ยุคปัจจุบัน
หลี่เยว่ซิน เรียนจบมาได้ 3 เดือนแล้ว พยายามส่งจดหมายสมัครงานไปหลายๆ ที่ แต่ก็ยังไม่มีที่ใดติดต่อกลับมา ทุกวันนี้นอกจากรายได้อันน้อยนิดที่พี่ชายพี่สาวมอบให้ เธอยังมีรายได้จากการทำงานพิเศษหรืองานพาร์ทไทม์เหมือนสมัยที่เธอยังเรียนอยู่อีกทางหนึ่ง
หลี่เยว่ซินเป็หญิงสาวรูปร่างบอบบาง หน้าตาน่ารักสดใส เมื่อใครมองเห็นใบหน้าเธอที่มักประดับไปด้วยรอยยิ้มก็จะทำให้รู้สึกสบายใจ หลี่เยว่ซินเป็ลูกคนสุดท้อง เธอมีพี่ชายและพี่สาวฝาแฝดที่อายุห่างจากเธอ 15 ปี พี่ชายและพี่สาวไม่ได้มีความรักให้กับน้องสาวตนเองนัก เนื่องจากเยว่ซินเป็เด็กที่พ่อแม่รับมาเลี้ยง เื่นี้เยว่ซินมารู้ในภายหลัง หลังจากที่พ่อกับแม่เสียชีวิตแล้ว ด้วยความที่อายุห่างกันมาก ทำให้พ่อแม่รักและเอาใจใส่ในตัวเยว่ซินมากกว่า พวกเขาจึงรู้สึกอิจฉาและชอบรังแกเธอบ่อยๆ
เมื่อพ่อแม่เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุ มรดกที่ทิ้งไว้ให้มีพี่ชายและพี่สาวเป็ผู้ดูแล แต่ก็นั่นล่ะนะชีวิต เงินอยู่ในมือใครคนนั้นเป็ใหญ่ เยว่ซินจะได้รับเงินก็เพียงค่าเทอมและค่าครองชีพเดือนละเพียงน้อยนิดจากพวกเขาเท่านั้น เหตุผลเพราะเมื่อก่อนเยว่ซินยังไม่บรรลุนิติภาวะยังไม่สามารถจัดการกับมรดกในส่วนของตนเองได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปพี่ชายและพี่สาวก็ทำลืม หรือบ่ายเบี่ยงเมื่อเธอพูดถึงเงินมรดกก้อนนี้ขึ้นมา เพราะพวกเขาคิดอยู่เสมอว่าหลี่เยว่ซินไม่ควรมีสิทธิ์ในมรดกกองนี้ เืเนื้อเชื้อไขที่แท้จริงก็ไม่ใช่ แล้วทำไมพวกเขาจะต้องแบ่งเงินให้กับเธอด้วย แต่พวกเขาก็ยังไม่มีวิธีการที่จะจัดการได้ เพราะพ่อกับแม่ได้เขียนพินัยกรรมแบ่งสมบัติไว้อย่างชัดเจน นอกเสียจากว่าหลี่เยว่ซินจะสละสิทธิ์การรับมรดกกองนี้เอง
ปีนี้เธอเรียนจบแล้ว และยังหางานทำไม่ได้ แต่เธอก็อยากมีเงินไว้เป็ทุนในการดำเนินชีวิต เธอจึงตัดสินใจโทรไปคุยกับหลี่เยว่เล่อพี่สาวของเธอ เมื่อทราบเหตุผลที่เธอโทรไปพี่สาวของเธอก็ปฏิเสธทั้งที่ยังฟังเธอพูดไม่จบและวางสายไปทันทีด้วยความโมโห
ในวันหยุดสุดสัปดาห์ หลี่เยว่ซินตัดสินใจเดินทางไปหาหลี่เยว่หลางพี่ชายของเธอที่บ้านพัก พี่ชายของเธอเป็ครูสอนอยู่โรงเรียนประถมเขตชานเมือง เขาแต่งงานแล้วและมีลูกสาว 1 คน หลี่เยว่หลางไม่ได้แสดงออกอะไรมากนักกับการมาพบของน้องสาว
