บทที่ 34 ทำกับข้าวด้วยตนเอง
เฮ่อจือหร่านไม่ได้กล่าวออกมาตามตรง แต่นางเชื่อว่าเซี่ยเทียนไห่เข้าใจสิ่งที่นางต้องการจะบอก
“ได้ ข้าฟังเจ้า คืนนี้ข้าจะมาหา” เซี่ยเทียนไห่ตอบเสียงเบา
เฮ่อจือหร่านมองปลาไนในมือที่กำลังจัดการอยู่ แล้วเอ่ยอีกครั้ง “ท่านลุงเซี่ย ข้ากำลังจะเอาปลาพวกนี้ไปย่างไฟ และจะให้พี่สะใภ้รองนำไปให้หลินเอ๋อร์กินบำรุงร่างกายสักตัว”
เซี่ยเทียนไห่เห็นเฮ่อจือหร่านจับปลา เขาจึงบอกบุตรชายทั้งสองคนก้าวลงแม่น้ำไปจับปลาสองตัวตามนาง เพื่อนำมาบำรุงร่างกายให้หลานชาย
ผู้ใดจะรู้ว่าเหล่าบุตรชายไร้ประโยชน์นัก พวกเขาพยายามอยู่ครึ่งวันกลับจับอะไรไม่ได้เลย
ตอนนี้เฮ่อจือหร่านบอกว่าจะส่งปลาให้เซี่ยหลิน สำหรับเซี่ยเทียนไห่แล้วก็เหมือนกับส่งถ่านให้ท่ามกลางพายุหิมะ
เขาขอบคุณเฮ่อจือหร่านอย่างจริงใจ
ในเวลาเดียวกัน เซี่ยเทียนไห่คิดว่า ไม่ว่าการเนรเทศของตระกูลเซี่ยจะเกี่ยวข้องกับโม่จิ่วเยี่ยหรือไม่ เขาก็ตั้งใจจะมองข้ามผ่านเรื่องนี้ไป
อย่างไรคนตระกูลเซี่ยก็ถูกเนรเทศแล้ว ครอบครัวของเขากับสกุลโม่ยังคงเกี่ยวดองกัน ตอนนี้ยังได้รับบุญคุณจากเฮ่อจือหร่านมากขนาดนี้ การดื้อดึงต่อไปก็ไร้ประโยชน์
สู้ให้ทั้งสองครอบครัวอยู่ร่วมกันอย่างสงบ และเดินทางไปถึงซีเป่ยได้อย่างปลอดภัยจะดีกว่า ต่อให้ในอนาคตจะต้องใช้ชีวิตกินอยู่อย่างยากลำบาก ขอเพียงยังมีชีวิตอยู่ก็พอ
สตรีสกุลโม่มักมีบ่าวรับใช้คอยดูแล พวกนางจึงไม่คุ้นเคยกับการจัดการปลา
แต่พวกนางก็ตระหนักถึงความเป็นจริงได้แล้ว ในอนาคตหากไม่อยากท้องหิว วิธีที่ดีที่สุดคือต้องเริ่มทำกับข้าวด้วยตนเอง
ดังนั้นทุกคนจึงมารวมตัวกันอยู่ข้าง ๆ เฮ่อจือหร่าน เรียนรู้และช่วยนางจัดการปลาไน
แม้ท่าทางของพวกนางจะไม่คล่องแคล่วเหมือนเฮ่อจือหร่าน แต่การมีคนช่วยย่อมดีกว่าเสมอ
ไม่ช้าทุกคนก็ช่วยกันจัดการปลาจนเสร็จ
เฮ่อจือหร่านหยิบกิ่งไม้ที่มีขนาดเท่ากันมาเสียบปลาไนทั้งหมด จากนั้นหาหินก้อนใหญ่มาวางเรียงกันเป็นเตาย่างชั่วคราว
“รบกวนพี่สะใภ้ทุกคนช่วยเก็บฟืนแห้งมาให้ข้าทีเจ้าค่ะ”
ถึงแม้นางจะเห็นใจเหล่าสตรีสกุลโม่ แต่ก็ไม่อยากให้พวกนางยังคงทำอะไรไม่เป็นต่อไปได้ พวกนางจำเป็นต้องมีทักษะการเอาตัวรอดให้มากขึ้น เพราะเส้นทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล
บรรดาหญิงสาวต่างไปเก็บฟืน ส่วนเฮ่อจือหร่านก็ไปขอหินไฟจากเจ้าหน้าที่
พวกเจ้าหน้าที่รู้ว่าปลาที่คนสกุลโม่ย่างนั้นย่อมต้องมีส่วนแบ่งมาให้พวกเขา ไม่เพียงไม่เต็มใจ กลับยังนำเกลือให้เฮ่อจือหร่านอีกด้วย
เฮ่อจือหร่านเองก็ตั้งใจจะขอเกลือมาอยู่แล้ว กระทั่งเตรียมใจไว้ว่าอาจต้องใช้เงินซื้อจากเจ้าหน้าที่
ผู้ใดจะไปคิดว่าเจ้าหน้าที่เหล่านี้จะใจดีเสียเหลือเกิน ถึงกับยกให้นางด้วยตนเองด้วย
