[ชาติก่อน]
“ประมุขหู สมาชิกพรรคชิวหลิงลู่กำลังมีเื่อยู่กับคนของพรรคมารในเมืองฉินขอรับ”
ก้งเยว่ที่ได้ยินการรายงานร้อนรนของหนึ่งในสมาชิกพรรคถึงกับต้องวางเอกสารในมือก่อนจะรีบสาวเท้านำหน้าไปตามสถานที่เกิดเหตุในคำเล่า
หุบเขาซิงซิงเป็ที่ตั้งของพรรคชิวหลิงลู่และค่อนข้างกว้างใหญ่ กว่าที่ก้งเยว่และผู้ติดตามจะลงจากเขาก็ใช่เวลาอยู่พักใหญ่ทำให้สถานการณ์บานปลายเพราะไม่มีคนห้ามปราม อย่าว่าแต่ชาวบ้านหรือคนในเมืองฉินขนาดศิษย์ร่วมสำนักของทั้งสองยังไม่สามารถเข้ามาหยุดได้
ลมหมุนวนบวกกับฝุ่นตลบอบอวลเบื้องหน้าก้งเยว่ทำให้เขารีบเร่งวิชาตัวเบาออกไปด้วยความเร็วเกินกว่าที่ผู้ติดตามคนอื่นจะตามทัน
“หยุด” น้ำเสียงนิ่งแต่แข็งกร้าวของก้งเยว่ทำให้สมาชิกชิวหลิงลู่หยุดชะงักกลางคันเพราะเกรงกลัวคำสั่งประมุขพรรคเว้นเสียแต่ฝ่ายตรงข้ามที่เตรียมจะแทงเจียอีเมื่อเห็นช่องว่าง
ปึก
ไม่ทันไร หนึ่งในสมาชิกพรรคมารก็ล้มลงไปกลิ้งบนพื้นเพราะก้งเยว่ที่เข้ามาบังให้สมาชิกพรรคของตนแม้ในมือจะใช้เพียงฝักกระบี่
“ข้าบอกให้หยุด” สายตาไร้อารมณ์ของท่านประมุขหูทำเอาผู้คนรอบข้างต่างพากันขนลุกซู่
ก้งเยว่ประเมินสภาพาแทั้งสองฝ่ายแม้จะดูยับเยินแต่ก็ไม่ถึงขั้นสาหัส เขารีบคลี่คลายความตึงเครียดโดยการเดินไปอธิบายความเข้าใจผิดแก่ชาวบ้านและผู้คนในเมืองที่กำลังหวาดกลัว
“ขอบคุณประมุขหูที่เมตตา” สิ้นสุดการอธิบาย เสียงชาวบ้านแซ่ซ้องประมุขหู เขายังคงวางท่าทีดุจคุณชายที่อ่อนน้อมกับคนทุกชนชั้นแต่สายตากลับไปออกคำสั่งผู้ติดตามคนอื่นอย่างรู้ความ
คนอื่น ๆ ในพรรคต่างพากันกลับหุบเขาซิงซิงรวมไปถึงคนของพรรคมารที่ถูกรวบตัวกลับไปด้วยโดยมีก้งเยว่คอยพูดคุยและเบี่ยงความสนใจของเหล่าชาวเมือง
เมื่อแน่ใจแล้วว่าตัวสร้างความวุ่นวายถูกพาตัวกลับพรรคจนหมด ก้งเยว่ขอตัวกลับเช่นกัน เรียกคนสนิทอย่างเฟ่ยฮุยเข้ามาถามเื่ราวเบื้องต้น
หลายวันก่อนเกิดการสังหารครอบครัวตระกูลเหมย เป็ข่าวฉาวไปทั่วทุกแคว้นเพราะชื่อเสียงด้านการค้าของตระกูลที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ประมุขพรรคแต่กลับเกิดเื่สลดเยี่ยงนั้น
