ตอนที่ 11 สวนสวรรค์
หนึ่งชั่วยามผ่านไป...สายลมภายในม่านหมอกยังคงพัดโหมกระหน่ำ คลื่นพลังฟ้าดินยังคงถูกเนี่ยฟงดูดซึมซับอย่างไม่สิ้นสุด ร่างกายของเนี่ยฟงขับของเสียออกมาอย่างต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่า เส้นชีพจรของเนี่ยฟงกะพริบเรืองแสงสีม่วงไปทั่วทั้งเรือนร่าง ก่อนที่ร่องรอยของประกายแสงจะเลือนหายไปอย่างช้าๆ ทันใดนั้นดวงตาของเนี่ยฟงก็เบิกโพลงกว้าง ก่อนจะดีดตัวขึ้นกลางอากาศตีลังกาสามรอบ ก่อนจะกลับลงมาสู่พื้นอย่างนิ่มนวลเนี่ยฟงเริ่มสำรวจร่างกายของตนเอง สายลมพัดผ่านทำให้เส้นผมของเนี่ยฟงปลิวไสว เผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาสง่า ผิวพรรณของเขายังผุดผ่องราวกับหยกชั้นดี ไม่เพียงแค่นั้นยังปรากฏมัดกล้ามที่น่าสัมผัส แม้มันจะไม่ใหญ่โตเหมือนอดีตชาติ แต่มันก็ถูกสร้างสรรค์มาอย่างสมส่วน ดวงตาที่เป็นประกายคล้ายดั่งหมู่ดาว หากมันได้จับจ้องหญิงสาวผู้ใด ย่อมทำให้หัวใจของนางผู้นั้นต้องละลายตายทั้งเป็น เนี่ยฟงลองรวบรวมพลังลมปราณที่ปลายหมัด ก่อนจะออกแรงชกไปที่เบื้องหน้าทันที “ปัง!!” ปรากฏเสียงที่ดังสนั่น คลื่นลมต่างพวยพุ่งไปยังเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว เนี่ยฟงมั่นใจว่าหมัดนี้ของเขาสามารถล้มนักมวยรุ่นเฮฟวี่เวทได้ในหมัดเดียว ซึ่งแม้แต่ในอดีตชาติของเขาก็ไม่สามารถทำได้ถึงเพียงนี้ “ข้าต้องไปจากที่นี่ ข้าไม่รู้วันรู้คืนว่าล่วงเลยมานานเท่าไร ป่านนี้ท่านปู่จะอย่างไรบ้าง” เนี่ยฟงเริ่มดีดตัวเบาๆ เขารู้สึกได้ว่าตัวเขาเบาราวกับปุยนุ่น ก่อนจะออกแรงดีดตัวขึ้นไปตามหน้าผาที่สูงชัน เมื่อเนี่ยฟงดีดตัวมาถึงม่านเมฆ เขารู้สึกได้ถึงความว่างเปล่าที่ปลายเท้า ก่อนจะรีบเอนตัวเข้าหาหน้าผา เพื่อควานหาก้อนหินที่ยื่นออกมาตามหน้าผาเพื่อยึดเหนี่ยว แต่แล้วดวงตาของเขากลับเบิกโพลงกว้าง ก่อนจะร่วงหล่นมาที่พื้นตามเดิม“บัดซบ!! หน้าผาสูงชันกลับไม่ปรากฏหินงอกหรือหินย้อย เป็นไปได้ยังไงกันที่จะมีหน้าผาที่เรียบลื่นเช่นนี้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่ามันจะเรียบลื่นไปทั้งหน้าผา!” เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยามโดยประมาณ เนี่ยฟงนั่งสมาธิรวบรวมพลังลมปราณอย่างบ้าครั้ง เม็ดเหงื่อต่างปกคลุมไปทั่วทั้งใบหน้า เขาใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงเพื่อกระโดดปีนป่ายตามหน้าผา แต่ก็ไม่สามารถผ่านม่านเมฆหมอกไปได้“บัดซบ! หรือว่ามันจะไม่มีหินงอกหินย้อยจริงๆ แล้วเช่นนั้นข้าจะกลับขึ้นไปได้ยังไงกัน เดียวก่อน!! แล้วเจ้างูยักษ์นั่นโผล่มาจากที่ใด