หลังออกมาจาก Escape Routes หลุดพ้นจากแสงไฟและซาวน์เอฟเฟคต่างๆ มาสู่โลกภายนอก ซูเจี่ยนอันรู้สึกได้ทันทีว่า แสงอาทิตย์นั้นช่างดีจริงๆ
ดีนะที่โลกแห่งความจริงไม่ได้โหดร้ายและอันตรายแบบนั้น เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทันใดนั้นก็พบว่ามีชายสองคนที่กำลังสะพายกระเป๋าเป้สีดำ พลางถือกล้องแอบอยู่ด้านหน้าเยื้องๆ กับเธอ หน้าตาของพวกเขาดูคุ้นตา เมื่อลองคิดดูดีๆ ก็จำได้ว่าสองคนนี้คือนักข่าวที่เธอเคยเจอตอนไปซูเปอร์มาร์เก็ตกับลู่เป๋าเหยียน
ซูเจี่ยนอันกระตุกมือลู่เป๋าเหยียนเบาๆ “พวกเขาตามถ่ายพวกเราอยู่เหรอ”
ลู่เป๋าเหยียนตอบเสียงเนิบ “ตั้งแต่เช้าแล้ว เธอเพิ่งรู้ตัวงั้นเหรอ”
ซูเจี่ยนอันเริ่มเซ็งนิดๆ “พวกเราไม่ใช่คู่รักดาราสักหน่อย ทำไมพวกเขาถึงได้อยากรู้อยากเห็นเรื่องของพวกเราด้วยล่ะ”
“พวกเขาแค่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค” ลู่เป๋าเหยียนเปิดขวดน้ำยื่นให้ซูเจี่ยนอัน “ถ้าไม่ชอบ ฉันจะบอกให้พวกเขาออกไปก็ได้นะ”
“ช่างเถอะ ยังไงพวกเราก็ไม่ได้ทำเรื่องไม่ดีนี่ วันหยุดทั้งทีพวกเขาต้องแบกกล้องดูคนอื่นเล่นสนุกแบบนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ” ว่าแล้วเธอก็ลืมเรื่องของนักข่าวไปชั่วคราว “พวกเราเล่นอะไรอีกนิด แล้วก็กลับกันเถอะ”
เครื่องเล่นน่าหวาดเสียวทั้งหลายเธอเล่นจนครบแล้ว เหลือแต่เครื่องเล่นธรรมดาที่เหมาะกับคนที่ไม่กล้าขึ้นรถไฟเหาะเท่านั้น ด้วยเหตุนี้แถวของเครื่องเล่นที่ว่าจึงยาวเป็นพิเศษ ซูเจี่ยนอันเห็นว่าน้ำดื่มใกล้จะหมดแล้ว เธอจึงเดินไปซื้อมาเพิ่ม
ระหว่างทางไปร้านสะดวกซื้อเธอเดินมองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง แต่ก็ไม่พบชายประหลาดที่เจอที่ห้องน้ำ เธอจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทางที่ดีขออย่าให้เจอกันอีกเลย
เธอซื้อน้ำมาเพิ่มอีกสองขวด เมื่อคิดเงินเสร็จเธอไม่ได้เดินกลับไปหาลู่เป๋าเหยียนในทันที แต่แวะไปหานักข่าวสองคนนั้น
ชายหนุ่มทั้งสองเป็นนักข่าวมานาน เจอคนใหญ่คนโตมาก็เยอะ แต่คุณนายที่เป็นกันเองแบบซูเจี่ยนอันนั้นพวกเขาเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรก จึงเกรงใจจนไม่กล้ารับขวดน้ำมา
“คุณนายลู่ไม่รังเกียจที่พวกผมทำแบบนี้ก็ขอบคุณมากแล้วครับ”
“ฉันเพิ่งสังเกตเห็นพวกคุณเมื่อกี้เองค่ะ” ซูเจี่ยนอันยิ้มพลางทำท่าขอให้พวกเขารับขวดน้ำเอาไว้ “พวกเราใกล้จะกลับกันแล้ว พวกคุณก็คงจะได้เลิกงานเสียทีสินะคะ”
“ครับ” หนุ่มนักข่าวที่เคยพบเจอดาราสาวสวยมานักต่อนักถึงกับหน้าแดง “ถ้าคุณนายกับคุณลู่ออกจากที่นี่แล้ว พวกผมก็คงกลับเหมือนกันครับ”
“ลำบากหน่อยนะคะ” ซูเจี่ยนอันโบกมือลานักข่าวทั้งสอง ก่อนจะเดินไปหาลู่เป๋าเหยียน
นักข่าวหนึ่งในนั้นมองตามหลังซูเจี่ยนอันไปก่อนเอ่ย
“เธอดูไม่ค่อยเหมือนพวกคุณหนูไฮโซที่เคยเจอมาเท่าไรเลยนะ...”
