บทที่ 19 หลังจากนี้จะไม่ร่วมงานกันอีก
"พอแล้ว!" ฉินเหลียนตบโต๊ะอย่างแรง เสียงดังขัดจังหวะเธอ "ที่นี่เป็ห้องประชุม ไม่ใช่ตลาดสด เรากำลังพูดถึงการเลือกตั้งประธานบริษัท ไม่ใช่เื่ที่เฉียวอันซวี่อยู่ที่ไหน ถ้าคุณไม่มั่นใจก็ออกไป!"
"ฉินเหลียน คุณมีสิทธิ์อะไรให้ฉันออกไป!" เฉียวอันอันตะคอกกลับด้วยเสียงโกรธเช่นกัน
ฉินเหลียนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็โกรธมากขึ้น นิ้วที่ชี้เธอสั่นระริก เห็นได้ชัดว่าโกรธมาก "คุณกล้าดียังไงมาพูดกับฉันแบบนี้?"
"ฉันจะต้องกลัวอะไร" เฉียวอันอันยืนกรานคอแข็ง เผชิญหน้ากับฉินเหลียน
ตอนนี้เื่มันมาถึงจุดนี้แล้ว เธอยังจะกลัวอะไรอีก เธอได้เห็นแล้วว่า นอกจากเลขาเหยียนแล้ว ก็ไม่มีใครเลยที่สนับสนุนเธอ
คิดได้อย่างนั้น เธอก็หลับตาลง อารมณ์ของเธอกลายเป็มั่นคงขึ้นมา "วัตถุประสงค์ของฉันวันนี้ง่ายมาก ฉัน้าทั้งตำแหน่งประธานบริษัทและประธานกรรมการบริษัท!"
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนในที่ประชุมก็ใ
แม้แต่จิ้นเฉินก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย มองดูใบหน้าดื้อรั้นของเธอ ในดวงตามีประกายวาววับ
ดูเหมือนว่าเขาจะประเมินเธอต่ำไป
"คุณอยากได้มากเกินไปแล้วนะ คุณ้าทั้งสองตำแหน่ง ไม่กลัวว่าตัวเองจะแบกรับไม่ไหวเหรอ" กรรมการลั่วหรี่ตาลงและน้ำเสียงของเขายังฟังดูไม่สบอารมณ์
เธอปัดผมที่ข้างขมับไปไว้หลังหู ยิ้มเยาะอย่างไม่เกรงกลัว "ไม่ต้องให้กรรมการลั่วเป็ห่วงฉันหรอกค่ะ เพราะว่าเฉียวกรุ๊ปเป็บริษัทที่คุณพ่อทิ้งไว้ให้ฉันและเสี่ยวซวี่ ฉันยังมีพินัยกรรมที่คุณพ่อทิ้งไว้ด้วย ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ฉันมีสิทธิ์ตัดสินใจ"
เมื่อเธอพูดจบ เลขาเหยียนที่ยืนอยู่ด้านหลังก็มองไปที่โทรศัพท์ แล้วก็ออกจากห้องประชุมไปอย่างเงียบ ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
"งั้นก็เอาพินัยกรรมออกมาให้ทุกคนดูสิ" ฉินเหลียนหัวเราะเยาะเย้ยหยัน
เฉียวอันอันขมวดคิ้วมองฉินเหลียนด้วยสีหน้าประหลาดใจ
มีบางอย่างผิดปกติ! เมื่อได้ยินเื่พินัยกรรม ฉินเหลียนไม่ควรมีปฏิกิริยาแบบนี้
เฉียวอันอันรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก แต่ก็บอกไม่ได้ว่าความรู้สึกไม่สบายใจนี้มาจากไหน ได้แต่เพิ่มความระมัดระวังไว้ก่อน หยิบเอกสารที่อยู่ตรงหน้าขึ้นมา
ทันทีที่เปิดออก เธอก็รู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง เนื้อกระดาษััไม่เหมือนเดิม ก่อนหน้าเนื้อกระดาษของพินัยกรรมแข็งมาก ไม่ใช้นิ่มแบบนี้ มันถูกสับเปลี่ยน!
ความคิดนี้แล่นเข้ามาในหัวของเฉียวอันอันทันที
เมื่อเธอดึงข้อมูลข้างในออกมาแล้วดู เืทั่วร่างกายของเธอก็แข็งทื่อ
ต้องเป็พนักงานคนนั้นแน่!
