“ท่านผู้าุโ ข้าพเ้าโจวเจียอี้เป็หนี้บุญคุณแก่ท่านแล้ว ข้าต้องชดใช้อย่างไรจึงจะหมด” เด็กน้อยโจวเจียอี้กล่าวอย่างไร้เดียงสา
“ทดแทนบุญคุณงั้นหรอ เจียเอ๋อร์เ้าเป็เพียงแค่เด็กน้อยจะตอบแทนบุญคุณข้าได้ยังไง” กัวจงซินกล่าว
โจวเจียอี้เดินไปหยิบชาในครัวมารินใส่ถ้วยและนำมันมามอบให้แก่กัวจงซิน จากนั้นเขาจึงนั่งลงและบีบนวดให้แก่ท่านผู้าุโก่อนจะกล่าวว่า “ถ้าข้าพเ้าทำแบบนี้จะถือว่าทดแทนบุญคุณได้หรือไม่”
“เจียเอ๋อร์ เ้านี่มันเป็เด็กน้อยจริงๆ เอาล่ะๆ ถ้าอยากจะตอบแทนบุญคุณข้านัก ข้าก็จะให้เ้าได้ตอบแทนอย่างสมใจปราถนา” กัวจงซินกล่าว ก่อนจะพูดต่อว่า “เ้าอยากล้างแค้นให้บิดาเ้ามั้ย”
โจวเจียอี้พยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าพเ้าโจวเจียอี้อยากล้างแค้นให้ท่านพ่อ”
“ข้าเองก็อยากล้างแค้นด้วยเช่นกัน งั้นเอาอย่างงี้มั้ย ข้าจะให้เ้าทดแทนบุญคุณข้า โดยการไปล้างแค้นให้พ่อของเ้าแทนข้า” กัวจังซินกล่าว
โจวเจียอี้ลุกขึ้นและพูดว่า “ข้าพเ้าจะทดแทนบุญคุณท่าน และก็จะล้างแค้นให้ท่านพ่อด้วย” เมื่อกล่าวจบประโยคโจวเจียอี้ก็วิ่งตรงไปยังหน้าประตูทันที
“ข้าก่อนเ้าหนูน้อย” กัวจงซินพูดเพื่อหยุดโจวเจียอี้ไว้ และกล่าวต่อว่า “เ้ารู้แล้วหรอว่าศัตรูของพ่อเ้าเป็ใคร”
โจวเจียอี้หยุดวิ่งที่หน้าประตู และหันมาพูดว่า “ข้าพเ้าไม่รู้”
“แล้วอีกอย่างหนึ่ง ถึงเ้าจะรู้ เ้าก็สู้เขาไม่ได้อยู่ดี มานี่ ให้ข้าเป็อาจารย์สอนวิชาให้แก่เ้า เมื่อเ้าเก่งกล้าสามารถเมื่อไหร่ค่อยออกไปล้างแค้นให้พ่อเ้าดีมั้ย” กัวจงซินพูด
โจวเจียอี้วิ่งกลับมาหากัวจงซินและพูดว่า “ท่านสอนข้าพเ้า ข้าพเ้าเรียน” จากนั้นเขาก็วิ่งไปทางมารดาและพูดว่า “ท่านแม่ ท่านผู้าุโจะฝึกวิชาให้ข้า”
เปาหวงหลานมองดูลูกชายที่หายจากอาการป่วยอย่างเอ็นดูและพูดว่า “เ้าจงไปคุกเข่าขอเป็ศิษย์กับอาจารย์เ้าเถิด”
โจวเจียอี้พยักหน้าก่อนจะกลับมาคำนับเรียกผู้าุโแซ่กัวเป็อาจารย์ ก่อนที่กัวจงซินจะพูดว่า “ถ้าเ้าอยากจะเป็ศิษย์ข้า คืนนี้จงไปหาข้าบนยอดเขา หากเ้ากล้าไปหาข้าบนยอดเขาคนเดียว ข้าจะรับเ้าเป็ศิษย์”
เมื่อฟ้ามืดลง กัวจงซินนั่งรอลูกชายของโจวเที้ยนเปียอย่างจิตใจจดจ่อ บนหน้าผาชันที่ตั้งอยู่บนยอดเขา เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม กัวจงซินได้แต่ส่ายหน้าพลันคิดในใจว่า ‘เ้าเด็กนี่สงสัยจะใจเสาะ ไม่กล้าหาญอย่างเช่นบิดามันเอาซะเลย’
ทันทีที่กัวจงซินถอดใจก็มีเสียงดังขึ้นมาว่า “ท่านผู้าุโ ข้ามาหาท่านแล้ว ท่านอยู่ที่ใด”