“ถ้าเหมือนกัน ลู่เป๋าเหยียนจะแต่งงานกับเธอไหมล่ะ?” นักข่าวอีกคนพูดขึ้น “ก่อนหน้านี้ ให้ตายพวกเราก็คงนึกไม่ถึงว่าคนอย่างลู่เป๋าเหยียนจะมา Happy World ใช่ไหม เธอคนนี้ทำให้ลู่เป๋าเหยียนเปลี่ยนไปเยอะ รอดูเถอะ อีกหน่อยคงได้มีข่าวที่น่าติดตามอีกแน่”
เครื่องเล่นต่อๆ มาไม่ค่อยเปลืองพลังงานสักเท่าไร ดังนั้นตอนที่ซูเจี่ยนอันออกจากสวนสนุกเธอจึงไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไร แต่กลับรู้สึกอิ่มเอมใจกว่าทุกครั้ง
พวกเธอเดินทางกลับในช่วงพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน แถมทางขากลับรถก็หันหน้าเข้าหาทิศตะวันตกพอดี แสงอาทิตย์ตรงหน้าไม่ได้แยงตาอีกแล้ว ซูเจี่ยนอันยกมือขึ้นบังเงาของมันอย่างสนุกสนาน
“ลู่เป๋าเหยียน วันนี้ขอบใจนายมากนะ”
“ไม่เป็นไร” ลู่เป๋าเหยียนตอบ “ฉันรับปากเธอไว้ตั้งแต่สิบสี่ปีก่อนนี่จริงไหม”
“เอ๋? นี่นายจำเรื่องนี้ได้มาโดยตลอด” ซูเจี่ยนอันมองลู่เป๋าเหยียนอย่างแคลงใจ “หรือเพราะหลังแต่งงานฉันบอกว่านายหลอกฉัน นายเลยจำเรื่องนี้ขึ้นมาได้กันแน่”
ลู่เป๋าเหยียนเงียบไปสักพัก “ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาใช่ว่าจะลืมไปเสียหมด ทุกครั้งที่ฉันผ่านสวนสนุกก็มักจะคิดถึงเรื่องนี้ตลอด”
หรืออาจพูดได้ว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาลู่เป๋าเหยียนไม่เคยลืมเธอ...
ซูเจี่ยนอันรู้สึกสุขใจอย่างบอกไม่ถูก แต่เธอปิดบังมันเอาไว้อย่างแนบเนียนก่อนจะพูดแค่ว่า
“ถือว่านายยังใช้ได้นะเนี่ย!”
เธอสงสัยในตัวลู่เป๋าเหยียนมาโดยตลอด ไม่ใช่แค่เพราะความผิดหวังเท่านั้น แต่เพราะครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่เธอรู้จักกับการหลอกลวง เธอถูกแม่กับพี่ชายปกป้องมาดีเกินไปก่อนจะอายุสิบห้าปี
เมื่อเธอโตขึ้น เธอก็พบว่าความรักของพ่อกับแม่ก็เป็นเรื่องหลอกลวงเช่นเดียวกัน บนโลกนี้เต็มไปด้วยเรื่องโกหก แต่เมื่อเทียบกันแล้ว คำโกหกของลู่เป๋าเหยียนนั้นดูจะเป็นเรื่องดีเสียมากกว่า
ทว่าต่อจากนี้ไป ลู่เป๋าเหยียนคงไม่หลอกเธออีกแล้ว เธอเองก็ไม่ใช่คนที่จะถูกใครหลอกง่ายๆ อีกต่อไป
วันต่อมา
“ลู่เป๋าเหยียนพาภรรยาสุดที่รักไปเดท ณ Happy World”