“พี่ชายคะ ฉันมีเื่รบกวนค่ะ” เยว่ซินพูดพลางมองหน้าพี่ชายของเธอ
“เธอ้าให้ช่วยอะไร” พี่ชายกล่าวพร้อมกับก้มหน้าอ่านหนังสือในมือของเขาด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ
“ฉันทราบว่าพ่อแม่ทิ้งมรดกไว้ให้ “หลี่เยว่ซินก้มมองมือตนเองที่ประสานกันอยู่เบื้องหน้า “ตอนนี้ฉันเรียนจบแล้ว ฉันกำลังมองหาลู่ทางชีวิตของตัวเอง ฉันอยากมีเงินทุนไว้ตั้งตัวสำหรับอนาคตของตัวเอง ฉันจำได้ว่าพ่อกับแม่ทิ้งมรดกไว้ให้ฉันจำนวนหนึ่ง แต่พี่ไม่ต้องกังวลนะคะ ฉัน้าเงินเพียงแค่ 200,000 หยวนเท่านั้น ฉันไม่ได้้าอะไรไปมากกว่านี้ค่ะ”
พี่ชายเธอขมวดคิ้ว พร้อมกับเอ่ยว่า “เธอ้าเพียงแค่เงินจำนวนนี้เท่านั้นหรือ” ในความเป็จริงมรดกที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้พวกเขานั้นมีมากมาย เพราะพ่อของพวกเขาทำธุรกิจมากมายหลายอย่าง แค่รอเก็บกินดอกเบี้ย ค่าเช่า หรือผลประโยชน์อื่น พวกเขาสามพี่น้องก็แทบไม่ต้องทำอะไรแล้ว
หลี่เยว่ซินกลั้นลมหายใจเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนคลายตัวเองแล้วกล่าวว่า “ฉันไม่้าอะไรมากมายหรอกค่ะ ฉัน้าเพียงแค่ 200,000 หยวนเท่านั้น พี่จะให้ทนายความร่างสัญญาขึ้นมาก็ได้ว่าเมื่อฉันได้รับเงินจำนวนนี้ไปแล้ว เงินมรดกที่เหลือ ฉันจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมันอีก”
พี่ชายเธอไม่ตอบรับในทันที หลี่เยว่ซินจึงขอตัวกลับ
ผ่านไป 1 สัปดาห์เธอได้รับโทรศัพท์จากสำนักงานกฎหมายซึ่งเป็ตัวแทนของพี่ชายและพี่สาวเธอ เื่การไปลงนามในเอกสารเพื่อรับเงิน 500,000 หยวน และลงนามในเอกสารสละการรับมรดกส่วนที่เหลือ หลี่เยว่หลางเพิ่มเงินให้จากจำนวนเดิมที่เธอขอ เนื่องจากยังเห็นถึงความสัมพันธ์ที่หลี่เยว่ซินได้มอบความสุขและดูแลพ่อกับแม่ของพวกเขามาหลายปี หลังจากได้รับเงินจำนวนนี้หลี่เยว่ซิน และพี่ชายพี่สาวก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย เธอไม่รู้ว่าพี่ชายพี่สาวเธอรู้สึกอย่างไร แต่สำหรับเธอนั้นพวกเขาคือครอบครัวเดียวของเธอ เธอยังรักและเคารพพวกเขาอยู่เสมอ