“ทำไมเ้าคิดว่าศิษย์ของพรรคมารผู้นี้เป็คนทำ” ก้งเยว่นั่งเหยียดตรงบนเก้าอี้ประมุขพรรคอย่างน่าเกรงขามมองตรงไปยังเจียอีตัวตนเื่ที่นั่งคุกเข่ากับพื้นทั้งาแ
“ใคร ๆ ก็รู้ว่าพรรคมารนั้นไร้คุณธรรม จะมีใครทำเื่เช่นนี้ได้นอกจากพวกมัน” ศิษย์ของชิวหลิงลู่พูดพร้อมสายตาเหยียดไปยังคู่กรณีข้าง ๆ
“พรรคคุณธรรมจอมปลอม ดีแต่กล่าวหาคนอื่น” เฟิงเหมียนคนของพรรคมารไม่รอให้ถูกใส่ความข้างเดียว
“ไร้มารยาท ท่านประมุขยังไม่ให้พูด” เฟ่ยฮุยฟาดหลังคนไม่รู้กาลเทศะไปหนึ่งทีก่อนจะหันไปมองหน้าประมุขหู
“แม้เขาจะไม่ได้เป็คนทำ แต่หลักฐานจากทางการก็บอกชัดเื่วิชามารบนศพของตระกูลเหมย” เจียอีได้ทีรีบออกหน้าออกตา
“พรรคมารมีตั้งมาก ทำไมต้องกล่าวหาข้า” เฟิงเหมียนไม่ยอมแพ้แม้จะถูกฟาดกลางหลังรอบที่สอง
“ศิษย์ในพรรคเลวเช่นไร พรรคก็เลวเช่นนั้น” เจียอียังไม่หยุดแสดงความเห็นที่ตนเกลียดชังพรรคมาร
“พอ” ก้งเยว่รำคาญจะฟังเื่ไร้สาระไม่มีมูลลุกขึ้นจากที่ประทับของผู้นำสาวเท้าผ่านตัวต้นเื่ทั้งคู่
“ท่านประมุขไปไหนขอรับ” เฟ่ยฮุยร้องทัก
“ข้าจะไปสืบหาความจริง จับทั้งคู่ขังไว้ก่อนข้าจะกลับมา” ก้งเยว่สั่งเด็ดขาด
“ทำไม้ข้าถึงถูกขังด้วยล่ะขอรับท่านประมุข” เจียอีหน้าถอดสีเมื่อได้ยิน
“จริงอย่างเ้าว่า ศิษย์ในพรรคเป็หน้าเป็ตาของพรรค เ้ากล่าวหาผู้อื่นเพราะอคติส่วนตัวข้าต้องลงโทษไม่ให้เป็เยี่ยงอย่าง” จบคำตัดสินเ็า ก้งเยว่รีบเดินออกจากที่แห่งนั้นทันทีคร้านฟังคำแก้ตัว
เขาใช้วิชาตัวเบาลงจากหุบเขาซิงซิงและมุ่งตรงไปยังแม่น้ำจูในป่าลึก บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัด นาน ๆ จะมีเสียงใบไม้กระทบเพราะลมพัด
เดินเข้าไปลึกขึ้น ก้งเยว่เริ่มได้ยินเสียงน้ำไหลแสดงให้เห็นว่าใกล้ถึงแม่น้ำจูเต็มที ยิ่งเข้าไปใกล้เสียงน้ำไหลยิ่งชัดขึ้นและพบเข้ากับร่างของชายที่กำลังทอดสายตามองกระแสน้ำ
“มีเื่หรือ” หลิวเหว่ยเอ่ยถามอีกฝ่ายเมื่อเห็นใบหน้าไม่ร่าเริงเหมือนปกติ
“พี่หลิวรอนานหรือไม่” ก้งเยว่เดินไปประชิดหลังอีกฝ่ายก้มหน้าก้มตาเอาหัวดันอกแกร่ง
“ไม่นาน”
“...”