หน้าข่าวบันเทิงเต็มไปด้วยหัวข้อข่าวนี้ ภาพชุดเสื้อผ้าการแต่งตัวของทั้งสองคน ไปจนถึงภาพตอนพวกเธอดื่มน้ำด้วยกันก็ถูกแชร์เต็มโลกอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้ในวันอาทิตย์แบบนี้ ผู้คนต่างพากันไปที่ Happy World จนทางสวนสนุกต้องออกมาตรการจำกัดนักท่องเที่ยวขึ้นมาว่า หลังเที่ยงจะปิดทำการขายตั๋วทั้งหมด
เห็นได้ชัดว่านักข่าวเลือกรูปของพวกเธอเป็นอย่างดี ทุกรูปเป็นภาพของซูเจี่ยนอันที่กำลังยิ้ม สายตาของลู่เป๋าเหยียนที่มองมาก็ดูอ่อนโยน เธอเอนพิงเขาอย่างใกล้ชิด ทำให้บรรดาคนโสดต่างพากันอิจฉาตาร้อน
รูปสุดท้ายคือภาพตอนที่ซูเจี่ยนอันกับลู่เป๋าเหยียนอยู่บนชิงช้าสวรรค์ นักข่าวซูมถ่ายขณะที่ทั้งสองคนกำลังจูบกัน แถมที่ใต้รูปดังกล่าว ยังแนบบทความเกี่ยวกับเรื่องเล่าของชิงช้าสวรรค์ไว้อีกด้วย
อ่านมาถึงตรงนี้ คนที่นั่งอยู่บนโซฟาอย่างซูเจี่ยนอันก็ปิดหน้าเว็บลง
จะให้ลู่เป๋าเหยียนเห็นไม่ได้เด็ดขาด!
“อย่างนี้นี่เอง” เสียงปนความขบขันของลู่เป๋าเหยียนดังขึ้นจากด้านหลัง “ที่เธอร้องออกมาตอนเพิ่งขึ้นไปนั่งในชิงช้าสวรรค์ เพราะนึกถึงเรื่องนี้งั้นเหรอ?”
ซูเจี่ยนอันหันกลับไปมองเขาอย่างเกร็งๆ “นายมาอยู่ข้างหลังฉันตั้งแต่เมื่อไร”
“ตั้งแต่ตอนที่เธอเริ่มอ่านข่าว” ลู่เป๋าเหยียนตอบ
มิน่าล่ะ...
ซูเจี่ยนอันอยากจะบ้าตาย คงต้องโทษที่เธอหมกมุ่นกับการอ่านข่าวมากเกินไป
“นายอย่าคิดเลยเถิดนะ!” เธอก้มหน้าที่เริ่มเป็นสีแดงระเรื่อ
“ฉัน...ฉันก็แค่เคยได้ยินมาจากเสี่ยวซี ก็เลย...”
ก็เลยจูบนาย...
ลู่เป๋าเหยียนมองพวงแก้มแดงก่ำของหญิงสาว ก่อนจะหยิบ iPad ออกจากมือเธอ เขาเปิดหน้าเว็บจาก History เพื่ออ่านข่าวตั้งแต่ต้นจนจบ
“นักข่าวคนนี้ถ่ายรูปได้ไม่เลวเลย แต่...ทำไมฉันถึงรู้สึกว่าพวกเขาเอาแต่ถ่ายเธอคนเดียว”
ซูเจี่ยนอันยิ้มมุมปาก “นักข่าวผู้ชายไง ก็ต้องถ่ายแต่ฉันสิ ถ้าเป็นนักข่าวผู้หญิงล่ะก็ พวกเธอคงถ่ายแต่หน้านายเหมือนกันแหละ”
ลู่เป๋าเหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย
เดิมทีเขาก็ไม่ได้รู้สึกออะไร แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหากอนาคตพวกนักข่าวพากันจ้องมองแต่ซูเจี่ยนอันแบบนี้ อีกหน่อยเขาจะไม่ยอมให้ใครมาตามถ่ายอีกแล้ว
ผู้หญิงคนนี้เป็นของเขา แล้วทำไมต้องแบ่งให้คนอื่นมามองผ่านเลนส์กล้องแบบนี้ด้วย?