เกลือสมัยโบราณนั้นไม่ได้ผ่านการทำให้บริสุทธิ์ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ไม่เพียงแต่เม็ดใหญ่ แต่ยังมีสีดำเจือปนอยู่
แต่ไม่สำคัญ ตราบใดที่มีเกลือช่วยบังหน้า นางก็จะมีโอกาสหยิบเกลือละเอียดจากพื้นที่มิติได้
เพราะในห้องครัวเล็ก ๆ ของห้องพยาบาลนาง มีเครื่องปรุงรสต่าง ๆ อย่างครบครัน
น่าเสียดายที่ตอนนี้นางยังหาข้ออ้างจะหยิบพวกมันออกมาไม่ได้
แต่การใส่เครื่องปรุงรสเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่น่าสังเกตเห็นสักหน่อยคงไม่เป็นอะไร
เฮ่อจือหร่านกลับมาที่กองไฟที่สร้างเสร็จแล้ว นางจุดไฟอย่างรวดเร็ว วางปลาไนที่เสียบไว้เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ
ในไม่ช้าก็มีเสียงดังฉ่า พร้อมกับกลิ่นหอมลอยไปทั่ว
เมื่อได้กลิ่นนี้ คนรอบข้างต่างต้องกลืนน้ำลายไม่หยุด
กลิ่นปลาย่างหอมอร่อย แต่เฮ่อจือหร่านไม่ค่อยพอใจนัก
นางพึมพำเบา ๆ โดยไม่ได้ตั้งใจ
“หากทาน้ำมันสักหน่อยก็จะสมบูรณ์แบบเลย”
ทว่าคำพูดของนางกลับเข้าหูจางชิงที่กำลังผ่านมาพอดี
จางชิงได้กลิ่นหอมของปลาย่าง เขาอยากกินจนทนไม่ไหวอยู่แล้ว
ทั้งยังได้ยินเฮ่อจือหร่านพูดอีกว่า หากทาน้ำมันลงไปได้ รสชาติจะดีขึ้นไปอีก
“เฮ่อจือหร่าน เจ้าบอกว่าปลาย่างต้องทาน้ำมันด้วยหรือ”
เฮ่อจือหร่านเงยหน้าขึ้น ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “ถูกต้องแล้ว แบบนั้นรสชาติต้องดีกว่าตอนนี้มาก”
“เจ้ารอก่อน” จางชิงพูดทิ้งท้ายแล้วเดินจากไปอย่างรีบร้อน
ไม่นานเขาก็ถือไหใบไม่ใหญ่ไม่เล็กกลับมา
“สิ่งนี้เป็นน้ำมันรำข้าว มันเป็นของมีค่ามาก เจ้าใช้อย่างประหยัดล่ะ”
เฮ่อจือหร่านไม่คิดว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่พกติดตัวมาจะครบครันขนาดนี้ กระทั่งน้ำมันรำข้าวก็ยังมี
หากรู้ตั้งแต่แรก นางคงต้องขอมาสักหน่อยแน่นอน
แต่นำมาใช้ตอนนี้ก็ไม่สายเกินไป
“ท่านเจ้าหน้าที่วางใจเถอะ รับรองว่าข้าจะใช้แน่นอน”
เฮ่อจือหร่านเปิดไห หักกิ่งไม้ที่มีใบหนามาจากต้นไม้ นำไปล้างให้สะอาดที่ริมแม่น้ำ แล้วใช้เป็นแปรงทาน้ำมัน
ไม่ผิดจากที่คาด หลังจากทาน้ำมันรำขาวลงบนปลาไนแล้ว กลิ่นหอมก็ยิ่งลอยฟุ้ง
เฮ่อจือหร่านแอบหยิบเครื่องเทศสิบสามชนิดและเกลือละเอียดจากพื้นที่มิติโรยลงไปอีกเล็กน้อย ปลาย่างแบบโบราณมื้อแรกในป่าก็เสร็จสมบูรณ์
ครั้งนี้เฮ่อจือหร่านย่างปลาทั้งหมดสิบตัว
แรกเริ่มทุกคนคิดว่านางจะนำปลาพวกนี้ไปให้เจ้าหน้าที่ก่อนเพื่อเอาใจพวกเขา
แต่เฮ่อจือหร่านกลับไม่ได้ทำเช่นนั้นเลย
นางเลือกปลาตัวที่ใหญ่ที่สุด ยื่นให้ฮูหยินผู้เฒ่าก่อนเป็นคนแรก
ฮูหยินผู้เฒ่าลังเลชั่วขณะ มองไปทางฝั่งเจ้าหน้าที่
เฮ่อจือหร่านเข้าใจความหมายของแม่สามีดี นั่นคือต้องการให้นางแบ่งปลาย่างให้พวกเจ้าหน้าที่ก่อน
