่า
“ได้! ท่านปู่ ข้ายินดีรับปากท่าน ท่านปู่โปรดวางใจ”มันรับปากอย่างไม่ลังเล
“ปวยเอ๋อ นับว่าปู่ดูคนไม่ผิดจริงๆ โชคดีที่ตอนเจ้าเฉียดตายหมดสตินั้น ปู่ได้เสริมพื้นฐานในห้วงนิมิตให้เจ้าไว้ก่อนแล้ว มิเช่นนั้นเจ้าจะได้รับความเจ็บปวดทรมานจากขั้นตอนผูกดวงจิตนี้อย่างแสนสาหัสทีเดียว งั้นมาเริ่มกันเลย”
จากนั้นความรู้สึกเล้งปวยได้ค่อยๆดับวูบไป ซึ่งไม่ทราบว่านานเท่าใด รู้สึกตัวอีกที ก็ต่อเมื่อมีเสียงเด็กผู้หญิงพลันดังขึ้นมาในห้วงแห่งจิตของเขา เป็นเสียงอันสดใสร่าเริงของเด็กผู้หญิง แว่วเข้ามาในห้วงแห่งจิตนึกของเขา โดยท่านปู่ได้หายไปแล้ว
“นี่เด็กน้อย…เจ้าได้ยินข้าไหม ?…ท่านปู่บอกข้าว่าเจ้าเป็นคนฉลาด แต่เอ๋…สงสัยปู่จะดูผิด”
“เฮอะๆ มาอาศัยอยู่กับข้ายังมาด่าว่าข้าโง่อีก สงสัยข้าคิดผิดไปแล้วแน่ๆเลย“
“เห้อ เป็นคนขื้ใจน้อยด้วยแฮะ เอาไงละทีนี้ โกรธซะแล้ว ข้ายิ่งปลอบเด็กผู้ชายไม่เป็น”
“ไม่ได้โกรธ และไม่ได้ใจน้อยด้วย เพียงแต่เถียงสู้เจ้าไม่ได้เฉยๆโว้ย!”
“โอ๋ๆๆๆ รู้ตัวก็ดีแล้วว่าสู้ข้าไม่ได้ ฮะๆๆๆ ว่าแต่ เอ…เจ้าๆๆชื่ออะไรน้า!! เออจำได้ละ ปู่บอกว่าเจ้าชื่อ เล้งปวยสินะ ? …ข้าชื่อ *หลินซี* …ว่าไงเด็กน้อย” “พูดยังกับตัวเองไม่ใช่เด็กน้อยแนะ…”เหมือนไม่ยอมรับที่อีกฝ่ายเรียก คำสองก็เด็กน้อย
“เฮะๆๆ…ข้าหรือเด็กน้อย…หึๆๆเราจะให้เจ้าได้เห็นดี…อะ!! แล้วกันไป…เห็นแก่ที่ท่านปู่ชมชอบเจ้า เราจะอภัยให้…แต่เจ้าต้องพาข้าออกไปเที่ยวใน หูบเขาอสูรทมิฬ !แทนนะ”นางกลับพูดเองเออเอง
หลายวันต่อมาแม้ว่าแรกๆเล้งปวยจะวุ่นวายกับหญิงสาวจนปวดเศียรเวียนเกล้า แต่พอเริ่มชินแล้วเขาก็บอกกับตัวเองว่า ดีกว่าเขาจะอยู่คนเดียว ดังนั้นตั้งใจจะพานางออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง
“ที่นั่นเป็นสถานที่เช่นไรเหรอ?” เขาถามอีกฝ่าย
“เฮอะสมกับเป็นเด็กน้อยที่ไม่รู้อะไรจริงๆ ที่นั่นย่อมมีอะไรเยอะแยะ ทั้งพวกผลไม้ สมุนไพรดีๆ แน่นอนย่อมมีสัตว์อสูรมากมายตั้งแต่ชั้นต่ำไปถึงชั้นสูง เด็กน้อยเจ้าต้องไม่เคยเห็นแน่นอนแต่เราต้องให้ขาวหิมะน้อยไปส่งเพราะมันไกลออกไปถึง เกือบร้อยลี้ แถมเป็นป่าที่รกทึบไร้เส้นทางเข้าออก”
“ ดีๆ งั้นเราไปกัน” ไม่นานนัก เล้งปวยที่นั่งอยู่บนหลังของเจ้านกกระเรียนขาวหิมะน้อย ก็โผพุ่งขึ้นผ่านน่านฟ้ามุ่งไปยังหุบเขาอสูรทมิฬ ด้วยความเร็วของมันนั้นระยะทาง100 ลี้ เพียงไม่นานเท่านั้นก็ส่งเขาลงที่โขดหินบริเวณด้านนอกหุบเขาอสูรทมิฬแล้วจากไป