เมื่อตอนก่อนจะเข้าห้องประชุม เธอได้ชนเข้ากับพนักงานที่ถือแฟ้มเอกสารเช่นเดียวกัน แต่เอกสารหล่นลงพื้น พนักงานคนนั้นเป็คนเก็บขึ้นมาแล้วส่งคืนให้เธอ เธอไม่ได้คิดอะไรมาก ตอนนี้คิด ๆ ดูแล้ว เขาตั้งใจสลับเอกสารอย่างแน่นอน
และคนที่วางแผนสลับเปลี่ยนครั้งนี้ คือฉินเหลียน!
ไม่แปลกใจที่เธอไม่กังวลเลยเมื่อได้ยินเกี่ยวกับพินัยกรรม
"เป็ฝีมือคุณนี่เอง!" เฉียวอันอันกัดฟันจ้อง ฉินเหลียน
ฉินเหลียนทำท่าเหมือนไม่เข้าใจ อมยิ้มพูดออกมาอย่างร่าเริงว่า "อะไรคือฝีมือฉัน คุณพูดอะไร?"
"หยุดตีหน้าซื่อได้แล้ว" เฉียวอันอันโกรธจนขาดสติ ลุกพรวดขึ้นมา ท่าทางราวกับว่าจะปรี่เข้าไปหาฉินเหลียนเพื่อต่อสู้
พอดีตอนนั้น เลขาเหยียนกลับมาพอดี เขาคว้าแขนเธอไว้แล้วส่ายหัวให้ "คุณเฉียวอย่าเพิ่งตื่นตระหนก พินัยกรรมอยู่ที่ผม"
พูดจบก็หยิบแฟ้มเอกสารที่คุ้นเคยออกมาจากด้านหลัง
เฉียวอันอันปากขมุบขมิบพูดไม่ออก จ้องเอกสารในมือเขา
เลขาเหยียน เหลือบมองจิ้นเฉินแวบหนึ่ง ก่อนส่งเอกสารให้เฉียวอันอัน "คุณเฉียว ผมจะอธิบายให้ฟังทีหลัง ตอนนี้ควบคุมสถานการณ์กันก่อน"
"ฉันเข้าใจแล้ว!" เฉียวอันอันพยักหน้ารับอย่างจริงจัง
เมื่อเห็นกระเป๋าเอกสารในมือของเฉียวอันอัน ฉินเหลียนเปลี่ยนสีหน้าทันที ร้องเสียงแหลมว่า "เป็ไปไม่ได้ ฉันแน่ใจว่า..."
"เฮอะ" เฉียวอันอันหัวเราะเย็น มุมปากกระตุก หยิบสำเนาพินัยกรรมออกมาแล้วโยนมันใส่เธอ "เชิญกรรมการฉินตรวจสอบด้วย"
"เป็ไปไม่ได้… นี่ไม่ใช่ของจริง..." ฉินเหลียนถูกโจมตีอย่างแรง ใบหน้าซีดเผือด มือที่จับพินัยกรรมสั่นเทา เธอจ้องมองพินัยกรรมอย่างพยายามหาข้อผิดพลาด
แต่ตราประทับทั้งหมดบนพินัยกรรม และลายเซ็นของคุณเฉียวบนพินัยกรรม บอกเธอว่ามันเป็ของจริง
ฉินเหลียนพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง ดูเหมือนแก่ลงไปหลายปีในพริบตา
ฉากนี้สร้างความฮือฮาให้กับทุกคน
"ผู้อำนวยการฉิน คุณยังจะพูดอะไรอีกไหม" เฉียวอันอันถามด้วยรอยยิ้มเยาะ
ฉินเหลียนเงยหน้าขึ้น สีหน้าเคร่งขรึม "เธอชนะแล้ว ฉันไม่มีอะไรจะพูด แต่จำไว้นะเฉียวอันอัน ถ้าเธอมีความสามารถก็จับไว้ให้แน่น อย่าให้ฉันหาโอกาสได้ ไม่งั้นฉันจะลากเธอลงมาให้ได้"
เฉียวอันอันยิ้มเ้าเล่ห์ "ฉันรอดูั้แ่ไหนแล้ว ตอนนี้ยอมออกจากตำแหน่งได้แล้วใช่ไหม"
"รอก่อน!"
