“ไม่อยากจะเชื่อเลยเทวินสิ่งที่คุณพูดมันอยู่นอกเหนือกฎฟิสิกส์ไปหลายอย่าง”
คัทย่าพูดประโยคนี้ซ้ำ ๆ ระหว่างที่ฟังผมเล่า
“แหม ทีพวกคุณยังติดต่อกับเทพเ้าได้เลย”
“มันไม่เหมือนกัน ประเทศของฉันทุ่มงบประมาณในการพัฒนาเื่นี้มาหลายสิบปีใช้เงินไปกว่าร้อยล้านดอลล่าร์ กว่าจะค้นพบและยืนยันว่ามีพลังงานอีกมิติหนึ่งและยังต้องพัฒนาเครื่องมือในการส่งสัญญาณซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาลแต่คุณสามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์สักอย่างเดียว”
จริง ๆ ต้องใช้บัตรเครดิตใบหนึ่งนะ ผมแอบเถียง
“นั่นแหละ ผมถึงไม่อยากเล่าให้คุณฟังในตอนแรก เพราะกลัวคุณจะไม่เชื่อ”
คัทย่าทำหน้าสำนึกผิด น่ารักจนอยากดึงมากอด
“ขอโทษจริง ๆ คุณก็รู้ว่าพวกฉันเชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์อย่างมากพวกเราต้องทดลองเป็พัน ๆ ครั้ง กว่าจะได้ความรู้มา”
วิทยาศาสตร์กับเทพเ้า คัทย่ารู้ตัวไหมว่ากำลังพูดสิ่งที่ขัดแย้งกัน
“เอาเถอะคัทย่า มืดแล้วคุณมายังไง ให้ผมไปส่งไหม”
ผมถามทั้งที่ยังนึกไม่ออกว่าจะไปส่งเธอยังไง
“ไม่ต้องเทวิน ฉันกลับเองได้”
ว่าแล้วคัทย่าก็เดินไปควบเ้า Yamaha MT 09 บิ๊กไบค์คันงามที่จอดข้างร้านลุงหมาน ท่าทางทะมัดทะแมงเข้ากับยีนส์รัดรูป
“สวมหมวกกันน็อคด้วยคัทย่า”
เธอยิ้มหวานให้ก่อนจะหยิบหมวกมาสวม
“บายเทวิน วันนี้ขอบคุณมาก”
ผมยกมือโบกทำตาละห้อย
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น
“เยี่ยมมากขอรับคุณเทวิน”
เสียงพ่อปู่ในชุดสูทเทา
“ฝีมือท่านจอมเทพทั้งนั้นแหละครับ”
“แต่หากไม่มีคุณ เื่คงยากกว่านี้เยอะ อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลยคุณเทวินเล่าให้ผมฟังหน่อยได้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
“อ้าว พ่อปู่ไม่ทราบหรือครับ”
“ก็เล่นไปสู้กันนอกโลกอย่างนั้น ไม่มีกล้องตัวไหนจับภาพได้หรอกครับ”
จริงของพ่อปู่ พวกผมไปสู้กันที่ดวงอาทิตย์นู่นเลย แต่ถ้าอย่างนั้นผมก็ต้องเล่าเื่ซ้ำอีกรอบสิเนี่ย
“วันนี้ผมเหนื่อยจัง ไว้พรุ่งนี้ได้ไหมครับ”
“ได้ครับ แต่พรุ่งนี้คุณเทวินรบกวนพิมพ์ส่งมาได้ไหมครับ ผมจะได้ก๊อปไปรายงานหน่วยเหนือ”
