ตอนที่ 4
ป่าเฉียนมี่
~~~ที่ด้านล่างหุบเขา~~~
“แล้วเราจะไปทางไหนดีล่ะ หลินหลิน”
เ้าบื้อเริ่มกลัว อยากจะร้องไห้เต็มที
“เราจะต้องไปขอความช่วยเหลือจากแม่ทัพจิว เขาเคยบอกไว้ว่า ให้ไปทางทิศตะวันออก ประมาณร้อยลี้”
“หา ร้อยลี้เชียวเหรอ………………….”
“แล้วมันไกลขนาดไหนกันล่ะ”
เ้าบื้อช่างสงสัยนัก
“เ้ามันบื้อสมชื่อเลยจริงๆ ถ้าเราเดินทางโดยไม่หลับไม่นอนเลย ก็แค่ประมาณสิบสองชั่วยามเอง
เพียงแต่ว่า..........................................พวกเราต้องลากเ้าอ้วนไปด้วยน่ะสิ”
“สิบสองชั่วยามเองอย่างนั้นหรือ”
“ไป........ถ้างั้นเราลุยกันเลย หลินหลิน”
กู่ไท่หยางผู้ซึ่งไม่รู้อะไรเลยทำเป็ฮึดสู้อีกครั้ง
“ชิ เ้านี่มันบื้อจริงๆ ด้วย”
เธอบ่น
ระหว่างที่เดินทางกันไปได้สองชั่วยาม เ้าอ้วนเริ่มไอหนักและกระอักเืออกมา
“หากใช้เวลานานเกินไป เ้าอ้วนคงไม่รอดแน่”
หลินหลินเริ่มกังวล
“เฮ้ ดูนั่นสิ นั่น มีป่าอยู่ตรงนั้นด้วยหรือ”
เ้าบื้อชี้ไปที่ป่าไพรเต็มไปด้วยไม้เลื้อยรกร้าง อยู่ตรงด้านหน้าด้วยความสงสัย
“นั่น ป่าเฉียนมี่ เป็ป่าลึกลับในตำนาน ท่านย่าห้ามไม่ให้เข้าไปในป่านี้อย่างเด็ดขาดเลยนะ”
“ข้าว่าอย่าเสี่ยงเข้าไปดีกว่า”
หลินหลินเตือนเ้าบื้อ เขาจึงเปลี่ยนเื่คุย
“เออนี่ แล้วแม่เฒ่าให้อะไรเ้ามา”
“จริงสินะ ลืมไปเลย ขอข้าเปิดดูก่อน”
เธอหยิบกระบอกไม้ที่เหน็บเอวไว้ คลายเส้นไหมโบราณที่พันแน่น ค่อยๆ เปิดฝาออก แล้วเจอบางอย่าง
“หนังสืออะไรเนี่ย ฝุ่นเพียบเลย”
“ฮัดเช้ย แค๊กๆ!”
