ท่านประธานจอมเผด็จการกับอาจารย์ขาลุย

    บทที่ 36 เริ่มเคลื่อนไหว (50%)

            จอมทัพได้ยินเสียงรถของนักรบเข้ามาในบ้าน เขาก็แอบแปลกใจเพราะเขาคิดว่าน้าของเขาน่าจะกลับมาค่ำกว่านี้ เขาจึงชะโงกมองผ่านหน้าต่างที่ห้องของเขาเพื่อดูด้วยความสงสัย แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าน้าของเขานั้นไม่ได้กลับบ้านมาคนเดียว แต่พาปารมีมาด้วยพร้อมกับกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่และสีหน้าตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด

            ‘เกิดอะไรขึ้น!!!’

            เขารีบวิ่งไปยังชั้นล่างทันที

            “น้า— มันเกิดอะไรขึ้น!!”

            “เดี๋ยวค่อยคุยกัน...คุณนั่งตรงนี้ก่อนนะ”

            นักรบหันไปพูดกับจอมทัพ ขณะที่กำลังวางสัมภาระของปารมีลงข้าง ๆ โซฟาแล้วหันมาจับมือปารมีให้นั่งลงที่โซฟานั้น จากนั้นก็นั่งลงข้าง ๆ พร้อมกับนั่งบีบมือเธอที่กำลังตัวสั่นเพราะอาการแพนิคกำเริบ แม้ว่าจะกินยาไปแล้ว แต่ก็ต้องรอสักระยะหนึ่งก่อนที่ยาจะออกฤทธิ์ โดยมีจอมทัพยืนดูพวกเขาอย่างงง ๆ

            เมื่อเห็นว่าอาการของปารมีเริ่มจะดีขึ้นแล้ว เขาก็หันไปถามจอมทัพ

            “แล้วแม่บ้านกลับไปรึยัง...”

            “อ๋อ— ยังครับ เห็นว่ากำลังทำอาหารเย็นอยู่”

            “จอมช่วยเรียกแม่บ้านให้น้าหน่อยได้มั้ย”

            จอมทัพทำสีหน้าสงสัยอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าตอบรับ และเดินหายไปในห้องครัว ที่บ้านหลังนี้นั้นจะมีแค่เขาและน้าเขาอยู่กันแค่สองคนเท่านั้น แต่จะจ้างแม่บ้านให้มาทำความสะอาดและทำอาหารแบบไปเช้าเย็นกลับแทน

            “คุณ— เป็นไงบ้างดีขึ้นรึยัง”

            คล้อยหลังจอมทัพ นักรบก็หันมาถามคนข้างตัวเขาอย่างห่วงใย ปารมีนั้นพยายามหายใจเข้าออกช้า ๆ ลึก ๆ เพื่อช่วยบรรเทาอาการแพนิคที่ตัวเองกำลังเป็นอยู่เมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็หันไปตอบนักรบด้วยความรู้สึกขอบคุณ เพราะตอนนี้เธอมีความรู้สึกว่านักรบนั้นเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอตอนนี้

            “ก็— ดีขึ้นแล้วค่ะ ขอบคุณนะคุณ”

            นักรบยิ้มเมื่อเห็นว่าปารมีดีขึ้น จนทำให้เธอถึงกับอึ้งไปชั่วขณะเพราะน้อยครั้งที่เธอจะเห็นท่านประธานหน้านิ่งอย่างนักรบจะยิ้มแบบนี้ ซึ่งแบบนี้สำหรับปารมีแล้วมันทำให้ใจเธอเต้นแรงอย่างไม่มีสาเหตุ

            ----------------------

            หลังจากมื้อเย็น นักรบก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้จอมทัพฟัง โดยเล่าแค่เพียงว่าปารมีกำลังถูกคนไม่ดีตามติดเลยจะให้มาอยู่ที่นี่ก่อน ซึ่งจอมทัพก็ไม่ได้สงสัยอะไร เขาพยักหน้ายินดีที่นักรบให้ปารมีมาอยู่ที่นี่ด้วยเพราะเมื่อเขาได้ยินเรื่องราวที่เกิดกับครูสาว เขาก็เป็นห่วงเหมือนกัน อีกอย่างสำหรับเขามันก็ไม่ได้แปลกอะไรอยู่แล้ว เนื่องจากน้าของเขากับอาจารย์ปารมีนั้นเป็นคนรักกัน เรื่องแค่นี้เป็นเรื่องปกติ