ก่อนเฉียวอันอันจะพูดจบ เธอก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเ็า
เป็จิ้นเฉิน
จิ้นเฉินมองเฉียวอันอันด้วยแววตาเยียบเย็นลึกล้ำ นิ้วเรียวยาวเคาะบนโต๊ะพลางกล่าวว่า "ผู้มีอำนาจตัดสินใจของบริษัทหนึ่งกลับใช้วิธีการตลกร้ายแบบนี้ในการตัดสินใจ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมเฉียวกรุ๊ปถึงได้อยู่รั้งท้ายที่เมืองเจียงเฉิงมาตลอด"
"คุณจิ้น คุณ้าพูดอะไรกันแน่?" เฉียวอันอันขมวดคิ้ว ถามด้วยน้ำเสียงเครียด
จิ้นเฉินหัวเราะเยาะอย่างดูถูก "ฉันจะบอกว่า ถ้าผู้มีอำนาจตัดสินใจของบริษัทหนึ่งไม่มีความสามารถที่เหมาะสม เธอจะยึดตำแหน่งนี้ได้ยังไงล่ะ? เฉียวอันอัน ฉันจำได้ว่าเธอเรียนด้านการออกแบบเสื้อผ้าใช่ไหม?"
ความหมายแฝงนัยคือ เธอเรียนจบทางด้านการออกแบบเสื้อผ้า ไม่เคยเรียนรู้เื่การบริหารบริษัทเลย เธอจะบริหารบริษัทได้อย่างไร
ทุกคนเมื่อได้ยิน ต่างก็รู้สึกว่ามีเหตุผล
ฉินเหลียนรู้สึกมีความหวังเล็กน้อย เพราะจิ้นเฉินกำลังช่วยเหลือเธอ
"คุณจิ้นพูดถูกแล้ว เฉียวอันอัน เธอคิดว่าเธอมีความสามารถพอที่จะนำพาเฉียวกรุ๊ปไปข้างหน้าได้เหรอ?" ฉินเหลียนพูดด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง จ้องมองเฉียวอันอันด้วยสายตาท้าทาย
เฉียวอันอันกัดริมฝีปากเล็กน้อย ไม่ได้สนใจฉินเหลียน แต่มองตรงไปยังจิ้นเฉิน "คุณจิ้นน่าจะทราบว่ายังมีอาชีพที่เรียกว่า ‘ผู้จัดการ’ อยู่ด้วยนะ"
จิ้นเฉินขมวดคิ้วไม่ได้ตอบอะไร
เฉียวอันอันยิ้มอย่างมีเลศนัย แล้วพูดต่อไป "ฉันจะว่าจ้างเลขาเหยียนเป็ผู้จัดการของฉัน เพื่อดูแลเื่ต่าง ๆ ของเฉียวกรุ๊ปแทนฉัน ถ้าคุณจิ้นจะคัดค้านเื่นี้ด้วย ฉันก็ไม่มีเื่จะพูดแล้ว"
จิ้นเฉินเงยหน้าขึ้นมองเธออย่างจริงจังสักพักหนึ่ง จากนั้นก็ยิ้มเยาะหยันที่ไม่ได้มาจากใจจริง เ็าเหมือนน้ำแข็ง "คุณหนูเฉียว ยังมีความฉลาดหลักแหลมอยู่บ้าง"
"ขอบคุณ" เฉียวอันอันตอบกลับไปสั้นๆ สองคำ แต่ในใจนั้นก็โล่งอกที่ได้ชนะไปในที่สุด
พูดตามตรง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับจิ้นเฉินเธอก็ยังมีความหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่โชคดีที่เธอชนะในที่สุด
เฉียวอันอันสรุปการประชุมเสร็จแล้ว เมื่อดูเวลา ก็เกือบจะสิบเอ็ดโมงแล้ว เธอจึงเตรียมจะประกาศปิดการประชุม
เธอลุกขึ้นยืนพร้อมจะเปิดปากพูด แต่จิ้นเฉินกลับลุกขึ้นยืนก่อน แล้วพูดออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย "จากการประชุมในครั้งนี้ ฉันตัดสินใจยกเลิกโครงการร่วมทุนระหว่างเฉียวกรุ๊ปกับจิ้นกรุ๊ป และทั้งสองบริษัทจะไม่ร่วมงานกันอีกต่อไป ขอตัว!"
พูดจบ เขาก็เอามือล้วงกระเป๋าแล้วเดินจากไป
ฉินเหลียนหน้าซีดเผือด ท่าทางใกลัวมาก ะโเรียกชื่อจิ้นเฉินหลายครั้งแล้วรีบวิ่งตามออกไป
ฉากที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด ทำให้ทุกคนมองหน้ากัน รวมถึงเฉียวอันอันด้วย
เธอไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่า จิ้นเฉินจะมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับตระกูลเฉียว และยังยกเลิกความร่วมมือในยามวิกฤตนี้ด้วย เป็เพราะเธอขึ้นเป็ประธานหรือเปล่า?