หรือว่า...” เนี่ยฟงดีดตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะไปสำรวจตามกอหญ้าที่ขึ้นติดกับหน้าผา เนื่องจากเขายังสำรวจไม่หมดก็เจอกับหญ้าทลายฟ้าเสียก่อน และสิ่งที่เขาคาดคิดเอาไว้ก็ปรากฏขึ้น ที่กอหญ้ากอหนึ่งปรากฏถ้ำขนาดพอดีตัวกับงูยักษ์ ทำให้ใบหน้าของเนี่ยฟงปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาทันที เนี่ยฟงไม่รอช้ารีบมุดเข้าไปภายในถ้ำ และในทันทีที่เขาคืบคลานออกมาอย่างรวดเร็ว “มันมืด!!” ภายในถ้ำมีเพียงแต่ความมืดมิดไร้แสงไฟ การจะเข้าไปภายในนั้นอาจจะพบกับอันตรายที่ไม่คาดฝัน ทันใดเนี่ยฟงก็คิดถึงแก่นอสูรของงูยักษ์ทันที ก่อนจะรีบแหวกกอหญ้าเพื่อตามหามัน ไม่นานก็พบกับก้อนหินที่เรืองแสงสีเขียวขนาดเท่ากำปั้น มันคือแก่นอสูรที่เนี่ยฟงตามหา เขารีบหยิบมันขึ้นมาแล้วมุดถ้ำอีกครั้งทันทีแสงสีเขียวส่องสว่างภายในถ้ำที่มืดมิด แม้มันจะไม่สว่างมากนักแต่ก็ยังพอใช้นำทางได้ เวลาผ่านไปกี่ชั่วยามไม่มีใครรู้ เนี่ยฟงยังคงมุ่งมั่นคืบคลานต่อไปอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ภายในถ้ำที่คับแคบแต่กลับไม่รู้สึกถึงความอึดอัดแต่อย่างใด ราวกับว่ามันมีอากาศถ่ายเทอย่างต่อเนื่อง ในความเป็นจริงนั้น เนี่ยฟงคืบคลานภายในถ้ำแห่งนี้มาเป็นเวลาสองวันสองคืนแล้ว ไม่นานหูทั้งสองข้างของเนี่ยฟงก็ได้ยินเสียงบางอย่าง “ซู่~~ซู่~!!” รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้า แล้วคืบคลานอย่างรวดเร็ว “เสียงน้ำตก!! ใกล้ถึงทางออกแล้ว” แสงสว่างปรากฏที่ปลายถ้ำ เนี่ยฟงหลุดออกมาจากถ้ำพร้อมกับยกมือขึ้นฟ้าสูดอากาศเข้าเต็มปอด ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าคือทุ่งหญ้าที่แสนกว้างใหญ่ น้ำตกที่สูงเสียดฟ้าทำให้ดูคล้ายกับว่าตกมาจากสรวงสวรรค์ ต้นไม้นานาพันธุ์มีผลที่สุกงอมรอให้เก็บเกี่ยว ยังประกอบไปด้วยทะเลสาบที่ใสราวกับมรกต ฝูงปลาต่างพากันแหวกว่ายอย่างสนุกสนาน ดวงตะวันที่ปรากฏบนท้องฟ้าทำให้เนี่ยฟงรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก“อย่าบอกนะว่าที่นี่คือสวนสวรรค์ ไม่ใช่ว่าข้านอนตายอยู่ในถ้ำแล้วรึ ถึงมาปรากฏตัวที่นี่ โอ๊ย~~!!” เนี่ยฟงหยิกแขนตัวเองสุดแรง เพื่อยืนยันว่าภาพเบื้องหน้าไม่ใช่ความฝัน เมื่อรู้ว่ามันไม่ใช่ความฝันหรือภาพลวงตา มุมปากทั้งสองข้างยกยิ้มถึงขีดสุด ก่อนจะทะยานร่างลงสู่ทะเลสาบอย่างรวดเร็ว คราบของเสียบนร่างกายถูกชำระร่าง ยิ่งปรากฏผิวพรรณที่เปล่งปลั่งอย่างชัดเจน “โครกกก!!!” ขณะที่เนี่ยฟงกำลังอาบน้ำชำระร่างกาย เสียงท้องก็ร้องดังสนั่นด้วยความหิวโหย