            ทางด้านปารมีนั้น เธอก็ขอขึ้นมาอาบน้ำเตรียมพักผ่อนหลังจากที่เจอเหตุการณ์ที่ทำให้เธอแพนิค เพราะเธอรู้สึกเหนื่อย เหนื่อยทั้งกายและใจ เธอกวาดสายตามองห้องที่นักรบให้เธอพักชั่วคราวซึ่งมันใหญ่กว่าคอนโดของเธอมาก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร แต่เธอรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาดหลังจากที่เธอได้ก้าวเข้ามาในบ้านหลังนี้

            “เฮ้อ— เธอเป็นอะไรของเธอเนี่ยปารมี”

            เธอถามตัวเองอย่างไม่เข้าใจความรู้สึกของตนตอนนี้ ก่อนจะหันไปมองซองสีน้ำตาลที่เธอปกป้องมันสุดชีวิตด้วยแววตาเป็นกังวล

            “จะปล่อยเอาไว้แบบนี้ไม่ได้แล้ว”

            ก๊อก— ก๊อก—

            เสียงเคาะประตูห้องเบา ๆ เรียกให้ปารมีหลุดออกมาจากห้วงความคิดของตัวเอง เมื่อเธอเดินไปเปิดประตูก็พบกับนักรบในชุดเสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงขายาวผ้าฝ้าย ที่ไหล่มีผ้าขนหนูผืนเล็กพาดเอาไว้พร้อมกับผมเผ้าที่เปียกหมาด ๆ มันทำให้ปารมีเดาได้ว่าเขาน่าจะเพิ่งอาบน้ำเสร็จ

            “คุณจะนอนรึยัง”

            นักรบเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนิ่งตามสไตล์เขา แต่อัดแน่นไปด้วยความเป็นห่วงจนเธอรู้สึกได้

            “ก็— ยังค่ะ....พอดีกำลังคิดอะไรนิดหน่อย”

            “ผม— ขอเข้าไปได้มั้ย”

            คำถามของนักรบทำเอาปารมีทำตัวไม่ถูก เธอไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับผู้ชายเลยแม้แต่น้อย เลยไม่รู้ว่าจะตอบยังไง ได้แต่พยักหน้าเบา ๆ ด้วยใบหน้าแดงก่ำ

            ทั้งคู่มานั่งอยู่ตรงโซฟาปลายเตียง นักรบนั้นมีท่าทีที่สบาย ๆ แต่ปารมีนั้นกลับนั่งแข็งทื่อทำตัวไม่ถูก ในหัวเธอได้แต่คิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับชายที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ไม่กล้ามองหน้าเขาเลยสักนิด นักรบนั้นสังเกตเห็นอาการประหม่าของปารมีเขาก็หัวเราะในลำคอก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า

            “กลัวผมรึไงคุณ”

            “เปล่า— สักหน่อยนะ!!”

            ปารมีรีบหันมาแหวใส่นักรบทันที แต่ก็เจอกับเขาที่กำลังนั่งเท้าคางมองเธออย่างสบายอกสบายใจ ทำให้เธอรู้ว่าเธอถูกเขาแกล้งเข้าแล้ว จึงถลึงตาใส่ไปก่อนจะหันไปทางอื่นด้วยสีหน้าเข่นเขี้ยวปากมุบมิบมุบมิบบ่นคนเดียว ทำเอานักรบถึงกับหัวเราะในลำคออีกครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนหัวเรื่องคุยเพราะเขารู้สึกว่าวันนี้คงแกล้งเธอแค่นี้ก็พอแล้ว

            “แล้วคุณเป็นไงบ้าง...จากนี้จะเอาไงต่อ”

            เมื่อได้ยินคำถามของนักรบ ปารมีก็เปลี่ยนสีหน้าทันที เธอหันไปมองซองสีน้ำตาลที่เป็นหลักฐานสำคัญด้วยแววตาหนักใจก่อนจะเดินไปหยิบมันแล้วมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขา จากนั้นก็หันมามองหน้านักรบด้วยแววตาจริงจัง ซึ่งกิริยาทั้งหมดนั้นเขาได้แต่มองดูเธออย่างเงียบ ๆ

            “ฉันเชื่อใจคุณได้ใช่มั้ย”