“มีอะไร” หลิวเหว่ยยกมือประคองใบหน้าหวานขึ้นมาสบตาและคาดหวังคำตอบ
“พี่หลิวรู้เื่ตระกูลเหมยรึเปล่า” ก้งเยว่ถามออกไปตรง ๆ มองเงาสะท้อนตัวเองในดวงตาดำสนิทของคนสูงกว่า
“...” หลิวเหว่ยปล่อยมือจากใบหน้านุ่มนิ่มโน้มตัวลงนั่งบนโขดหิน
“?” ก้งเยว่มองมือหนาที่เปลี่ยนมาจับมือเขาและดึงเบา ๆ ให้นั่งลงข้าง ๆ
“หลักฐานบนศพของตระกูลหลิวเป็วิชาจากพรรคข้าจริง” หลิวเหว่ยพูดพร้อมยกมืออีกฝ่ายมาไว้บนตักและลูบไปมา
“...” ก้งเยว่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะซบหัวลงบนไหล่หนาทอดมองกระแสน้ำ
“ข้ากำลังเร่งหาตัวการอยู่”
“คนในพรรคข้าใช้โอกาสนี้เล่นงานพี่หลิวแน่” น้ำเสียงไม่สบายใจของก้งเยว่ทำให้หลิวเหว่ยปวดใจไปด้วย
“เอาล่ะ ๆ นาน ๆ เจอกัน อย่าคุยเื่นี้เลย” ประมุขหลิวหันมาประคองใบหน้าหวานบูดบึ้ง
“...” ถึงจะพูดเช่นนั้นก็ไม่ทำให้เขาหายกังวลไปได้เลย คิ้วของก้งเยว่ยังคงขมวดเป็ปม
“ข้าหิวแล้ว” หลิวเหว่ยพูดขัดเื่ตึงเครียด
“ข้าไม่ได้หยิบอะไรติดมาด้วย ไปหา..” ยังพูดไม่ทันจบ ริมฝีปากของทั้งคู่ัักันแ่เบาแต่ไม่นานความกระหายในใจเขากลับปะทุออกมา ส่วนก้งเยว่แทนที่จะผลักออกกลับยืดแขนขึ้นสูงคล้องรอบคอหนาแน่นพร้อมทั้งเผยอปากรับการรุกล้ำและหลับตาลง
ไม่นานลิ้นร้อนสอดผ่านริมฝีปากบางคู่นั้น หลิวเหว่ยพยายามใช้ลิ้นลอดผ่านไรฟันประหนึ่งกำลังควานหาบางสิ่ง เขาเพิ่มความหนักหน่วงของการบดขยี้ริมฝีปากให้แรงขึ้น ริมฝีปากที่เคยซีดของก้งเยว่เริ่มแดงขึ้นจากการถูกขบและกัดจากคน้า
“อื้อ พี่หลิว” คนถูกกัดส่งเสียงเบา ๆ ออกมาจากลำคอเปลือกตาลืมขึ้นคล้ายจะทักท้วงบางสิ่ง
“?” หลิวเหว่ยผละริมฝีปากออกส่งสายตาถามว่าติดขัดสิ่งใด
“พวกเราอยู่กลางแจ้ง” คำพูดตะกุกตะกักบวกกับใบหน้าแดงจัดของก้งเยว่ทำเอาคนฟังอารมณ์ดี
“ฮ่า ๆ ๆ ทำไมรึ ถ้าเ้ากลัวว่าพื้นหินทำให้หลังเ้าเจ็บ เ้าก็เป็ฝ่ายขึ้นบนข้าเสีย”
“หลิวเหว่ย! ข้าไม่ได้พูดถึงเื่นั้น!
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ”
[ปัจจุบัน]
ก้งเยว่เคาะหัวตัวเองเบา ๆ สะบัดอาการเมาค้างรีบตั้งสติมองพี่หลิวบนหลังม้าเบื้องหน้า
รุ่งเช้าของวันนี้เขาตื่นมาบนเตียงในห้องของพี่หลิวแต่พี่หลิวไม่อยู่ในห้อง เมื่อถามก็ไม่ตอบอะไรแถมยังเงียบใส่เขามาั้แ่ออกจากโรงเตี้ยมแล้ว
พยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเมื่อคืนทำอะไรลงไปบ้างเพราะฤทธิ์ของสุราทำให้เมาทั้งเมื่อวานแถมยังส่งผลต่อวันนี้อีกต่างหาก
ใจอยากชวนหลิวเหว่ยคุยแต่ร่างกายกลับต่อต้านและบอกให้สงบปากสงบคำไม่เช่นนั้นจะอาเจียนของในท้องออกมา ทำให้เขาขี่ม้าเงียบ ๆ อย่างคนสลดหดหู่ตามไปช้า ๆ
คนนำทางเองก็รู้สภาพร่างกายคนตามจึงไม่เร่งฝีเท้าแถมยังชำเลืองมองเป็ระยะ ๆ แม้จะอยากให้หยุดพักแต่คงจะดีกว่าหากดำเนินการเื่เข้าเป็ศิษย์ให้เสร็จเพราะหลังจากนี้เขายังมีเื่วุ่นวายให้จัดการอีกมาก
“เ้ารอตรงนี้ก่อน” หลิวเหว่ยหยุดม้าพร้อมทั้งหันมาอธิบาย ตัวเขาจะต้องเข้าไปชี้แจงรายละเอียดกับผู้าุโและท่านประมุขเื่รับก้งเยว่เข้าสำนักกลางคัน
“พี่หลิวจะทำเช่นไร”
“ข้าจัดการเอง เ้ารออยู่ตรงนี้สักพัก หากไม่ไหวก็ลงไปนั่งพักใต้ต้นไม้เสียก่อน” หลิวเหว่ยพูดจบก็รีบพุ่งตัวออกไปแทบจะทันที
ก้งเยว่ทำตามคำแนะนำอย่างว่าง่ายลงจากหลังม้า ล่ามมันไว้ให้มั่นส่วนตัวเขาลงไปนั่งพิงต้นไม้เพราะหนักหัวเต็มที
เปลือกตาทั้งสองข้างหนักแต่ยังพยุงมันไว้เนื่องจากไม่ใช่สถานที่คุ้นเคยและอันตรายมากสำหรับเขาที่ห้อมล้อมไปด้วยผู้คนจากพรรคมาร
ท้องฟ้าวันนี้ไม่ปลอดโปร่ง มันอึมครึมไปด้วยหมู่เมฆที่กำลังลอยขยับไปอย่างช้า ๆ ชวนให้จินตนาการถึงเื่เพ้อฝัน
“เ้าน่ะ”
“?” เสียงหวานของสาวสักคนดังขัดความเพลิดเพลินในการเหม่อลอยของเขา
“เ้าใช่ก้งเยว่รึเปล่า” ผู้ถามคือเฟ่ยหรันหนึ่งในสหายคนสนิทที่สุดของประมุขหลิวในชาติก่อน
“...”
“หูหนวกรึไง ข้าถามว่าเ้าใช่ก้งเยว่ไหม” เฟ่ยหรันเริ่มไม่พอใจพร้อมทั้งเท้าเอวจ้องเขม็งมองไปยังคนที่ทำหน้าเล่อล่าอยู่ใต้ต้นไม้
“ข้าเอง” ก้งเยว่ประคองหัวหนัก ๆ ให้ตัวเองยืนขึ้นก่อนจะคำนับให้เธออย่างเป็มิตร
“ศิษย์พี่หลิวให้ข้ามารับเ้า” พูดจบนางก็หันหลังเดินนำไปทันที มารยาทเดียวกับศิษย์พี่นางไม่มีผิด
“รอข้าด้วย” ก้งเยว่ลุกขึ้นโอนเอนไปแกะเชือกล่ามม้าและจูงตามนาง
“...” นางไม่พูดอะไรแต่แอบทำเสียงกระฟัดกระเฟียดเบา ๆ ให้พอได้ยิน
“แล้วพี่หลิวอยู่ไหน” เขาเร่งฝีเท้ามาเทียบข้างเฟ่ยหรันแล้วแอบชำเลืองมองนางเล็กน้อย
“ข้าไม่รู้”
“ข้าชื่อ ก้งเยว่” ไม่รู้ว่าตนทำอะไรให้อีกฝ่ายไม่พอใจหรือไม่แต่มองพฤติกรรมนางแล้วไม่เข้าใจเท่าไหร่นัก
“...” นางไม่ตอบสนองเขาเลย ยังคงเดินนำต่อไป
“ไม่ทราบว่าแม่นางชื่อ?”