(ฝุ่นเข้าจมูกจนจามและไอ)
“ทำไมพวกมันถึงอยากได้จัง”
“เฮ้ ดูสิ นี่ หน้านี้เป็แผนที่นิหน่า”
ทั้งสองมุงดูกันด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ถ้าเทียบจากภาพแผนที่ ทีู่เาลูกนี้ ตอนนี้เราอยู่ที่นี่ เดินผ่านทางนี้ไปทางตะวันออกเรื่อยๆ ก็จะถึงเมืองฉางลั่วแล้วล่ะ”
“เอ๊ะ หลินหลิน ดูนี่สิ ถ้าเทียบกัน ตรงนี้คือป่าเฉียนมี่ ถ้าเราเดินฝ่าเข้าไปแล้ว ดูจากแผนที่ ข้าว่า...........ใกล้กว่ามากนะ”
“เ้านี่มันบื้อเสียจริง ข้าบอกแล้วไงว่ามันอันตราย”
“แค๊ก แค๊ก แค๊ก”
“แฮ่ก แฮ่ก”
เ้าอ้วนไอกระอักเืออกมา มีอาการหอบอย่างหนัก
ทั้งสองมองหน้ากัน ถึงเวลาต้องตัดสินใจ
หลินหลินจึงออกความเห็น
“ถ้าเราไปทางตะวันออก กว่าจะถึงเมืองหลวง เ้าอ้วนก็คงไม่รอดทางนี้อาจเป็ทางเดียวที่จะลัดเลาะไปทางเมืองหลวงได้เร็วขึ้น”
“ถ้าพวกเราเสี่ยงเข้าป่า เ้าอ้วนอาจจะรอด”
“หรืออาจจะตายทั้งหมด”
กู่ไท่หยางตอบกลับอย่างหน้าเจื่อนๆ
แม้เ้าอ้วนจะเกเรแค่ไหนก็ตาม แต่เขาก็เป็คนหนึ่งที่ลุกขึ้นสู้ปกป้องท่านย่า สาวน้อย้าตอบแทนบุญคุณ จึงตัดสินใจเดินผ่านป่า
แต่เธอก็มีความกังวล กลัวว่าเ้าบื้อจะไม่เอาด้วย เพราะเขามักจะถูกเ้าอ้วนรังแก อีกทั้งเกรงว่าเขาจะหวาดกลัวป่าลึกลับแห่งนี้ด้วย
หาได้เป็เช่นนั้นไม่ เธอถึงกับต้องประหลาดใจกับคำตอบที่สวนกลับมาของเ้าบื้อว่า
“อย่างน้อยก็มีตัวเลือกเส้นทางให้ลองเสี่ยง เพื่อช่วยชีวิตคนแล้ว
ถ้าอย่างนั้นข้าว่า..................เราเสี่ยงเข้าป่าก็แล้วกันหลินหลิน”
เธอประหลาดใจในคำตอบนั้น แอบชื่นชมในใจที่เ้าบื้อมีความกล้าหาญและมีคุณธรรม
พวกเขาตัดสินใจเข้าป่า ป่าเฉียนมี่เป็ป่าดงพงไพร มีไม้หนาใหญ่ปกคลุม มองไม่เห็นซึ่งจุดหมายปลายทาง ต้องปีนต้นไม้สูง
เพื่อหาทิศทาง
ท้องฟ้ากว้างใหญ่ไกลสุดลูกหูลูกตา เห็นแต่พงพนาถูกปกคลุมด้วยสีขาวของหิมะ ทอดเป็แนวยาวไม่มีที่สิ้นสุด
~~~เหมันตฤดูครานี้ยาวนานกว่าที่เป็~~~
“เอ๊ะ นั่นเขาลูกนั้น”
หลินหลินอยู่ที่ยอดไม้สูง มองเห็นลิบๆ เหมือนกองไฟและผืนผ้าเล็กๆ ที่สะบัดไสว นั่นคงเป็ธงสัญลักษณ์พญาัของราชวงศ์
อย่างแน่นอน คิดถูกแล้วที่มาทางนี้ อย่างน้อยระยะทางคงลดลงได้กว่าครึ่ง
“ครึ่งหนึ่งนี่ก็แปดชั่วยามเลยเหรอ”
กู่ไท่หยางนับนิ้ว
“เ้ามันบื้อจริง ฮ่าๆๆ”
เธอขำที่เ้าบื้อคำนวณผิด
(ทั้งคู่หัวเราะ)
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