            คำถามของเธอนั้นทำเอาเขาถึงกับขมวดคิ้วแปลกใจ และรู้สึกน้อยใจเล็ก ๆ ที่การกระทำของเขาทั้งหมดนั้นมันไม่พอที่จะให้เธอเชื่อใจเขาเลยเหรอ แต่เมื่อลองคิดในมุมมองของปารมีเอง เขานั้นก็เริ่มที่จะเข้าใจเธอขึ้นมาบ้าง เพราะการที่คนที่เชื่อใจคนยากอย่างปารมียอมเปิดใจให้เขาจนถึงขนาดนี้ด้วยระยะเวลาเพียงไม่นาน มันก็มากพอแล้ว และเป็นปกติที่เธอจะยังคงระแวงไม่ไว้ใจอยู่บ้างเนื่องจากสิ่งที่เขาทำกับเธอก่อนหน้านี้มันคงทำให้เป็นปมในใจเล็ก ๆ ของปารมีอยู่พอสมควร

            เขาจะต้องทำให้เธอเชื่อใจเขาให้ได้ และเขาจะเป็นคนสุดท้ายที่จะทรยศเธอ นักรบเอ่ยปณิธานกับตัวเองในใจ

            “นั่นมันก็ขึ้นอยู่กับคุณ แต่ผมสัญญาเลยว่าผมจะทำให้คุณเชื่อใจผมอย่างสนิทใจให้ได้...”

            ปารมีจ้องมองนักรบที่มองมาที่เธออย่างแนวแน่ด้วยความรู้สึกที่ยังลังเลอยู่ในที แต่เมื่อได้สบตาที่จริงจังของเขา เธอก็ตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

            มือเล็กของปารมีที่ถือซองสีน้ำตาลแน่นยื่นไปให้นักรบด้วยสีหน้าท่าทางที่เคร่งเครียด ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

            “ฉันขอฝากมันไว้กับคุณได้มั้ย...ฉันคิดว่ามันอยู่กับคุณน่าจะปลอดภัยกว่า....”

            นักรบเบิกตากว้าง เมื่อได้ยินสิ่งที่ปารมีเพิ่งพูดออกมา เขายื่นมือไปรับซองนั้นที่ก่อนหน้านี้เธอหวงแทบเป็นแทบตาย แทบจะพลีชีพเพื่อปกป้องมันและเขาต้องการมันมาตลอด แต่มาวันนี้เธอกลับยื่นมันมาให้เขาอย่างง่ายดาย นี่แสดงว่าเธอเชื่อใจเขามากขึ้นแล้วใช่มั้ย มันทำให้หัวใจของเขานั้นพองฟูอย่างน่าประหลาดเมื่อคิดมาถึงตรงนี้

            “อีกอย่างถ้าฉันเป็นอะไรไป อย่างน้อยฉันก็วางใจว่าคนพวกนั้นจะต้องได้รับผลของการกระทำของตัวเองแน่...”

            “คุณพูดอะไรของคุณ!!!”

            แต่เมื่อได้ยินประโยคถัดมาของปารมี นักรบถึงกับตกใจกับสิ่งที่เธอคิด ถึงกับลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับเธอทันที โดยไม่ได้สนใจซองน้ำตาลที่เขาเพิ่งได้รับมาหลุดจากมือตกลงบนพื้นเลยแม้แต่น้อย จนปารมีตกใจกับท่าทางที่กะทันหันของนักรบจนเผลอถอยหลังไปเล็กน้อยเมื่อนักรบยืนประชิดใกล้ขนาดที่เธอต้องเงยหน้ามองเขา ทำให้มองเห็นไรหนวดเขียวครึ้มของเขาได้อย่างชัดเจน

            “เอ่อ— คุณ....”

            “ผมไม่ยอมให้คุณเป็นอะไรไปหรอกนะ...จำไว้”

            ปารมีถึงกับหน้าเหวอทำอะไรไม่ถูกเมื่อได้ยินประโยคนั้นของนักรบ ฉับพลันความรู้สึกตื้นตัน หัวใจน้อย ๆ ของเธอรู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่มันขาดหายมานานได้ถูกเติมเต็มจนเอ่อล้น

            “ผมไม่อยากให้ลูกของผมในอนาคตไร้แม่หรอกนะ...”

            ทว่าประโยคถัดมาของนักรบ กลับทำให้ปารมีถึงกับต้องร้องตะโกนออกมาพร้อมกับใบหน้าแดงก่ำอย่างไม่รู้ตัว

            “คะ— คะ— คุณ...พะ— พะ— พูดเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!!!”

            เขายิ้มกับท่าทีเขินอายของปารมี ก่อนจะค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ๆ ในขณะที่เธอนั้นก็ค่อย ๆ ถอยหลังไปเรื่อย ๆ จนแผ่นหลังติดกำแพง นักรบใช้มือยันคร่อมกักปารมีเอาไว้ก่อนที่จะโน้มตัวลงมาพูดเบา ๆ ที่ข้างหูของเธอว่า

            “ผมเคยบอกแล้วใช่มั้ยว่า ผมจะทำให้มันเป็นเรื่องจริง...”