มีหน่วยเหนือซะด้วยแฮะ
“ถ้าอย่างนั้นผมเล่าตอนนี้เลยดีกว่า”
กว่าจะตอบคำถามของพ่อปู่เสร็จเล่นเอาเกือบสองทุ่ม จากนั้นผมก็เดินลากขากลับบ้าน
ไอ้จ้อนยักคิ้วหลิ่วตา คล้ายกับรู้ว่าผมต้องโดนบ่น
“เดี๋ยวนี้กลับบ้านดึกนะเราอะ”
เสียงแม่ดังมาจากในครัว
“สามทุ่มเองแม่”
“สามทุ่มก็ดึกแล้ว แถมยังไม่โทรมาบอก นี่ไปไหนมา”
“กินกาแฟกับคัทย่าที่ร้านลุงหมานครับ”
“ดีมากลูก ทำไมไม่ชวนหนูคัทย่ามากินข้าวด้วยกัน”
อ้าว เป็ซะยังงั้นแม่ผม ท่าทางจะถูกใจคัทย่าน่าดู
พ่อกับแม่กินข้าวเย็นไปก่อนแล้ว แม่เลยเอาของเหลือ ๆ ผัดกับข้าวให้ผมที่บ้านเรียกว่าข้าวผัดโฮะ (ล้อมาจากแกงโฮะที่เป็อาหารเหนือ) แต่ไม่ว่าแม่ผมจะทำอาหารอะไรมันก็อร่อยไปซะทุกอย่างสิน่า
“อีกหน่อยบ้านเราคงอ้วนเหมือนหมูเลยนะแม่”
“ทำไม”
“ก็แม่ทำกับข้าวอร่อย”
“เห็นมีแต่เ้าจ้อนที่อ้วน”
จริงของแม่ ไอ้จ้อนนับวันอ้วนเอา ๆ ส่วนผมกับพ่อกินยังไงก็ไม่อ้วน
เช้าวันรุ่งขึ้นเป็วันหยุด ผมนัดกับไอ้จ้อนเอ้ยไอ้โต้งเพื่อนรักว่าจะไปดูหนังด้วยกัน
“เฮ้ยวิน มานานยัง”
โต้งทักผมมาแต่ไกล แล้วรีบเดินเข้ามาหาอย่างเร็วผิดปกติ
“วันนี้กรูมีคนมาด้วย”
“ใคร”
ไอ้โต้งยังไม่ทันตอบผมก็มองไปเห็นช้าง เอ้ย คนที่ว่า
ไม่ต้องตั้งใจมองก็เห็นแต่ไกล เพราะดูไปเธอน่าจะหนักร่วมร้อยโลเห็นจะได้
“แฟนเหรอวะ”
ผมกระซิบถาม
ไอ้โต้งส่ายหัวแทบหลุด
“มรึงอย่าพูดไปเรื่อย ลูกพี่ลูกน้องตรูเอง แม่บังคับให้พามา กลัวว่าน้องจะเป็โรคซึมเศร้า”
“ทำไมละ”
“ก็อยู่ ๆ น้องเขาก็อ้วนเอา ๆ ทั้งที่เมื่อก่อนหุ่นธรรมดา”
“ไม่สบายหรือเปล่า ไปหาหมอหรือยัง”
“ไปมาแล้ว หมอบอกว่าปกติ เลยไม่รู้ว่าอ้วนได้ยังไง”
ว่าแล้วไอ้โต้งก็หันไปโบกมือเรียก
“ช้าง เอ้ย ปราง นี่วินเพื่อนพี่”
น้องปรางเดินหน้ามุ่ยเข้ามา ท่าทางจะเคืองเ้าโต้งอยู่
“หวัดดีฮะพี่วิน”
โอ้ สงสัยเป็สาวห้าว
“ปะเรารีบไปซื้อตั๋วกัน”
“หนังวันนั้นสนุกมากครับ ไอ้โต้งดูอย่างสนุกจริง ๆ ส่วนผมนะเหรอนั่งฟังเสียงน้องช้าง เอ้ยน้องปรางนั่งเคี้ยวปอบคอร์นตลอดสองชั่วโมง”
“หมูกระทะอร่อยไหมครับ”
“อะไรนะฮะ”
“ขอโทษพี่พูดผิด หนังสนุกนะครับ”
“งั้น ๆ”
ครับ หลังจากกินขนมในโรงหนังเสร็จ น้องปรางก็ลากพวกเรามากินไอติมต่อ
“มื้อนี้ตรูเลี้ยงเอง”
