ตอนที่ 15 วังฉิน (2)
ครั้นเห็นคนตรงหน้าเขินอาย จางเอ่อร์ก็รู้สึกเพียงหัวใจทั้งสงสารและมีความสุขในเวลาเดียวกัน เขาระบายยิ้มอย่างเอ็นดูแล้วจ่ายเงิน หลังใส่ปิ่นระย้าลงกล่องเรียบร้อยแล้วก็พลิกร่างขึ้นหลังม้าตน
จางเอ่อร์สังเกตสีหน้าของเสวี่ยสวินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบยาสลบขวดหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อยื่นส่งให้นาง “ฉินฮ่องเต้หมกมุ่นคาวโลกีย์สุดขีด ครั้งนี้สวินเอ๋อร์ต้องเตรียมตัวให้ดี ป้องกันเอาไว้ก่อน!”
ครั้นมองดูขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กในมือจางเอ่อร์ นางก็เข้าใจดี จึงยิ้มให้อีกฝ่าย แล้วรับมาเก็บไว้ตรงช่วงเอวอย่างระมัดระวัง
ครั้งนี้นางกล้าเดินทางมารับเทียบยาที่แคว้นฉิน แน่นอนว่าย่อมทำใจเตรียมรับสถานการณ์เลวร้ายที่สุดเอาไว้แล้ว นางนึกถึงชาวบ้านนับหมื่นพันชีวิต นึกถึงจ้าวเซียกับเซี่ยงอวี่ แม้ใจจะรู้ดีว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ง่ายดาย แต่ตนก็ไม่ยอมถอยเด็ดขาด!
…
ดวงตะวันทอแสงแดงฉานฉายผ่านตำหนักอันวิจิตรโอ่อ่า แสงเหลืองหม่นสลัวส่องกระทบภายในกำแพงสูง ทำให้ทั่วทั้งวังฉินแลดูลึกลับและเคร่งขรึม
ภายใต้สถานการณ์เร่งด่วนฉุกเฉิน จ้าวเสวี่ยสวินกับจางเอ่อร์เองก็ไม่มีจิตใจจะหยุดพักผ่อน เพียงให้ราชองครักษ์กลุ่มหนึ่งรั้งรอคำสั่งอยู่ที่จุดพักม้า แล้วพาอาซิ่นกับองครักษ์คนสนิทข้างกายแค่ไม่กี่คนเดินทางไปยังวังฉิน
เมื่อมาถึงบริเวณหน้าประตูวังฉิน จางเอ่อร์มอบราชสาส์นให้แก่หัวหน้าทหารยาม กำลังจะบอกกล่าวถึงจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ กลับเห็นทางประตูข้างมีคนคุ้นเคยผู้หนึ่งเดินออกมา
“บังอาจ พวกเจ้าเป็นใครกัน วังฉินใช่สถานที่ที่พวกเจ้าคิดอยากจะเข้าก็เข้าไปได้หรือไร!”
ครั้นได้ยินคำกล่าวนั้น จางเอ่อร์ก็หันมองผู้มา นัยน์ตาดำขลับทอแสงแปลกไปจากเดิม เขายกมือประสานคารวะทักทาย “ที่แท้ก็แม่ทัพจางหานนี่เอง เสียมารยาทแล้วๆ!”
จางหานเป็นแม่ทัพเลื่องชื่อของแคว้นฉิน ตัวคนนั้นนิสัยหยิ่งยโสวางอำนาจอวดดีเป็นอย่างยิ่ง จางเอ่อร์เคยปะทะแลกคมกระบี่กับเขาในสมรภูมิแคว้นเว่ยมาก่อน ไม่คิดเลยว่าจะได้พบเจ้าตัวอีกครั้งที่นี่
“คุณชายจางเอ่อร์ ช่างเป็นแขกกิตติมศักดิ์จริงๆ” จางหานจงใจเน้นเสียงหนักตรงคำว่า ‘แขกกิตติมศักดิ์’ น้ำเสียงเจือแววเยาะเย้ยถากถาง
กาฬโรคระบาดในแคว้นจ้าวครั้งนี้ พวกเขาส่งราชทูตมาหลายคนแล้ว ทั้งหมดล้วนถูกฉินฮ่องเต้สั่งประหารทิ้งไว้นอกวัง นึกไม่ถึงว่าจ้าวอ๋องถึงกับส่งจางเอ่อร์มาเลยหรือนี่!