“ฝากม้าไว้ตรงนี้” เฟ่ยหรันไม่ตอบคำถามแถมยังพูดจาห้วน ๆ ใส่อีกต่างหาก
ก้งเยว่คร้านจะใส่ใจเพราะหนักกระบาลมากพออยู่แล้วทำเพียงถอนหายใจและทำตามที่นางพูดอย่างว่าง่าย เมื่อมองไปรอบ ๆ และแน่ใจแล้วว่าม้าตัวโปรดของเขาจะปลอดภัยและอยู่สุขสบายก็รีบพาเข้าคอกและตามเฟ่ยหรันไปอีกรอบ
จากที่ไม่เห็นใครแต่พอเดินเข้าเขตสำนักก็เริ่มสบตาเข้ากับศิษย์ในสำนักที่แปลกใจกับคนนอกอย่างเขา ยอมรับว่าเขาตื่นเต้นไม่น้อยกับเหตุการณ์นี้ มันไม่เหมือนกับยามที่ตนเป็ประมุขเลยสักนิด
เฟ่ยหรันพาเลี่ยงเส้นทางคนเยอะเพื่อมุ่งตรงไปยังอาคารใหญ่ของท่านประมุขและผู้าุโ หน้าประตูบานใหญ่มีคนเฝ้าเรียงไปตามขั้นบันไดแต่ยังไม่ทันที่ทั้งคู่จะได้เข้าไปภายในประตูบานใหญ่ตรงหน้ากลับเปิดออกพร้อมกับร่างหลิวเหว่ย
“พาเขาไปที่พัก” หลิวเหว่ยพูดกับเฟ่ยหรันโดยไม่แม้จะสนใจก้งเยว่เลยสักนิด
“ไม่ต้องเข้าพบท่าน..”
“ไม่ต้อง ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว” เขารีบแย้งขึ้นทันทีก่อนจะเดินผ่านทั้งคู่ไปโดยไม่แม้แต่จะสบตากัน
ใบหน้าเรียบนิ่งไร้ความรู้สึกของหลิวเหว่ยทำเอาก้งเยว่ใจหายวาบแม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าใจคอพี่หลิวยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นเ็าแค่ไหนก็ตามแต่เมื่อเจอเข้าเต็ม ๆ กลับอยากจะร้องไห้ออกมาเสียให้ได้
“เป็อะไร ตามข้ามา” เฟ่ยหรันเสียงดังขึ้นเมื่อเห็นว่าที่ศิษย์น้องยื่นนิ่งค้างมองตามหลังหลิวเหว่ยไกลออกไป
เขารีบสะบัดความน้อยใจออกจากหัวหนัก ๆ สาวเท้าตามหญิงสาวไปภายใต้สายตาอยากรู้อยากเห็นของศิษย์คนอื่นที่พบเจอ
“ปกติพี่หลิวนิสัยเช่นไร” ก้งเยว่ไม่ใคร่สนใจใครเลยนอกว่าท่าทางเ็าของหลิวเหว่ยที่เจอเมื่อครู่
“นึกว่ารู้จักกัน?” เฟ่ยหรันขมวดคิ้วถามคนที่เดินตาม
“ก็ไม่เชิงหรอก”
“แล้วตกลงเป็เช่นไร”
“อย่าถามมาก ถึงห้องเ้าแล้ว” เฟ่ยหรันไม่รู้ไปหัวเสียมาจากไหนถึงได้พาลใส่ก้งเยว่ไม่เลิก ั้แ่พบหน้ากันแล้ว
“...” ก้งเยว่ก้าวเท้าเข้าไปในห้องแคบ ๆ และที่สำคัญมันเป็ห้องรวมกับศิษย์อื่น เขามองเตียงว่างเปล่าเบื้องหน้าก่อนจะเหล่ตามองเตียงข้าง ๆ แล้วพบว่ามันเป็อุปกรณ์เครื่องใช้ของผู้หญิง
“ข้านอนกับผู้หญิงเหรอ” น้ำเสียงตะกุกตะกักของก้งเยว่คล้ายรู้คำตอบอยู่แล้วเพียงแค่อยากย้ำให้แน่ใจ
“คิดว่าข้าอยากนอนกับเ้ารึไง” เฟ่ยหรันหัวเสียแสดงอาการกระฟัดกระเฟียดกว่าเก่า
“เป็เ้า?” ก้งเยว่ใหนักกว่าเก่า
“ข้าไม่รู้ว่าเ้าไปพูดเช่นไรกับศิษย์พี่ แต่จะมาไล่เพื่อนข้าออกเหมือนหมูเหมือนหมาแล้วเอาเ้าเข้ามาแบบนี้ ข้าไม่ยอมรับ” เฟ่ยหรันโกรธสุดขีดจ้องอีกฝ่ายราวกับเป็ศัตรู
‘ทำไมพี่หลิวให้ข้ามานอนกับนาง’