ไอ้โต้งบอก หลังจากเห็นสีหน้าเบื่อหน่ายของผม แหมกว่าจะเก็บเงินมาเที่ยวมาดูหนังได้ต้องมานั่งเบียดกับน้องปราง แถมเสียงเคี้ยวขนมยังดังแทบจะกลบเอฟเฟคหนังได้เลย
“พี่วินไม่กินไอติมเหรอฮะ”
น้องปรางถามพร้อมส่งสายตามาทางถ้วยบานาน่าสปริทของผม
“พี่ไม่หิว ปรางกินไหม”
ไม่มีคำตอบ แต่น้องปรางหยิบไอติมของผมไปจ้วงเอาจ้วงเอา
ขณะที่กำลังนึกตลก แวบหนึ่งผมก็เห็นภาพของใบหน้าหนึ่งซ้อนกับใบหน้าของน้องปราง
“หมู”
ผมอุทาน
น้องปรางหยุดกินฟาดผมด้วยตาขุ่น
“ขอโทษ พี่ไม่ได้ตั้งใจ คือพี่กำลังคิดอะไรเพลิน ๆ”
“วิน มรึงไปพูดอะไรวะ น้องปรางงอนตุ๊บป่องเชียว”
ไอ้โต้งพูดก่อนแยกย้ายกันกลับ
“ฝากขอโทษน้องเขาที กรูไม่ได้ตั้งใจ”
“ไม่อะ โกรธก็ดี จะได้ไม่ต้องมากับตรูอีกนี่เป็เพราะแม่บังคับนะเนี่ยถึงได้พามา”
“เอาน่าโต้ง มรึงก็รู้ว่าพวกเราไม่ใช่คนบูลลี่ นะฝากขอโทษน้องเขาด้วย”
“เออ ๆ แหมชอบคนตัวใหญ่ก็ไม่บอก งั้นคัธยาตรูขอ”
“ไม่ให้โว้ย ไม่ใช่ของตรู”
ผ่านไปไม่กี่วันผมก็ลืมเื่ของน้องปรางไปสนิท เพราะแต่ละวันผมยุ่งมากๆ ไหนจะกิน นอน ฟัดกับไอ้จ้อน เล่นเกมส์ โอ้ย ยุ่งจริง ๆ
ส่วนองค์การ OPU. ก็เหมือนจะเงียบไป
เตร้งๆๆๆๆ
เสียงโทรศัพท์ใครน่าเกลียดจริง อ้าวของผมเองอย่างว่าละครับยังไม่มีเงินซื้อเครื่องใหม่
เบอร์ใครก็ไม่รู้ ตอนแรกนึกว่าองค์การโทรมาเสียอีก
“สวัสดีครับ” ผมรับสาย
“พี่วินฮะ”
เสียงคุ้น ๆ
“ใครครับ”
“ปรางฮะ”
“ปรางไหน”
“ปรางน้องไอ้ เอ้ยพี่โต้งไงฮะ”
“อ๋อปรางเอง มีอะไรหรือครับ”
ผมแอบสงสัยว่าน้องปรางเอาเบอร์ผมมาจากไหน สงสัยไอ้โต้งแล้วนี่น้องปรางโทรมาทำไม หรือจะด่าเื่วันก่อน
“พี่วินว่างไหม”
“เอ่อ ว่างอยู่ครับ”
“พี่วินมาเจอปรางหน่อยได้ไหมฮะ”
เอาแล้วตรู ไอ้โต้งไปพูดอะไรหรือเปล่าเนี่ย
“ถ้าเื่วันก่อน พี่ขอโทษจริง ๆ ครับ”
“นั่นแหละฮะ พี่วินช่วยออกมาเจอปรางหน่อย”
แม้จะกลัวว่าน้องปรางจะเรียกผมไปฆ่า แต่สุดท้ายก็ยอมออกมาจนได้ผมมันก็สุภาพบุรุษเสียด้วย
แต่เพื่อความปลอดภัย ผมเลยนัดน้องเขาที่ร้านลุงหมาน เผื่อว่าน้องปรางตกมันบีบคอผมคนในร้านอาจพอช่วยกันได้
ส่วนลุงหมานที่แค่ชงกาแฟยังเหนื่อยคงช่วยอะไรไม่ได้มาก
หลังจากดื่มกาแฟที่หวานจนมดตอมขาอยู่แป้บนึงน้องปรางก็เปิดเพนียดเอ้ยประตูเข้ามา