เนี่ยฟงไม่ได้กินอะไรมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว มีเพียงกินเม็ดยาบำรุงเพื่อประทังชีวิต เขาดำดิ่งลงไปภายใต้แม่น้ำทันที ก่อนจะโผล่พรวดขึ้นมาพร้อมกับปลาตัวใหญ่ เนี่ยฟงไม่รอช้ารีบหาฝืนก่อกองไฟย่างปลาส่งกลิ่นหอมลอยฟุ้งไปทั่วดวงตะวันลาลับขอบฟ้า เนี่ยฟงนอนเปลือยเปล่าตีพุงกางทุ่งหญ้าที่เขียวขจี พร้อมกับจับจ้องมองดวงดาราที่เกลื่อนนภา สถานที่แห่งนี้ช่างเต็มไปด้วยความสุข ความสวยงามและความสมบูรณ์ หากมีสาวงามมาเคียงข้างกายคงมีความสุข ทันใดนั้นความคิดเพ้อฝันของเนี่ยฟงก็จบลง ปรากฏใบหน้าของหลิงเอ๋อลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า เขารีบดันตัวลุกขึ้นนั่งพร้อมกับแววตาที่แรงกล้า“เราจะมามัวเอ้อระเหยอยู่แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด พอรุ่งเช้าข้าต้องรีบหาทางออกจากดินแดนแห่งนี้ให้จงได้ ข้าต้องกลับไปทวงคืนความยุติธรรมของข้า!” เช้ารุ่งอรุณวันใหม่มาเยือน เนี่ยฟงดีดตัวลุกขึ้นมายืนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะบิดตัวสองสามครั้งด้วยความขี้เกียจ แล้วไปชำระร่างกายที่ริมทะเลสาบอีกครั้ง ก่อนจะกลับมาสวมใส่เสื้อผ้าที่ตากไว้ แล้วออกสำรวจพื้นที่ทันที พื้นโดยรอบส่วนใหญ่มีแต่ภูเขาสูงเสียดฟ้า หน้าผาแต่ละด้านล้วนเรียบเนียน ยากแก่การปีนป่ายขึ้นไป จะเหลือก็มีเพียงทางทิศเหนือของสวนสวรรค์ ที่เนี่ยฟงยังไม่ได้เข้าไปสำรวจ เนื่องจากเป็นป่าไม้สูงใหญ่และรกร้าง ซึ่งอาจมีสัตว์อสูรที่ดุร้ายหลบซ่อนอยู่เนี่ยฟงยืนนิ่งบริเวณทางเข้าป่าใหญ่ เขายืนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปมองแนวเทือกเขาที่กว้างใหญ่ ได้แต่กัดฟันทนแล้วเดินเข้าไปในป่าอย่างช้าๆ แม้จะมีพลังลมปราณแต่เนี่ยฟงก็ไร้ซึ่งวรยุทธ์ แม้แต่เคล็ดวิชาใดๆ เนี่ยฟงก็ไม่เคยศึกษา ทำให้เขารู้สึกหวาดหวั่นที่ต้องเข้าไปในป่า ทันใดนั้นดวงตาของเนี่ยฟงก็เบิกโพลงกว้าง “ใครว่าตัวข้าไร้ซึ่งเคล็ดวิชา ข้ายังมีมวยไทยที่ศึกษามาจนแตกฉาน หากข้าใช้พลังลมปราณควบคู่กับใช้มวยไทยแล้วละก็... บางทีมันอาจจะร้ายกาจเกินกว่าจะจินตนาการได้” ทันใดนั้นเขาก็เล็งที่ต้นไผ่ต้นหนึ่ง ขนาดของมันใหญ่ราวกับต้นกล้วยที่โตเต็มที่ เนี่ยฟงขับเคลื่อนพลังลมปราณไปที่ขาข้างหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเตะอย่างรวดเร็ว “จระเข้ฟาดหาง!!” “ปังง!!!” เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว ต้นไผ่แตกกระจายกลายเป็นเศษซาก ใบไผ่ร่วงหล่นปลิวกระจายไปทั่วตามสายลม ดวงตาทั้งสองข้างของเนี่ยฟงเบิกกว้างถึงขีดสุด“บ้าไปแล้ว!! พลังลมปราณมันร้ายกาจขนาดนี้เลยหรือนี่ แม้แต่ชาติก่อนของเรายังไม่สามารถทำได้ถึงเพียงนี้” เนี่ยฟงยังคงทดสอบพลังอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมัด เข่า ศอก และลูกเตะ ไม่ว่าจะใช้ท่วงท่าไหน ความรุนแรงของมันยิ่งทวีคูณ จนเนี่ยฟงไม่อาจข่มเก็บอารมณ์ที่ตื่นเต้นได้ ตลอดเส้นทางในป่าไผ่เนี่ยฟงออกอาวุธแม่ไม้มวยไทย จนมีซากไผ่แตกกระจายตลอดทั้งเส้นทาง “โฮกก!!!” และแล้วสิ่งที่เนี่ยฟงคาดคิดไว้ก็เกิดขึ้น เสียงขู่คำรามดังสนั่น พร้อมกับการปรากฏตัวของเสือขาวขนาดใหญ่ ดวงตาของมันมืดบอดหนึ่งข้าง พร้อมกับแยกเขี้ยวที่แหลม มันคือสัตว์อสูรลมปราณก่อกำเนิด ขั้นกลาง ความร้ายกาจของมันไม่ได้ยิ่งหย่อยไปกว้างงูพิษเจ็ดสีแต่อย่างใด หรืออาจจะเป็นไปได้ว่ามันคือคู่แค้นของอสรพิษ เนี่ยฟงยกแขนทั้งสองข้างขึ้นตั้งการ์ด หมัดทั้งสองข้างกำแน่นจนปรากฏเสียงที่บีบรัด ขาข้างหนึ่งอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับย่ำเหยียบอยู่กับที่ มันคือท่าตั้งการ์ดของมวยไทยที่สมบูรณ์แบบเสือขาวเดินวนเวียนเนี่ยฟงอยู่หลายรอบ มันงุนงงสงสัยกับท่วงท่าของเนี่ยฟง มันดูคล้ายมีช่องว่างเต็มไปหมดให้จู่โจม แต่ไม่สามารถเข้าโจมตีได้ราวกับถูกจ้องมองโดยไม่ละสายตา เสือขาวอ้อมไปด้านและจู่โจมอย่างรวดเร็ว เนี่ยฟงหมุนตัวกลับอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด มือทั้งสองข้างคว้าจับหัวเสือขาวจนแน่นขนัด จากนั้นก็แทงเข่าเสยที่ปลายคางทันที “หักคอเอราวัณ” “ผลัก!!!” “โฮกกก!!!” เสือขาวร่างใหญ่ปลิวกะเด็ดหน้าหงายไปด้านหลัง เลือดไหลทะลักพุงกระฉูดออกจากปากและจมูก เขี้ยวที่แหลมคมของมันยังปลิวกะเด็ดร่วงสู่พื้น เนี่ยฟงไม่ปล่อยโอกาสให้มันได้หยุดพักหายใจ ก่อนจะพุ่งเข้าหาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเข่าที่แทงไปยังใบหน้าของมันอย่างจัง “เข่าลอย!!!” “ปัง!!” “โผล๊ะ!!!” เสียงปะทะดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงบางอย่างที่แตกจนดังสนั่น เสียงของมันคล้ายกับลูกแตงโมที่ตกจากที่สูง จมูกและปากที่ยื่นยาวของเสือขาว ยุบไปอยู่ด้านในดวงตาข้างที่เหลือของมันถลนออกจากเบ้า ก่อนจะลงไปดิ้นทุรนทุรายเลือดสาดกระจายไปทั่วบริเวณ ผ่านไปไม่กี่อึดใจมันก็นอนแน่นิ่งไม่ไหวติ่ง เนี่ยฟงเดินย่างก้าวสามขุมด้วยความระมัดระวัง ก่อนจะใช้ปลายเท้าเขี่ยมันอยู่สองสามครั้ง เมื่อแน่ใจว่ามันตายแล้ว ก็ใช้มือของเขาล้วงไปในปากของมัน ก่อนจะดึงแก่นอสูรขนาดเท่ากำปั้นออกมา แก่นอสูรของเสือขาวเรืองแสงสีแดงสว่างไสว ขนาดของมันเท่ากับแก่นอสูรอสรพิษ เป็นข้อยืนยันว่ามันทั้งสองตัวอยู่ในระดับเดียวกัน