เดินทางผ่านป่ามาได้หลายชั่วยาม กลางวันยังพอมีแสงแดดให้ได้ไออุ่น สองคนช่วยกันลากไม้เลื่อนที่มีร่างเ้าอ้วนตัวหนักอึ้งนอนอยู่ มันช่างเหนื่อยล้าเอาเื่เลยทีเดียว
หลินหลินเริ่มคิดถึงท่านย่า
“จะเป็อย่างไรบ้างนะ ข้าเป็ห่วงจริงๆ”
“แล้วทำไมท่านย่าถึงได้เก่งอย่างนั้น”
~~~~~~~ “ซ่า~~~~~~~ซ่า” ~~~~~~~
(เสียงธารน้ำไหล)
“เอาล่ะ งั้นเราหยุดพักตรงนี้แหละ ข้างหน้ามีธารน้ำไหล พักดื่มน้ำกันเถอะ”
อากาศทั้งเย็นทั้งแห้ง รวมถึงความเหน็ดเหนื่อย ทำให้กระหายน้ำ
เธอวิ่งไปที่ธารน้ำก่อน เอามือตักซดน้ำไม่หยุด
“ซู้ด ซู้ด”
กู่ไท่หยางมัดเชือกไม้เลื่อนที่มีเ้าอ้วนนอนอยู่ ไว้กับโคนต้นไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้ไม้เลื่อนไหลหลุดไป แล้ววิ่งตามไปดื่มน้ำ
พวกเขาตักซดตักดื่มกันอย่างชื่นใจได้สักพัก
เ้าบื้อเงยขึ้นมา เห็นป่าไพรทึบเบื้องหน้า แล้วรู้สึกหลงใหล มันเป็ความแปลกของป่า แมกไม้พลิ้วสลับไหวๆ เหมือนต้นไม้เดินได้
ด้วยความสงสัย จึงะโข้ามลำธารไปอีกฝั่งเพื่อััมัน
ป่าไม้นี้ช่างสวยงามดุจดั่งมีชีวิต มีลำต้นเป็กายา มีกิ่งพนาเหมือนกรและหัตถ์ วายุลมกระทบพัดมา ใบไม้พลิ้วลมเหมือนเส้นผม
ปลิวไสว
กู่ไท่หยางจิตหลุดลอยไปกับความพิศวงของป่า ถลำเข้าลึกไปข้างใน จนเจอกับบางสิ่ง
“เอ๊ะ ที่ด้านหน้าของข้า มีอะไร เป็ก้อนๆ น้ำแข็งเต็มไปหมด”
เขาจึงลองเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
“นี่มัน!”
“กระต่ายป่านี่นา”
ความหิวเข้าครอบงำทันที
“ทำไมมันถึงแข็งอย่างนี้ คงเป็เพราะอากาศหนาวจัดสินะ”
กระต่ายหลายตัวถูกน้ำแข็งปกคลุม แน่นิ่งไปหมด เหมือนถูกหยุดการเคลื่อนไหวไว้
“ที่นี่มีกระต่ายน้อยเต็มไปหมด ฮ่า ฮ่า ฮ่า มีอาหารกินแล้วคืนนี้” ว่าแล้วก็รีบหาก้อนหินมา ทุบน้ำแข็งดีกว่า
“โป๊ะ........................โป๊ะ”
น้ำแข็งมีเริ่มรอยร้าววิ่งไปตามตัวกระต่าย
“เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ”
“โพล๊ะ”
(เสียงน้ำแข็งแตกออกจากตัวกระต่าย)
“อะฮ่า มื้อเย็นอันโอชะ”
เ้าบื้อกำลังจะคว้ามือหยิบ แต่เ้ากระต่ายกลับะโดิ้น ดุ๊กดิ๊กๆ ไปมา พอมันตั้งตัวได้แล้วก็วิ่งตื่นตูมหนีไป
“หา อะไรน่ะ ยังไม่ตายหรอกเหรอ”
“งั้นเอาตัวใหม่”
ทุบอีก............................................................................
“โพล๊ะ”
เ้าบื้อก็ยัง คว้าจับไม่ทัน มันดิ้น ดุ๊กดิ๊กๆ วิ่งหนีไปได้อีกแล้ว
ทุบอีก.............................................................................