คนในร้านมองเป็ตาเดียว
น้องปรางมาในชุดสีน้ำตาลชมพูน่ารัก มองคล้ายญาติผู้ใหญ่ของหมีพูเข้ามานั่งเก้าอี้เก่า ๆ ที่น่าสงสารของร้าน
“หวัดดีฮะพี่วิน มานานหรือยังฮะ”
“ไม่นานครับ น้องปรางกินอะไร พี่เลี้ยง”
“บิงซูมีไหม อากาศร้อน”
น้องปรางพูดพลางปาดเหงื่อที่ไหลมาตามแขน
“มีแต่ไอติมโบราณ พอไหวไหม”
“ของสองก้อนฮะ กาแฟเย็นด้วย”
ลุงหมานยกกาแฟมาให้พร้อมกับสายตาที่ถามว่า ลูกครึ่งคนสวยเมื่อวานไปไหน
ผมทำเป็มองไม่เห็นสายตาของลุงหมาน
“ว่าแต่น้องปรางมีอะไรเหรอครับ ถ้าเป็เื่วันก่อนพี่ต้องขอโทษจริงๆ”
“ปรางก็จะมาคุยเื่หมูนี่แหละฮะ”
ว่าแล้วโกรธเื่นี้จริงด้วย
“พี่วินรู้เื่หมูได้ยังไง”
คราวนี้เป็ผมเองที่งง
“เื่หมูอะไร”
“ก็วันก่อนอยู่ ๆ พี่วินพูดเื่หมูขึ้นมารู้ได้ยังไงว่าปรางฝันถึงหมู”
“ฝันถึงหมู”
ผมไม่เคยได้ยินว่ามีใครฝันถึงหมูมาก่อน อาจจะแปลกกว่าเื่เข้าทรงเทพของผมเสียอีก
“หมายถึงหมูกรอบ หรือกะเพราหมูครับ”
ปรางทำท่าจะบีบคอผม
“หมูจริง ๆ นี่แหละฮะ แต่มีตัวเป็คน”
“หมูที่มีตัวเป็คน ฟังแล้วสยองชอบกล”
“ใช่ พี่วินรู้ใช่ไหม”
“ไม่รู้หรอกครับ”
“แล้วพี่วินพูดถึงหมูได้ไง”
ขณะที่ผมไม่รู้จะตอบยังไง เงาหนึ่งก็ยืนอยู่ข้างหลังน้องปราง
เงานั้นมีหัวเป็หมู ตัวเป็คน แต่จากเสื้อผ้าที่สวม ผมคุ้น ๆว่าเคยเห็นในหนังจีน แถมในมือยังถือคราดอันเบ้อเริ่ม
ผมหันไปมา ไม่มีคนในร้านมองเห็นหมูตัวนี้ ไม่อย่างนั้นคงพากันวิ่งป่าราบ
“หมูที่ว่า สวมชุดเหมือนคนจีนถือคราดอันใหญ่หรือเปล่าครับ”
น้องปรางเอื้อมขาหน้า เอ้ยแขนมาจับมือผมบีบจนแทบหัก
“ใช่จริงด้วย พี่วินรู้ได้ยังไง”
“ฮ่า ๆ เอาเป็ว่าพี่รู้ก็แล้วกัน น้องปรางฝันถึงหมูตัวนี้เอ้ยท่านนี้ได้ยังไงครับ”
“ปรางไม่รู้ อยู่ ๆ ปรางก็ฝันเห็นหมูตัวนี้มายืนทำหน้าโกรธ แต่ไม่พูดอะไรแถมยังฝันถึงทุกคืน”
“ทุกคืน” ผมอุทาน
“ใช่ พี่โต้งคงบอกพี่วินแล้วว่าเมื่อก่อนปรางไม่ได้อ้วนแบบนี้ ั้แ่ฝันถึงหมูนั่นปรางก็หิวตลอดเวลา เลยต้องกิน ไม่ว่าจะออกกำลังกายยังไงน้ำหนักก็ไม่ลด”
“ไปหาหมอหรือยัง”
“หลายที่แล้ว ไม่มีหมอคนไหนหาสาเหตุเจอสุดท้ายหมอก็แนะนำให้ควบคุมอาหาร ปรางทำได้แค่ตอนกลางวัน พอกลางคืนหมูนั่นมาเข้าฝันปรางก็กินอีก”