ในระหว่างที่รอหนังสือตอบรับการสมัครงาน หลี่เยว่ซินพยายามศึกษาถึงลู่ทางที่จะประกอบธุรกิจเล็กๆ ของตนเอง เริ่มแรกก็ซื้อหนังสือมาศึกษาเองไม่ว่าจะเป็ตำราอาหาร ตำราทำขนม ตำราเครื่องดื่ม ตำราสมุนไพร สุดท้ายก็ไปลงเรียนทำอาหารและทำขนมมันซะเลย เพราะอ่านและนำมาทำเองอย่างไรก็ไม่สู้มีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำอยู่ดี
………………………………………………………………
“ฮัลโหล สาวน้อย” หลี่เยว่ซินรับสาย หลังจากเห็นปลายสายคือใคร
“อยู่ไหนน่ะ หายไปนานเลยนะ คิดจะติดต่อมาหาฉันบ้างไหม ฉันติดต่อเธอยากมากเลย” โจวฮุ่ยหลิง เพื่อนสนิทที่สุดของหลี่เยว่ซิน คบกันมาั้แ่ประถม เป็ผู้ที่รับรู้ปัญหาและให้ความช่วยเหลือกับหลี่เยว่ซินมาโดยตลอด
“ั้แ่เรียนจบก็อยู่บ้าน ส่งจดหมายสมัครงานก็ยังไม่มีที่ไหนตอบรับ ตอนนี้เลยไปเรียนทำอาหาร ทำขนม ทำเครื่องดื่ม ดีกว่าอยู่บ้านเสียเวลาเปล่าๆ น่ะ อีกอย่างเผื่อใช้เป็ลู่ทางในการทำมาหากินในอนาคตด้วย” หลี่เยว่ซินค่อยๆ ตอบคำถาม
“พรุ่งนี้ออกไปเที่ยวกันไหม ไปปลดปล่อยบ้าง อีกอย่างฉันไม่ได้เจอเธอนานแล้ว คิดถึง” โจวฮุ่ยหลิง ทำเสียงออดอ้อนเพื่อนรักอย่างนึกสนุก
“ตกลง พรุ่งนี้เจอกัน”
………………………………………………………………
วันรุ่งขึ้น หลี่เยว่ซินออกจากบ้านเพื่อไปพบกับโจวฮุ่ยหลิง
“เธอผอมไปนะ เงินไม่พอใช้เหมือนเดิมหรือ” โจวฮุ่ยหลิงถามไถ่ด้วยความเป็ห่วง
“เงินพอใช้ กินอิ่ม นอนหลับ ไปทำงานพิเศษ เข้าคอร์สเพิ่มทักษะ และใช้ชีวิตปกติ” หลี่เยว่ซินตอบคำถามร่ายยาว พร้อมกับส่งยิ้มให้เพื่อน และเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า
หลังจากใช้เวลาเดินช้อปปิ้งไปได้สักพัก ทั้งคู่ก็เริ่มเหนื่อย จึงมองหาร้านอาหารเพื่อเติมพลังและนั่งพัก หลี่เยว่ซินจึงเริ่มเล่าถึงการรับเงินมรดกและการสละมรดกที่เหลือของตนเองให้เพื่อนรักฟัง
“พี่ชายกับพี่สาวของเธอก็ทำเกินไปนะ น้องสาวตัวเองแท้ๆ ทำไมใจดำกันขนาดนี้” โจวฮุ่ยหลิงเมื่อได้ฟังเื่ราวจากเพื่อนก็โกรธเป็ฟืนเป็ไฟ แต่มานึกขึ้นได้ว่าหลี่เยว่ซินไม่ใช่ลูกแท้ๆ ก็ได้แต่กลืนคำพูดลงไป และไม่รู้จะปลอบใจเพื่อนอย่างไร
“ไม่เป็ไรหรอก เมื่อพวกพี่ๆ ไม่อยากนับญาติกับฉัน ฉันก็แค่ค่อยๆ เอาตัวเองออกมา ไม่ต้องสร้างความลำบากใจให้กัน เธอไม่ต้องเป็ห่วงฉันขนาดนั้นหรอก ฉันสบายดี” หลี่เยว่ซินตอบเพื่อนแบบสบายๆ
พูดคุยกันได้สักพักต่างคนต่างก็แยกย้ายกับกลับบ้าน