“แม่ทัพจางกล่าวหนักแล้ว แคว้นฉินกับแคว้นจ้าวเดิมทีมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน ย่อมต้องไปมาหาสู่กันให้มากเข้าไว้”
จางเอ่อร์เห็นสีหน้ายั่วยุท้าทายของจางหาน รู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาผูกอาฆาตแค้นกับเขาอีก จึงกล่าวอย่างใจเย็น
“แต่ข้าจำได้ว่าแคว้นฉินของเรากับแคว้นจ้าวของพวกเจ้าไปมาหาสู่กันน้อยนัก วันนี้ไฉนคุณชายจางเอ่อร์มีเวลาว่างมาเข้าเฝ้าฉินฮ่องเต้ของพวกเราได้เล่า”
เวลานี้จ้าวเสวี่ยสวินที่อยู่ในรถม้าได้ยินบทสนทนาเหล่านี้ก็ได้แต่ลอบคิด ‘คนผู้นี้ช่างไร้มารยาทยิ่งนัก วาจากล่าวมาทั้งทางตรงทางอ้อมล้วนเต็มไปด้วยเจตนาถากถางประชดประชัน หรือว่าแม่ทัพใหญ่ของแคว้นฉินจะไร้ภูมิฐานถึงเพียงนี้เชียว’
“วาจานี้ของแม่ทัพใหญ่กล่าวมิใคร่ถูกต้องนักกระมัง!” เสวี่ยสวินเห็นจางหานหาเรื่องพาลญาติผู้พี่ตนเช่นนี้ก็ไม่พอใจ เดินลงมาจากรถม้า
จางหานตั้งใจจะเล่นงานจางเอ่อร์ให้ดีๆ ขณะกำลังโอ้อวดแสนยานุภาพความยิ่งใหญ่ กลับได้ยินเสียงไพเราะน่าฟังของสตรีดังขึ้นหนึ่งเสียง
เสียงนั้นดุจนกขมิ้นบินออกจากหุบเขา ใสกังวานรื่นหู ชวนให้คนฟังอดใจไม่ไหวอยากจะหันไปมองว่าแท้จริงแล้วเป็นสตรีรูปร่างหน้าตาเช่นไรกันที่เปล่งเสียงเช่นนี้ออกมาได้
เสวี่ยสวินสวมผ้าคลุมหน้า จางหานย่อมไม่รู้ว่าเป็นคนผู้ใด ทว่าวาจาประโยคนั้นก็เพียงพอให้สยบเขาลงได้แล้ว
เขามองนางด้วยสายตาเคลือบแคลง ก่อนเอ่ยถาม “ท่านผู้นี้คือ”
เสวี่ยสวินยิ้มน้อยๆ “ข้าเป็นใครท่านแม่ทัพไม่จำเป็นต้องใส่ใจ แต่โบราณกล่าวไว้ได้ดี ‘มีสหายมาจากแดนไกล ไหนเลยจะไม่ยินดี’ แคว้นฉินเป็นแคว้นใหญ่อานุภาพเกรียงไกร คะเนว่าคงไม่กระทำเรื่องไร้มารยาทอย่างการไล่แขกออกไปกระมัง”
จางหานถูกถ้อยคำเหล่านี้พูดย้อนจนอับอายแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี เริ่มนึกเสียใจที่เมื่อครู่ปากไวคิดอยากพูดจาอวดดี จนสูญเสียความสง่างามน่าเกรงขามของแคว้นอันยิ่งใหญ่ไป ได้แต่กล่าวคำพร้อมกับยิ้มเจื่อนๆ
“แม่นางพูดอันใดกัน! แคว้นฉินย่อมไม่มีทางกระทำเรื่องไร้มารยาทเช่นนั้นอยู่แล้ว เพียงแต่ฉินฮ่องเต้ของเราหนึ่งวันงานยุ่งหมื่นพัน มิใช่คนผู้ใดมาขอเข้าเฝ้าแล้วจะได้สบพระพักตร์พระองค์!”
เสวี่ยสวินผงกศีรษะเล็กน้อย “เช่นนั้นขอท่านแม่ทัพโปรดจัดการให้สักหน่อย ถือโอกาสช่วยทูลรายงานฉินฮ่องเต้ให้พวกข้าสักคำ จ้าวเสวี่ยสวินองค์หญิงรองแห่งแคว้นจ้าวขอเข้าเฝ้าฉินฮ่องเต้!”
จางหานได้ยินแล้วสติหลุดลอยไปเล็กน้อย ครั้งนี้ฉินฮ่องเต้สังหารราชทูตของแคว้นจ้าวไปมากมายหลายคน คิดไม่ถึงว่าองค์หญิงรองแห่งแคว้นจ้าวยังมีความกล้าหาญเดินทางมา ช่างหาญกล้าควรแก่การสรรเสริญอย่างแท้จริง!
แม้ในใจจะชื่นชม บนใบหน้ากลับไม่แสดงอาการใดๆ เขาเอียงกายพร้อมผายมือทำท่าเชิญ กล่าวคำด้วยรอยยิ้ม “จางหานย่อมกราบทูลรายงานต่อฉินฮ่องเต้ องค์หญิงกับฉางซานอ๋องเชิญพำนักในวังก่อน”
จางหานนำทางกลุ่มคนไปยังที่พำนักของราชทูตแคว้นต่างๆ ภายในวัง หลังแจ้งกับจางเอ่อร์ว่าสองวันนี้ฉินฮ่องเต้จะจัดการให้คนทั้งสองเข้าเฝ้าแล้ว ตัวเขาก็ออกไปทันที
“จางหานผู้นี้ช่างไร้เหตุผลเสียจริง!” ครั้นเห็นจางหานเดินไปแล้ว เสวี่ยสวินก็ค่อยถอดผ้าคลุมหน้าออก พูดบ่นกับจางเอ่อร์
“จางหานเป็นขุนพลที่ได้รับความโปรดปรานและไว้วางใจจากฉินฮ่องเต้มากที่สุด ด้วยเพราะนิสัยอวดตนวางอำนาจบาตรใหญ่ ล่วงเกินผู้คนไปไม่น้อย แต่ก็ค่อนข้างมีความสามารถจริงๆ!”
จางเอ่อร์อธิบายให้เสวี่ยสวินฟังด้วยความอดทน จากนั้นมองดูแก้มนางที่ซูบตอบลง เอ่ยคำอย่างปวดใจสงสาร “เจ้ารีบไปพักผ่อนเถอะ เดินทางมาเนิ่นนานขนาดนี้ล้วนใช้ชีวิตกินอยู่แต่บนรถม้า บัดนี้เมื่อมาถึงแล้ว ก็ต้องพักฟื้นเอาแรงกันก่อน!”
เสวี่ยสวินย่อมเข้าใจดี ญาติผู้พี่เป็นห่วงสุขภาพร่างกายนาง ตนนั้นเหน็ดเหนื่อยถึงขีดสุดแล้วอย่างแท้จริง จึงพยักหน้าและเข้าห้องไปนอนพักผ่อน
…