ผมมองเงาหมูที่ยืนถือคราดด้านหลัง
“เ้าเห็นข้าฯ ละสิ”
“ครับ”
“ครับอะไรฮะ”
“ขอโทษพี่คิดอะไรเพลิน ๆ อีกละ”
“เ้าเห็นข้าฯจริงด้วย ได้ยินเสียงอีกต่างหากเ้าเป็ใครกันเ้าหนุ่ม”
“ผมพยายามไม่ตอบ”
“ถ้าเ้าไม่ตอบ หญิงสาวคนนี้อาจตายได้นะ”
“ถึงขนาดนั้นเลยเหรอ”
“พี่วินคุยกับใครฮะ”
น้องปรางสงสัยขึ้นไปอีก
“พี่สติหลุดอีกละ อย่าถือเลยนะ”
“พี่วินดูเพี้ยนกว่าที่คิดนะฮะ”
แหม แม่คุณ อยากให้เห็นหมูที่ยืนถือคราดข้างหลังจริง ๆ
“เ้าไม่ใช่คนธรรมดา เอาไว้คืนนี้ข้าฯจะไปหา”
หลังจากกินไอติมโบราณสามถ้วย กาแฟเย็นอีกสองแก้วน้องปรางก็ขอตัวกลับพร้อมกับหิ้วขนมขบเคี้ยวไปอีกสี่ห้าถุง
“แฟนใหม่น่ารักดีนี่”
ลุงหมานเข้ามาแซว
“ไม่ใช่แฟน ว่าแต่น่ารักตรงไหนลุง”
“ตรงที่กินเท่ากับลูกค้าธรรมดาสามโต๊ะนี่แหละ พามาบ่อย ๆ นะ”
คืนนั้น ผมพยายามนอนหัวค่ำ แต่ก็ไม่หลับ เพราะปกติต้องเล่นเกมส์จนดึก
พอหลับตาลงได้เท่านั้นหมูตัวโตกว่าคนราวสองเท่าถือคราดอันใหญ่ก็ยืนอยู่ตรงหน้า
“เ้าเป็นักเวทหรือ”
“เปล่าครับ”
“ครึ่งเทพ”
“คิดว่าไม่น่าใช่ครับ”
“แล้วเ้าเป็ใคร”
“คนธรรมดานี่แหละครับ”
“คนธรรมดาที่ไหนมองเห็นและคุยกับข้าฯได้”
“ว่าแต่ท่านเป็ใครครับ”
“เ้าไม่รู้จริงหรือ”
ความจริงผมก็พอเดาได้เทพที่มีหัวเป็หมูตัวเป็คนแถมแต่งตัวด้วยชุดจีนที่ผมรู้จักมีแค่องค์เดียวว่าแต่ท่านถือเป็เทพหรือเปล่าหว่า ที่ผมกังวลก็คือกลัวบอกชื่อผิดแล้วถูกเคืองเหมือนตอนพระอินทร์
“ตือโป๊ยก่ายหรือเปล่าครับ”
สังเกตจากจมูกหมูอันใหญ่ที่เชิดขึ้น แสดงว่าพี่หมูของเราไม่พอใจ
“ข้าฯ คือแม่ทัพ์เทียนเผิง”
ฟังแล้วแทบจะลุกขึ้นคารวะ
“ครับ ท่านเทียนเผิงมีอะไรให้รับใช้”
ผมอดใช้สำนวนเลียนแบบหนังจีนไม่ได้
“สตรีนางนั้นมีอันตราย”
“ใครครับ”
“คนที่ข้าฯมาเข้าฝันไง”
“อ๋อน้องปราง”
“แม่นางปรางนั่นแหละ
“สำนวนจีนจ๋ามาเชียว ว่าแต่ท่านพูดไทยคล่องจังครับ”
“พวกเราไม่ได้พูดกันเสียหน่อย”
“อ้าว”
“เ้าสามารถสื่อสารกับข้าฯได้ แสดงว่ามิใช่คนทั่วไป แต่เทวินเอ๋ยนี่ไม่ใช่เื่สนุกหรอกนะ เมื่อเ้ามองเห็นเทพก็ต้องเห็นปีศาจวันหนึ่งพวกมันอาจทำร้ายเ้า”
ผมไม่เคยคิดถึงเื่นี้เลย
“แล้วผมจะทำยังไงดีครับ”
“ช่วยแม่นางปรางก่อน”