เพื่อให้ฮูหยินผู้เฒ่ากินปลาอย่างสบายใจ นางจึงส่งสายตาบ่งบอกให้อีกฝ่ายวางใจ
จากนั้นก็แบ่งให้พี่สะใภ้ทั้งแปดคนทีละตัว
เมื่อยังเหลืออีกตัว นางก็มองโม่จิ่วเยี่ยที่ยังคงนอนคว่ำหน้าอยู่บนเกวียนไม้ ก่อนมองโม่หานเยี่ยที่น้ำลายกำลังจะไหลออกมาให้เห็น สุดท้ายจึงเลือกส่งให้โม่หานเยี่ยไป
เจ้าหน้าที่เห็นการกระทำของนางแล้ว ต่างพากันไม่พอใจขึ้นมาทันที
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจางชิง เขาวิ่งไปวิ่งมาเพื่อนำน้ำมันรำข้าวให้คนอื่น สุดท้ายแล้ว กลับไม่มีส่วนแบ่งของเขาเลย
“เฮ่อจือหร่าน เจ้าประพฤติตัวเช่นนี้มาตั้งแต่เด็กหรือ”
เฮ่อจือหร่านเงยหน้าขึ้น ตอบอย่างไม่ถ่อมตัวและไม่หยิ่งผยอง
“ข้าทำเช่นนี้แล้วมีอะไรผิดหรือ บิดาข้าสอนมาตั้งแต่เล็กว่าของดี ๆ ต้องให้ผู้ใหญ่ก่อน ข้าส่งปลาให้แม่สามีและพี่สะใภ้ทั้งแปดของข้า พวกเขาล้วนอายุมากกว่าข้าทั้งนั้น ข้าให้พวกเขาก่อนก็ไม่ใช่เรื่องผิด น้องสามีก็อายุยังน้อย แน่นอนว่าข้าต้องดูแลนางบ้าง ท่านเจ้าหน้าที่ช่วยบอกมาสิ ว่าข้าทำผิดตรงไหน”
จางชิงถูกพูดนางสวนกลับจนไร้คำพูด
นางไม่ได้ทำอะไรผิดจริง ๆ ...
โจวเหล่าปาเป็นคนใจเย็นกว่า เขาเห็นจางชิงกำลังร้อนใจ จึงกระแทกตัวเบา ๆ เพื่อบอกอีกฝ่ายใจเย็นลง
สุดท้ายแล้ว ของของผู้อื่น หากไม่อยากให้เจ้าก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
ดังนั้น หากอยากเอาคืน อย่างมากก็แค่หาโอกาสจับผิดคนสกุลโม่ในภายหลังก็เท่านั้น
จางชิงพยายามสะกดความโกรธในใจ นั่งจ้องเฮ่อจือหร่าน
เผิงวั่งเฝ้ามองทุกอย่าง รู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ
เขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ควบคุมนักโทษมาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่พบคนที่ไม่เกรงกลัวพวกเขา
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งนางสามารถพูดเหตุผลได้ตรงประเด็น ยิ่งทำให้ผู้อื่นไม่สามารถโต้แย้งได้
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เขาก็หันไปมองโม่จิ่วเยี่ยที่นอนอยู่ข้าง ๆ
“ภรรยาท่านนับวันยิ่งเก่งกาจขึ้น”
ในตอนนี้ นอกจากจะเอ่ยชมเฮ่อจือหร่านว่าเก่งกาจแล้ว เผิงวั่งก็หาคำพูดอื่นไม่ได้
โม่จิ่วเยี่ยเอียงหน้าไปอีกทาง แสร้งทำเป็นอ่อนแอ “นางเพียงพูดเก่งเท่านั้น”
“เฮ้อ...ท่านอย่าถ่อมตัวเลย ข้าบอกว่าภรรยาท่านเก่งกาจก็คือเก่งกาจ”
นางจะไม่เก่งกาจได้อย่างไร
ไม่เพียงรักษาโรคได้ ยังเดินลงแม่น้ำไปจับปลา คำพูดคำจาก็ยังฉะฉานอีกต่างหาก
แม้ตอนนี้เผิงวั่งจะยอมรับแล้ว แต่เสียดายที่เฮ่อจือหร่านเป็นสตรี
ไม่อย่างนั้น ด้วยความสามารถของนาง จะต้องกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ได้แน่นอน