“โพล๊ะ”
คราวนี้มันก็ะโถีบหน้าเขา แล้วมันก็วิ่งหนีไปได้อีก
จับไม่ทันเลยสักตัว
~~~~~~~~~ขณะที่หลินหลินยังสนุกกับดื่มน้ำ~~~~~~~~~
“ซู้ด ซู้ด”
จู่ จู่ มีก็เสียง
“ฮื่อ...ฮื่อ...........กรร.......กรร.......กรร”
(เสียงขู่)
เสียงนั้นอยู่บนเนินสูง้าเหนือหัวของเธอที่กำลังก้มดื่มน้ำอยู่
พอเงยหน้ามาเท่านั้นแหละ!
“อะ....อะ........ไอ้นั่น...........มัน!”
สาวน้อยสับขาวิ่งสุดชีวิตไปทางเ้าบื้อ โบกมือไหวๆ ะโบอกให้เพื่อนรีบวิ่งหนีไป
~~~~~~~ “เ้าบื้อ จงเผ่นสุดชีวิต!” ~~~~~~~
วิ่งไล่กวดตามมาด้วยหมีขาวั์ตัวโต
แม้มันตัวอ้วนพี แต่มันไม่ได้อุ้ยอ้ายอย่างที่ควรจะเป็
เ้าบื้อยังคงมองตาค้างตะลึง ขนาดมันวิ่งตะกุยสี่เท้า ตัวมันยังสูงใหญ่มากกว่าหลินหลินถึงสามเท่า
“ไม่สิ น่าจะห้าเท่าได้”
“บ่นอะไรเ้าบื้อ!”
“เปรี้ยง!”
สาวน้อยวิ่งมาถึง ะโถีบหน้าเ้าบื้อเข้าอย่างจัง ถึงกับหน้าเบี้ยวหงายเงิบกันเลยทีเดียว
“ข้าบอกให้วิ่งไง!”
ทีนี้หลินหลินวิ่งนำไป เ้าบื้อตั้งหลักได้จึงวิ่งตาม มือข้างหนึ่งกุมจมูก เืกำเดาไหลหยดเพราะแรงถีบ
พวกเขาสับใส่ฝีเท้าเต็มสุดกำลัง ทิ้งพ่างไจ๋ที่นอนสลบเหมือดอยู่ใต้ต้นไม้
หมีขาวั์กำลังหิวโหย มันไล่กวดน้ำลายสอไหลย้อยเต็มปากคงเพราะมันไม่ได้ลิ้มอาหารอันโอชะมานาน
“อีนอ้นอ้ายอิ (ปีนต้นไม้สิ) ”
เ้าบื้อวิ่งพูดอู้อี้เพราะกุมจมูกอยู่
หลินหลินหันมาเห็นด้วยจึงพยักหน้าตอบ ทั้งสองวิ่งไปหยุดที่หน้าต้นไม้ใหญ่ ด้วยความเป็สุภาพบุรุษ เ้าบื้อจึงรีบะโขึ้นปีน
ขึ้นก่อน แต่ตะกุยตะกายปีนได้ไม่สูงนัก เพราะความลื่นของหิมะทำให้มือลื่นปีนไม่ขึ้น
หมีขาวั์ใกล้เข้ามาแล้ว
เธอเห็นแล้วจึงรีบะโจิกเกาะเปลือกไม้ แล้วปีนต้นไม้ด้วยทั้งเอาหัวกระทุ้งก้นเ้าบื้อไปด้วย
“อะจ๊าก!..................จั๊กจี้นะ”
“ไม่มีเวลาจะมาจั๊กจี้แล้ว ตาบ้า”
ด้วยความโมโหรีบเร่ง จึงเอาหัวกระทุ้งไปที่ก้นอีกหลายที
“อุ๊บส์ คราวนี้ข้าจุกแล้วนะ”
“มันก็เื่ของเ้า รีบขึ้นไปเร็วๆ สิ!”