กัวจงซินจำได้ทันทีว่าเป็เสียงของโจวเจียอี้ จึงชะโงกหน้ามองลงไปยังเบื้องล่างและพูดด้วยเสียงอันดังว่า “ข้าให้เ้าขึ้นมายังยอดเขา ตรงที่เ้าอยู่มันใช่ยอดแล้วรึ”
“แต่นั่นมันบนหน้าผา ข้าจะขึ้นไปได้อย่างไร” โจวเจียอี้พูด
“มันก็แล้วแต่เ้าจะหาทางขึ้นมาได้อย่างไร” กัวจงซินพูด
“แล้วท่านขึ้นไปได้ยังไง หากท่านทำให้ข้าดู ข้าก็จะได้ทำตามได้ถูกต้อง” โจวเจียอี้พยายามถาม
กัวจงซินมองลงไปเบื้องล่างพลันคิดในใจว่า ‘เ้าเด็กนี้นึกว่าจะซื่อๆ เหมือนพ่อของมัน ที่ไหนได้กลับมีแววเ้าเล่ห์เพทุบาย หลอกถามเคล็ดลับข้า ข้าก็จะสงเคราะห์ให้มันดู’
กัวจงซินลอยลงมาจากหน้าผาอย่างช้าๆ ก่อนจะเหยีบลงบนพื้นอย่างบางเบา สร้างความสงสัยให้โจวเจียอี้พอสมควร ก่อนจะพูดว่า “เอาล่ะ เ้าจงดูให้ดี หากคิดว่าทำตามได้ก็จงทำซะ” เมื่อกล่าวจบ กัวจงซินก็ะโไต่หน้าผาด้วยขาทั้งสองข้างด้วยวิชาตัวเบาที่แฝงไปด้วยกำลังภายในอันล้ำลึกจนขึ้นไปสู่ยอดผา
โจวเจียอี้อ้าปากค้างก่อนจะกล่าวว่า “ท่านลอยขึ้นไปอย่างนี้ ข้าพเ้าทำไม่ได้หรอก”
“งั้นเ้าก็จงรีบปีนขึ้นมาให้เร็วไว” กัวจงซินพูด
โจวเจียอี้ค่อยๆ จับ ค่อยๆ ปีนหน้าผาขึ้นไปทีละน้อย ปีนไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ร่วงหล่นลงพื้นเบื้องล่าง เขาพยายามอยู่นานกว่าครึ่งชั่วยาม กัวจงซินทนความรำคาญไม่ได้จึงะโลงมาและจับตัวเขาไว้และพาขึ้นไปบนยอดผานั้น
“ครั้งนี้เป็ครั้งแรก ข้าจะอภัยให้เ้า แต่ครั้งหน้าเ้าจงขึ้นมาเองให้ได้” กัวจงซินพูด
“ขอบพระคุณท่านอาจารย์ ครั้งหน้าข้าจะต้องปีนขึ้นมาให้ได้” โจวเจียอี้พูด
“เอาล่ะ เ้าจงมานั่งบนโขดหินข้างๆ ข้า และจงตั้งจิตทำสมาธิให้ตั้งมั่น ข้าจะพาเ้ากำหนดลมหายใจเพื่อควบคุมลมปราณ” กัวจงซินพูด
โจวเจียอี้ยังเด็กนักจึงไม่ค่อยเข้าใจสิ่งที่อาจารย์้าจะสื่อ แต่ก็ทำตามโดยไม่มีข้อแม้แต่อย่างใด
ในคืนเดียวกันทางตอนเหนือของแผ่นดินต้าเล้ง(อาณาจักรสมมติ) บริเวณนั้นปัจจุบันมีพรรคฝ่ายอธรรมพรรคหนึ่งที่เรืองอำนาจขึ้นมาบนบังรัศมีของพรรคเปลวอัคคี นั่นคือพรรคโลหิตดำ ที่มีพยัคฆ์เหนือคาบดาบบ้าเืนามว่า จ้าวจินไห่ เป็ประมุขสูงสุด เขาขึ้นเป็ประมุขแทนบิดาั้แ่ยังหนุ่ม และหลังจากที่กัวจงซินหายตัวไปจนทำให้พรรคเปลวอัคคีอ่อนกำลัง ก็เป็เขาที่พาพรรคโลหิตขึ้นมาเป็อันดับหนึ่งของพรรคฝ่ายอธรรม
“ท่านประมุข! ท่านประมุข! กิมเพ็กเงียมพาพรรคหงส์เหินฟ้าบุกเข้ามาแล้ว” ศิษย์พรรคโลหิตดำคนหนึ่งกล่าวด้วยหน้าตาร้อนรน