สืบเนื่องจากข่าวของวันนี้และข่าวในวันก่อนๆ ทำให้ลู่เป๋าเหยียนกับซูเจี่ยนอันกลายเป็นคู่รักดาราไปเรียบร้อย ข่าวของพวกเขาดังยิ่งกว่าข่าวคู่รักในวงการบันเทิงคู่อื่นเป็นไหนๆ
ผู้คนต่างพากันสงสัยว่าซูเจี่ยนอันเป็นใครมาจากไหน มีคนพยายามสืบหาข้อมูลของเธอ แต่เพราะเธอไม่เคยเข้าไปสุงสิงกับสังคมไฮโซของเมือง A มาก่อนทำให้ไม่ค่อยมีภาพปรากฏอยู่ตามสื่อมากนัก เรื่องนี้ทำให้ยอดแฟนคลับในเวยป๋อของเธอเพิ่มขึ้นไม่หยุด โพสต์เวยป๋อล่าสุดของเธอมีคนแชร์ไปมากกว่าสองแสนครั้ง
ซูเจี่ยนอันไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษกับเรื่องนี้ เธอแค่แปลกใจปนดีใจเล็กๆ ว่า การที่เธอเป็นภรรยาของลู่เป๋าเหยียน ทำให้คนสนใจเธอมากขนาดนี้เลยอย่างนั้นเหรอ
สำหรับท่าทีไม่ใส่ใจของซูเจี่ยนอันนั้น ลั่วเสี่ยวซีรู้สึกเคืองเป็นอย่างมาก
ตอนนี้เธออดทนเทรนอย่างหนักทุกวัน เหนื่อยแสนเหนื่อยก็เพราะอยากจะเป็นคนดัง เธออยากให้ทั่วโลกรู้จักชื่อเธอ แต่ซูเจี่ยนอันกลับได้รับความสนใจมาง่ายๆ แบบนี้ เธอรู้สึกไม่ยุติธรรมเลย!
ให้ตายสิ! เพื่อนเธอมีของดีอยู่ในมือแต่ไม่รู้จักคุณค่าเอาซะเลย
ไม่มีใครชอบการมาถึงของวันจันทร์ จังหวะการใช้ชีวิตของคนทั้งเมืองรวดเร็วขึ้น ซูเจี่ยนอันออกไปทำงานตามปกติ มีเพียงสายตาของเพื่อนร่วมงานเท่านั้นที่ทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ
เมื่อวานพวกเขาคงเห็นข่าวแล้วสินะ
เสียวอิ่งขาเม้าท์เอ่ยขึ้นว่า “เจี่ยนอัน เธอจูบผอ.ลู่ก่อน หรือเขาจูบเธอก่อน?”
ซูเจี่ยนอันทำท่าลึกลับไม่ยอมตอบ ทั้งที่ความจริงเธอไม่กล้าตอบออกไป พวกเพื่อนพากันยิ้มอย่างมีเลศนัย ก่อนจะบอกว่าสงสัยจะไม่ใช่แค่จูบธรรมดา แต่เป็นจูบแบบสุดลึกซึ้งดื่มด่ำ
สองวันผ่านไป ในที่สุดซูอี้เฉิงกลับมาจากญี่ปุ่น
ลั่วเสี่ยวซีรอการกลับมาของซูอี้เฉิงมาโดยตลอด เธออยากจะอธิบายเรื่องที่เขาเข้าใจผิด แต่เมื่อรู้ว่าเขากลับมาแล้ว เธอกลับไม่กล้าทำอะไรวู่วาม จึงค่อยๆ วางแผนอย่างรอบคอบ
ไม่รู้ว่าเขาจะหายโกรธไปบ้างแล้วหรือยัง ถ้าเธอโผล่หน้าไปดื้อๆ มีหวังโดนเละแน่ ไว้คืนนี้ค่อยแอบถามท่าทีของเขาจากเอด้าดีกว่า
ทางด้านซูอี้เฉิง เขากลับบริษัททันทีที่มาถึง
เพราะเดินทางไปต่างประเทศหลายวันทำให้มีงานสะสมอยู่ไม่น้อย เอด้ารายงานเรื่องต่างๆ ตามลำดับความสำคัญให้เขาฟัง สุดท้ายจึงนิ่งคิดอยู่สักพักก่อนเอ่ยขึ้นว่า