ทั้งปีนทั้งดันกันขึ้นไปจนได้ หมีขาวั์วิ่งมาถึงตรงโคนต้นไม้ แหงนหน้ามองเหยืุ่์สองคนเกาะกันกลมบนยอดไม้ใหญ่
~~~กรร~~~
(ขู่)
แล้วสัตว์เดรัจฉานตนนั้น บังอาจกร้าวลุกขึ้น สองขาหลังยันตัวยืน สองอุ้งมือหน้าเกาะต้นไม้ใหญ่ กางเขี้ยวเล็บแหลมคม เฉาะฝังลึกลงไปในเปลือกไม้อย่างง่ายดาย มันปีนต้นไม้ได้
ก้าวทีละก้าวขึ้นมา
“ไอ๋หยา แย่แล้ว มันปีนต้นไม้ได้”
สาวน้อยถึงกับร้องเสียงหลง หมีขาวั์มันคืบคลานเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทุกที ทั้งสองคนจึงตะเกียกตะกายหนี ขยับไปที่ปลายกิ่งไม้
แต่กิ่งไม้เริ่มรับน้ำหนักตัวทั้งคู่ไม่ไหว โน้มลงมาเหมือนจะหัก
“แกร๊ก........แกร๊ก”
หมีขาวั์ไม่สน ะโขย้ำมาทั้งตัว
“โฮกกกกกกกกกกกก”
“แป๊กกก”
กิ่งไม้หักลง หมีขาวั์และทั้งคู่หล่นลงมาจากที่สูง
“จ๊ากกกกก”
“โฮกกกกกกกกกกกก”
ฟาดลงไปที่กิ่งไม้หลายกิ่ง กระแทกไปกระแทกมา จนตกลงถึงพื้น จมหิมะไปตามๆ กัน
เ้าบื้อลุกขึ้นได้ก่อน มองหาหลินหลินไม่เจอถึงกับใจเสีย
“หลินหลิน เ้าอยู่ไหนง่ะ แงๆๆๆๆ”
ฝ่าเท้าพิฆาตพุ่งมาจากพื้นหิมะถีบจมูกเขาเข้าให้
“เปรี้ยง!”
หลินหลินหายใจไม่ออก เพราะเขาหล่นมาทับเธอนั่นเอง
หมีขาวั์ตกลงมาหัวปักพื้นเช่นกัน มันโผล่หัวขึ้นมายังมึนงง
หลินหลินจึงกระชากคอเ้าบื้อที่กำลังกุมจมูก เพราะเืกำเดาไหลกระฉูด ให้รีบวิ่งต่อไป
หมีขาวั์มันได้สติแล้ว จึงไล่กวดต่อด้วยความโมโหร้าย
วิ่งหนีกันไปได้ไกล เห็นข้างหน้าสิ้นสุดเส้นทาง เป็หน้าผาใหญ่ มันไม่มีทางไปแล้ว เ้าตัวร้ายผู้หิวโหยก็วิ่งกวดตามมาจนใกล้จะถึงตัว
เธอนึกขึ้นได้ ควักหินสองก้อนที่เหน็บซ่อนไว้ที่เอว หันกลับไปดีดด้วยหัวแม่โป้งอย่างรุนแรง พุ่งเข้าดวงตาของสัตว์ร้ายพอดี
“โฮกกกก โฮกกกกก”
มันร้องด้วยความเ็ป แต่ดูเหมือนว่ามันจะโมโหหนักยิ่งกว่าเดิมเสียอีก คราวนี้พุ่งเข้ามาทั้งๆ ที่ตาปิด
ทั้งสองเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งต่อไป ที่เบื้องหน้าคือหุบเหวลึก
เธอบอกแผนให้เ้าบื้อฟัง
“เอาละ ถ้าข้าส่งสัญญาณให้เ้าหักเลี้ยวไปทางขวานะ”
“ได้!”