ปวยเล้งค่อยๆเดินลัดเลาะไปตามหุบเขารอบนอกอยู่นานพอสมควร จึงได้พบเข้ากับอสูรจิ้งจอกหางลาย มันมีขนาดตัวโตกว่าสุนัขทั่วไปเล็กน้อย เป็นเพียงอสูรชั้นตำ่ระดับ1 ทันทีที่มันพบเห็นเด็กน้อยวัย 10ขวบ ทั้งระดับพลังนั้นอยู่เพียงแค่ชั้นก่อเกิดระดับ 2 มันย่อมไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาอยู่แล้ว มันย่างสามขุมเข้าหา แยกเขี้ยวมันวาว แล้วกระโจนเข้าใส่หมายขย้ำให้ตกตายในคราเดียว
“นี่ๆ เจ้าจะไม่ยอมให้ข้าตั้งตัวเลยนะ”มันพูดพลางวิ่งหนีอย่างเดียวจนหญิงสาวหลินซีอดขำไม่ได้หัวเราะไม่
“แทนที่จะช่วยกัน เจ้านะเจ้า…เจ้านะเจ้า” พูดพลางวิ่งวนไปมาจนกระทั่งไปจนตรอก แต่ครานี้ไม่ใช่สุนัขจนตรอก แต่เป็นคนจนตรอกเพราะเผลอวิ่งไปโดยไม่ดูว่ามันเป็นซอกระหว่างหินสองก้อน เขาไม่มีที่จะไปจึงได้แต่หันหน้ากลับมา
“แฮ่ ๆ ๆ!!”
เจ้าอสูรสนัขจิ้งจอกหางลาย แยกเขี้ยวสีขาวจนวาววับของมันอย่างอำมหิตกระโจนเข้าขย้ำอีกฝ่ายทันที นี่เป็นการต่อสู้ครั้งแรกของเล้งปวย รอจนกระทั่งเจ้าจิ้งจอกนั้นพุ่งมาถึงก็ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร มันได้แต่หลับตาลงพร้อมยกมือผลักๆออกไปตามสัญชาตญาณ โดยไม่ตั้งใจเท่านั้น ตูม!!!
สิ้นเสียงร้องอย่างโหยหวนพลันดังขึ้น ห่าโลหิตซ่านกระเซ็นเป็นฟูฝอย ร่างอันแหลกเหลว ของจิ้งจอกหางลายปรากฏขึ้นให้เห็นอยู่ตรงหน้า
“ฮะๆๆเจ้าเด็กน้อย…กับจิ้งจอกน้อยตัวเดียวเจ้ากลับใช้พลังไปตั้งมากมายปานนั้นทำไม?” เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังมา ในห้วงวิญญาณของเขา
“แหะ ๆ ๆ ก็ใครจะไปรู้ ข้าไม่ตั้งใจนี่ ข้าก็แค่ตกใจรีบผลักมันออกไปเท่านั้น”
“ข้าชักจะกังวลกับความซื่อบื้อของเจ้าชะแล้วสิ ถ้าเกิดไปต่อสู้ในถ้ำ มีหวังข้าได้ตายไปกับเจ้าแน่ๆ ฮ่าๆ” พรางหัวเราะ
“นี่ละน้าผู้หญิง ไม่ช่วยแล้วยังมาซ้ำอีก ไม่เจอมั่งให้รู้ไป” บ่นอุบอิบในลำคอ
“เจ้ารีบเก็บเอาแกนอสูรแล้วออกจากที่นี่ซะ ขืนช้าเดียวพวกมันจะยกโขยงมาตามกลิ่นเลือด ครานี้จะมีแต่ตังเป้งๆเลยนะ คงรับมือไม่ไหวแน่ “ข้าอยากลองสู้กับสัตว์อสูรระดับ2ลองดู เจ้าว่าไง”ถามอีกฝ่ายในห้วงวิญญาณ
“ไม่น่ามีปัญหา ถ้าไม่วิ่งสดุดขาตัวเองล้มซะก่อน และเป็นตัวต่อตัว แต่เจ้าต้องเข้าไปหาในเขตลึกกว่านี้สักหน่อยนะ” จากน้ันเขาก็ออกเสาะหาเป้าทดสอบรายต่อไป