“ผอ.ซูคะ วันที่คุณจะบินไปญี่ปุ่น ช่วงบ่ายคุณหนูลั่วมาหาที่นี่ค่ะ”
“เธอมาหาฉันทำไม” ซูอี้เฉิงถามด้วยน้ำเสียงเหมือนคุยงานตามปกติ
เอด้ารับรู้ได้ถึงความผิดปกติ เธอจึงเอ่ยสรุปสั้นๆ
“เธอไม่ได้บอกอะไรค่ะ ดิฉันแค่บอกเธอไปว่า เมื่อคืนก่อนคุณมีธุระจึงเลื่อนตารางเดินทางออกไป ตอนเธอได้ยินว่าคุณจองโต๊ะที่เมิ่งเยี๋ยลี่เอาไว้ สีหน้าของคุณหนูลั่วดูเซอร์ไพรส์มากค่ะ”
“เข้าใจแล้ว” ซูอี้เฉิงขมวดคิ้ว “ออกไปได้”
“ค่ะ” เอด้าตอบรับก่อนจะเดินออกจากห้อง
ซูอี้เฉิงเปิดแฟ้มเอกสาร แต่เขาไม่ได้อ่านมันในทันที
เขาปิดมือถือตลอดเวลาที่อยู่ญี่ปุ่น เมื่อนึกขึ้นมาได้เขาจึงเปิดมือถือ ก่อนจะเห็นสายที่ไม่ได้รับจากลั่วเสี่ยวซีเต็มไปหมด
ว่าแล้วจึงนึกไปถึงวันที่เขาเจอฉินเว่ยที่ญี่ปุ่น
“บังเอิญจังนะ” ใบหน้าของฉินเว่ยยังมีรอยแผลที่เขาฝากเอาไว้ ทว่าท่าทางกลับดูมั่นใจ
“ฉันมีเรื่องจะบอกนายอยู่พอดี คุณอาลั่วคุยกับพ่อฉันเรื่องการแต่งงานของฉันกับเสี่ยวซีอยู่ นายอย่ามายุ่มย่ามกับเสี่ยวซีอีกดีกว่า นายให้ความสุขกับเธอไม่ได้หรอก”
“ฉินเว่ย เธอคิดกับนายแค่เพื่อน” เขาไม่ปฏิเสธว่าตัวเองกำลังประชดประชันคนตรงหน้า “เธอไม่มีทางยอมแต่งงานกับนายแน่”
“คุณอาลั่วมีวิธีของเขา” ฉินเว่ยกล่าว “ฉันไม่สนว่าเสี่ยวซีจะชอบฉันหรือเปล่า ขอแค่ได้เธอมาเป็นภรรยาของฉัน ฉันทำได้ทุกอย่าง เอางี้ดีว่า ฉันจะบอกความจริงให้ก็ได้ คืนนั้นฉันเป็นคนลบบันทึกการโทรเข้าของนายเอง นายกับเสี่ยวซีนิสัยต่างกันเกินไป นายควรจะถอนตัวซะ”
ซูอี้เฉิงพูดเสียงเย็น “ฝันไปเถอะ”
“งั้นฉันก็คงต้องขอให้คุณอาลั่วจัดการเรื่องนี้ให้” ฉินเว่ยยิ้มอย่างมั่นใจเต็มร้อย “คุณอาลั่วมีวิธีที่จะทำให้เสี่ยวซีเชื่อฟังและทำตามเขาแน่ๆ”
คิดได้ดังนั้นเขาจึงกดโทรศัพท์สั่งการเลขา
“ต่อสายประธานเครือลั่วให้ฉันที”
เมื่อประธานลั่วได้ยินว่าซูอี้เฉิงโดยมาหาเขาจึงรับสาย
“คุณอาครับ นี่ผมเอง อี้เฉิง”
“อี้เฉิงเองเหรอ” ประธานลั่วเอ่ยพลางยิ้ม “นึกยังไงถึงโทรมาหาอาได้ล่ะเนี่ย”
“คืนนี้พอจะมีเวลาไหมครับ ผมขอเลี้ยงข้าวสักมื้อ” ซูอี้เฉิงกล่าว
“ได้สิ อาเองก็มีเรื่องอยากจะคุยกับเราอยู่เหมือนกัน งั้นหนึ่งทุ่มเจอกันที่หวังกงก่วนตรงถนนหัวหนานเป็นไง”
“ผมจะไปตรงเวลาแน่นอนครับ”
ซูอี้เฉิงวางสายก่อนจะบอกให้เอด้าเคลียร์ตารางงานของคืนนี้ และจองห้องที่ดีที่สุดของหวังกงก่วน
ส่วนเรื่องที่พ่อของลั่วเสี่ยวซีจะพูดอะไรกับเขานั้น เขาพอจะเดาได้