“แล้วน้องปรางเป็อะไรหรือครับ”
“ถูกสาบ”
“ใครสาบ”
“ข้าฯเอง”
“อ้าว”
“ข้าฯเผลอไปนะ”
“ยังไงครับ”
“เื่มันยาว เอาเป็ว่าแม่นางปรางดูิ่ข้าฯ ทำให้โมโหไปหน่อย”
“ดูิ่ยังไงครับ”
“ไม่มีเวลาอธิบาย เ้าต้องช่วยนางก่อน แล้วข้าฯจะช่วยเ้า”
ว่าแล้วพี่ตือหรือแม่ทัพเทียนเผิงก็หายตัวไป
ผมหลับต่อจนถึงเช้า
ระหว่างที่กำลังกินแกงขี้เหล็กกับไข่เจียวฝีมือคุณแม่ น้องปรางก็โทรมา
“พี่วินฮะ เมื่อคืนปรางไม่ฝันถึงหมูตัวนั้นอีก”
“ดีจัง”
แหมก็แม่ทัพเทียนเผิงมาคุยกับผมตั้งนาน เลยไม่มีเวลาไปหาน้องปรางละสิ
“พี่วินทำอะไรเหรอฮะ”
“พี่ยังไม่ได้ทำอะไรเลย”
“แต่พอคุยกับพี่วินแล้ว ปรางรู้สึกดีขึ้นมากเลย”
“แหะ ๆ ก็ดีแล้ว เอ้อว่าแต่่ที่ผ่านมาปรางทำอะไรผิดบ้างไหม”
น้องปรางเงียบไปพักใหญ่
“ปรางไม่เข้าใจ พี่วินหมายถึงอะไร”
“ก็แบบว่าปรางทำอะไรผิดเกี่ยวกับหมูไหม”
คราวนี้น้องปรางเงียบไปนานจนผมนึกว่าวางสายไปแล้วเสียอีก
“พี่วินออกมาเจอปรางได้ไหม ที่ร้านเมื่อวานก็ได้”
“พักนี้ลูกเราเนื้อหอมจังนะพ่อ”
แม่ผมเปิดฉากแซว
“ใช่สิ คราวนี้เหมือนไม่ใช่หนูคัทย่าซะด้วย เชื้อพ่อมันแรง”
“อะไรคุณมีอะไร”
หลังจากนั่งดูพ่อโดนยำอยู่ครู่ใหญ่ ผมก็ขอตัวออกไปหาน้องปราง
“น้องปรางนี่ใครเหรอลูก”
“ญาติเ้าโต้งนะแม่”
“อ๋อ ระวังหนูคัทย่าโกรธนะ”
“ฮ่า ๆ ถ้าเป็อย่างนั้นก็ดีสิครับ”
คราวนี้น้องปรางนั่งรอผมอยู่ที่ร้านลุงหมานอยู่ก่อน บนโต๊ะมีสตรอว์เบอรี่ปั่นกับขนมปังสองสามก้อน
ลุงหมานยิ้มกริ่มเข้ามา
“มาพอดีเลยวิน แม่หนูมารออยู่สักพักแล้ว กาแฟเย็นเหมือนเดิมใช่ไหม”
หลังจากสูดกาแฟเย็นไปครึ่งแก้ว น้องปรางก็อ้อมแอ้มคุยกับผม
“ถามจริง ๆ ฮะ พี่วินรู้ได้ยังไงว่าปรางทำอะไรมา”
ผมคิดหนัก ครั้นจะบอกว่าผมคุยกับหมูเอ้ยตือโป๊ยก่ายได้ เธอจะว่าผมบ้าเสียก่อน
“เอาเป็ว่าพี่เป็พวกมี six sense นะครับ”
ผมแถสีข้างแดง ไม่รู้ว่าน้องปรางจะเชื่อไหม
น้องปรางนั่งคิดเหมือนกำลังตัดสินใจ
“เอ่อปรางขอไอติมอีกถ้วยก่อนได้ไหมฮะ”
เอาเข้าไปแม่คุณ
หลังจากจัดการไอติมช็อคโกแลตไปจนพอใจปรางก็เช็ดปากก่อนอธิบาย
“พี่วินอย่าบอกใครนะฮะ”
“ครับ”
“คือหลายเดือนก่อนปรางกับที่บ้านไปไหว้ศาลเ้ากันตอนที่พ่อแม้ไหว้ปรางเดินไปมาไปเจอหมาจรจัดตัวหนึ่งปรางสงสารก็เลยเอาลูกชิ้นให้มันกิน”