เขาตอบเสียงดัง
วิ่งไปเกือบสุดหน้าผาแล้ว หวังจะหลอกให้มันตกหน้าผาลงไป
เธอจึงให้สัญญาณ
“ขวา เ้าบื้อ ขวา”
เ้าบื้อกลับวิ่งมาทางซ้ายวิ่งเบียดกับเธอซะงั้น
จวนเจียนจะถึงขอบทางปลายหน้าผาแล้ว
“ผั๊วะ”
เ้าบื้อโดนหมัดหลินหลินต่อยเขาไปที่จมูก
“ก็ข้าบอกว่าทางขวาไง”
เขาไม่รู้ทิศทางสับสนระหว่างซ้ายกับขวา โดนหมัดเข้าไปหนึ่งทีจึงตั้งสติได้ รู้ทันทีว่าทางขวาคือทางไหน พลันวิ่งหักเลี้ยวขวามุมฉาก
ไปพร้อมกับหลินหลิน ก่อนที่จะตกหน้าผา
หมีั์ตัวร้าย แม้มองดวงตามองไม่เห็น แต่มันยังคงได้กลิ่นดี สาบมนุษย์ที่พัดมาตามสายลม และเปลี่ยนทิศทางไปก่อนตกหน้าผา
มันจึงวิ่งเลี้ยวโค้งหักมุมฉากไปตามสัญชาตญาณ และไล่ตามพวกเขาไปอย่างไม่ลดละ
ทั้งสองใที่มันไม่หลงกล วิ่งหนีตายต่อไปบนขอบหน้าผา
แต่ต้องใอีกครั้ง เพราะที่ข้างหน้ามีต้นไม้ใหญ่ขวางอยู่ระยะห่างแค่ไม่ถึงหนึ่งลี้ สายลมพัดเข้ามาพอดี ทำให้กิ่งของต้นไม้ปลิว
มาซ้อนกัน เหมือนต้นไม้มันทำท่าทางห้ามไว้ ถ้ามันพูดได้คงบอกว่า
“พวกเ้าอย่าเข้ามา”
“เอาไงดี”
เ้าบื้อวิ่งตีคู่มาทางด้านขวามือ ถามหลินหลิน
ต้นไม้ใหญ่อยู่ที่ปลายหน้าผาพอดี ทั้งคู่วิ่งกันจนเกือบจะถึงแล้ว
“เอาไงดี”
เขาถามอีกครั้ง แต่..............................................................
เธอไม่ตอบ เพราะถ้าปีนต้นไม้มันก็ตามมาได้อีก
“เอาไงดี!”
เ้าบื้อเพิ่มเสียงดังขึ้น
“จับมือข้าไว้”
เธอบอก
เ้าบื้อถึงกับงง
“เร็วๆ สิ จับมือข้าไว้”
เ้าบื้อใช้มือซ้ายจับไปที่มือขวาหลินหลิน รู้สึกเหมือนข้อมือถูกรัด
ทั้งสองวิ่งเข้าไปใกล้ต้นไม้ใหญ่ที่ปลายหน้าผา
กำลังจนจะชนต้นไม้ อีกแค่ประมาณห้าก้าวเท่านั้น
และหมีั์อ้าปากจ่อที่ก้นพวกเขาแล้ว
“ไม่ต้องหลบเ้าบื้อ ชนเลย”
“เ้าจะบ้าหรือหลินหลิน”
ก้าวสุดท้ายก่อนชนจังๆ เธอะโถีบหน้า เ้าบื้อถึงกับปากเบี้ยว กำเดาพุ่งอีกครั้ง ทำให้เขาพุ่งไปทางขวาไม่ชนต้นไม้
แต่ต้องตกหน้าผาไป พร้อมกับเสียงร้อง
“ย๊ากกกกกกส์”
ส่วนหลินหลินรับแรงเฉื่อยกระเด็นไปทางซ้าย เธอหลบต้นไม้แล้วตกหน้าผาเช่นกัน
หมีั์พุ่งมาตะครุบขย้ำในเสี้ยววินาที แต่ต้องผิดหวัง