            “.....”

            เธอได้แต่เงียบ ไม่รู้จะพูดอะไร เธอรู้สึกได้แค่ว่าตอนนี้หัวสมองของเธอนั้นมันว่างเปล่า กลวงโบ๋ รวมทั้งสติสตางค์ของเธอด้วย นักรบผละห่างออกมาเพื่อที่จะดูปฏิกิริยาของปารมี เมื่อเห็นว่าเธอไม่ได้มีท่าทีที่ต่อต้านอะไร อีกทั้งยังมีใบหน้าที่แดงก่ำมากขึ้น จนลามไปถึงใบหูอีกด้วยเขาก็พูดต่อด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่หนักแน่น

            “คุณอาจจะยังไม่เชื่อตอนนี้ไม่เป็นไร ....แต่ผมแค่ไม่อยากให้คุณพูดว่าคุณจะเป็นอะไรไปง่าย ๆ เพราะผมจะไม่ให้คุณเป็นอะไร....คุณเข้าใจมั้ย”

            เขาลูบไล้ใบหูขาวเนียนของปารมีที่ตอนนี้เปลี่ยนสีเป็นสีแดงระเรื่ออย่างแผ่วเบา ทำเอาปารมีขนลุกวาบทั้งตัวด้วยเพราะความจั๊กจี๊ จากนั้นก็ลูบไล้ลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงริมฝีปากที่อวบอิ่มของเธอ ซึ่งมันทำให้เธอนั้นยิ่งเขินอายหนักขึ้นไปอีก ถึงกับต้องเบือนหน้าหนีเพราะใบหน้าคมคร้ามของนักรบนั้นมันค่อย ๆ เคลื่อนเข้าหาเธอพร้อม ๆ กับนิ้วโป้งของเขาที่ลูบไล้ปากของเธอ

            “ขะ— เข้าใจก็ได้...คุณถอยไปหน่อยไม่ได้หรือไง ฉันหายใจไม่ออก!”

            ปารมีร้องแหวใส่นักรบเพื่อกลบความเขิน พร้อมกับเอามือทั้งคู่ดันอกเขา น่าแปลกที่เธอนั้นกลับไม่มีแรงที่จะผลักเขาออกไปเลยแม้แต่น้อย ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว เธอสามารถจับนักรบทุ่มลงพื้นได้สบาย ๆ ถ้าคิดจะทำ...

            นักรบยิ้มเมื่อเห็นท่าทีอ่อนลงของปารมี อีกทั้งท่าทางที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้ความพึงพอใจของเขามันถูกเติมเต็มรวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ

            “ถ้าคุณเข้าใจก็ดีแล้ว....งั้นวันนี้คุณพักผ่อนก่อนละกัน เดี๋ยวเราค่อยคุยกันว่าจะเอายังไงกันต่อ”

            เขาผละถอยออกห่างเธอ ก่อนจะก้มหยิบซองสีน้ำตาลที่เป็นประหนึ่งสิ่งของที่ซื้อความเชื่อใจของเธอกับเขาและหันหลังกลับไปยังห้องของตัวเอง ทว่าก็ต้องชะงักเมื่อรู้สึกได้ถึงแรงดึงเล็ก ๆ ของเสื้อด้านหลัง

            เมื่อหันไปมอง เขาก็เห็นมือของปารมีดึงเสื้อเขาเบา ๆ ใบหน้าแดงก่ำนัยน์ตาหลุบมองพื้นด้วยความประหม่าก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเบา ๆ แต่กลับกระแทกกลางใจเขาอย่างแรง

            “จะนอนทั้ง ๆ ที่ผมเปียกอย่างนั้นเหรอคุณ....ให้ฉัน....เป่าผม...ให้มั้ย”

            แค่นั้นแหละ— นักรบถึงกับยิ้มกว้างออกมาอย่างไม่รู้ตัว มารู้ตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่ที่พื้นแล้วมีปารมีกำลังนั่งเป่าผมให้เขาที่โซฟาเรียบร้อย

            ดูเหมือนว่าคืนนี้เขาคงหลับฝันดีแน่ ๆ

            นักรบคิด พร้อมกับหลับตาลงนั่งนิ่ง ๆ ให้ลมอุ่นจากไดร์เป่าผมพัดเป่าผมเขาให้แห้ง ด้วยหัวใจที่พองโตอย่างไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน






    โปรดติดตามตอนต่อไป