“ก็ดีนี่ครับ”
เป็คนใจดีเหมือนกันนะเนี่ย
“ปัญหาคือลูกชิ้นมันเผ็ด ปรางเลยหาน้ำมาให้มันกินด้วย ทีนี้แถวนั้นไม่มีขันปรางเจอชามอันนึงเลยใส่น้ำมาให้หมากิน”
“พี่ก็ยังไม่เห็นว่ามีอะไร”
“ชามอันนั้นมันวางอยู่หน้ารูปปั้นหมูนะสิฮะ”
“รูปปั้นหมู อย่าบอกนะว่าเป็ตือโป๊ยก่าย”
“ปรางไม่รู้จักหรอกฮะ แต่หมูตัวนั้นหน้าเหมือนหมูที่มาเข้าฝันปรางเลยจากนั้นปรางก็หิวเกือบตลอดเวลา ก็เลยกินเอา ๆ จนอ้วนอย่างนี้แหละฮะ”
น้องปรางเล่นเอาชามของแม่ทัพ์ไปใส่น้ำให้หมาซะแล้วมิน่าเล่าถึงถูกเคืองเอา
แล้วผมจะแก้ปัญหาให้น้องเขายังไงดีละเนี่ย
“แล้วหมูตัวนั้นบอกอะไรปรางบ้างไหม”
“ไม่เลยฮะ เอาแต่มายืนทำท่าโกรธแต่ไม่พูดอะไร”
อืม ไอ้เื่อย่างนี้ผมไม่ค่อยถนัดเสียด้วยจะทำยังไงกับคำสาบของพี่หมูของเราดี
“เราลองไปหาหมอดูกันไหมฮะ”
ปรางถาม
“อาจจะดีก็ได้ ว่าแต่ปรางรู้จักหมอดูเหรอ”
“แม่ชอบไปดูหมอบ่อย ๆ ฮะ”
ว่าแล้วผมกับปรางก็พากันไปหาหมอดูที่อยู่แถว ๆ บ้านของน้องปราง
“มีปัญหาเื่ความรักละสิ”
คำแรกที่ป้าหมอดูอายุราวห้าสิบทักผม
“เปล่าครับ ผมมาส่ง”
ป้าหมอทำท่าตีเนียนเหมือนไม่ได้ถาม รีบหันไปหาปรางทันที
“คุ้น ๆ แม่หนูนะเคยมาเหรอ”
“เคยมาส่งแม่ฮะ”
“อ๋อ แล้ววันนี้มาทำไม”
“เอ่อ”
ผมรีบจับแขนของปรางไว้
“น้องเขาฝันร้ายนะครับ ยายช่วยหาทางแก้ให้หน่อยได้ไหม”
“ยายมรึงสิ”
“อะไรนะครับ”
“เชิญนั่งจ๊ะ”
แหมแรง
“ป้าหมอดูให้ปรางแบมือแล้วทำท่าพินิจพิเคราะห์อยู่นาน”
“ฝันว่ายังไงเหรอหนู”
“ฝันถึงปีศาจวัวนะครับ”
ผมแทรก
ปรางหันมามองผมที่พยักหน้าให้
“นั่นไง ว่าแล้ว ตอนที่หนูเดินเข้ามาเหมือนมีวัวควายตามมาด้วย”
ผมแอบสะดุ้ง
“แต่ว่า”
“ไม่ต้องแต่ หนูต้องใช้ชุดเทียนแก้เคล็ดของป้าจุดก่อนนอนเจ็ดครั้งจะดีขึ้น”
“เท่าไหร่ครับ”
ผมถาม
“ชุดละสองร้อย”
หลังจากลากปรางออกมาจากร้านหมอดูอย่างลำบาก ผมก็พักเหนื่อย
“พี่วินไม่เชื่อป้าหมอหรือฮะ”
“ปรางเชื่อเหรอ”
“ไม่เชื่อั้แ่วัวแล้วละฮะ”
ปรางพูดพลางหัวเราะ ผมอดคิดไม่ได้ว่าปรางตอนผอมหน้าตาเป็ยังไง
“พี่ว่าเราคงพึ่งหมอดูลำบากแล้วละ เอาเป็ว่าปรางกลับบ้านไปก่อนพี่หาทางแก้ได้แล้วจะโทรไป”
“ขอบคุณพี่วินมากฮะ”