เพราะหัวกะโหลกอันหนาเตอะของมันบวกกับโคนต้นไม้ใหญ่เข้าอย่างจัง
~ตูมมมม!~
~~~~ฟิ้วว~~~~
(เสียงลมพัด)
มือข้างหนึ่งของหลินหลินถูกคล้องด้วยเส้นไหมโบราณที่ทอดยาวไปผูกติดกับมืออีกข้างหนึ่งของเ้าบื้อที่อยู่อีกฝั่ง เส้นไหมโบราณพาดอยู่บนลำต้นของไม้ใหญ่ที่อยู่ตรงกลาง แบกรับน้ำหนักของทั้งสองคนไว้
~~~~ต่องแต่ง~~~~
(ทั้งสองห้อยอยู่กลางหน้าผา)
“อ้าวแล้วจะทำยังไงล่ะทีนี้”
เ้าบื้อถาม
“เื่นี้ข้าไม่รู้ ข้าไม่ได้เตรียมการไว้”
ความรุนแรงจากพุ่งชนด้วยหัวกะโหลกแข็งหนาของหมีขาวั์ทำให้ต้นไม้เริ่มหักงอมากขึ้น โน้มเอียงต่ำลงไปทางหน้าผา โชคดีที่สัตว์ร้ายสลบเหมือดไปแล้ว
“เปรี๊ยะ ๆๆๆๆ”
(เสียงต้นไม้ค่อยๆ แตกหัก)
“หลินหลิน เ้าเป็เพื่อนที่ดี หากชาติหน้ามีจริงข้าหวังว่าจะได้เจอกันใหม่ ฮือๆ”
เ้าบื้อตีหน้าเศร้า กล่าวอำลาที่เขากำลังจะตกหน้าผาลงไป
“เปรี๊ยะ ๆๆๆๆ”
“โครม”
พูดไม่ทันขาดคำ ต้นไม้ใหญ่หักโค่นทั้งลำ หล่นลงสู่ก้นหุบเหวลึก
ทั้งสองหลับตาปี๋ ร่วงไปตามกัน
“ย๊ากกกกกกกกกส์”
พอลืมตามขึ้นมา กลับห้อยต่องแต่งอยู่เหมือนเดิม
“เฮ้ยนั่น!”
“เ้าอ้วน!”
พ่างไจ๋ใช้สองมือจับเส้นไหมโบราณพยุงพวกเขาไว้ เส้นไหมบาดจมเข้าไปในมือเ้าอ้วนจนเืไหล เพราะแบกรับน้ำหนักมากเกินไป
ถ้าปล่อยไว้นานแบบนี้ สถานการณ์ไม่ดีแน่ เขาจึงฮึดสู้
“อย่ามาดูถูกกันนักนะ ย้ากกกกกกส์!”
แล้วใช้พละกำลังที่มีอยู่ทั้งหมด ดึงทั้งคู่ขึ้นมาอยู่บนพื้นดินได้
“เ้าอ้วนฟื้นมาตอนไหนเนี่ย!”
เพื่อนๆ ถึงกับแปลกใจ
เ้าอ้วนนอนแผ่หอบแฮ่ก ก่อนจะเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่า
“ไม่รู้สิ ข้านอนสลบอยู่ แล้วมีน้ำหยดใส่ปากข้า มันช่างหวานอร่อยอะไรเช่นนี้ แล้วอยู่ดีๆ ข้าก็ฟื้นคืนกำลังกลับมาได้บ้าง”
“พอข้าลุกขึ้นมาเห็นรอยเท้า คิดว่าเป็ของพวกเ้าเลยตามหา แล้วก็อย่างที่เห็น”
~~~~ทว่าทันใดนั้น~~~~
สายลมหิมะพัดกร้าว เสียงโหยหวน คร่ำครวญเข้าไปในป่าลึก
เสมือนมีสิ่งใดในนั้น กำลังมุ่งหน้ามาทางกลุ่มของเด็กน้อยทั้งสาม
“โฮกกกกกก!”
เสียงคำรามดังกังวาน เปี่ยมด้วยอำนาจบารมียิ่งใหญ่ ปรากฏขึ้น
“ผู้ใดทำลาย ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์!”