(จบ) ทะลุมิติมาเป็นหวานใจจอมวายร้ายยุค 70

    บทที่ 27 พลิกแพลงสถานการณ์ (รีไรต์)

    บทที่ 27 พลิกแพลงสถานการณ์ (รีไรต์)


    “งั้น...งั้นฉันไปขุดบ่อปลากับสหายหลิวหย่งหนานดีกว่า ถึงจะเหนื่อยตายในบ่อปลาฉันก็ยอม ยังไงซะก็เป็นการรับใช้ประชาชน ฉันจะสืบทอดศรัทธาและธรรมเนียมอันทรงเกียรติของพ่อเอาไว้!”


    หัวหน้าทีมอย่างติงเฉียงเซิ่งรีบพูด “คนขุดบ่อปลาก็มีพอแล้ว!”


    หลินเนี่ยนพูดด้วยรอยยิ้ม “งั้นฉันจะเปลี่ยนกับสหายหลิวหย่งหนานค่ะ!”


    “หัวหน้าหมู่บ้านวางใจได้เลยค่ะ ถ้าเปลี่ยนเป็นขุดบ่อปลา ฉันจะเขียนจดหมายขอบคุณให้นะคะ!”


    “อาของฉันอยู่ในสำนักงานหนังสือพิมพ์ เธอต้องทำให้จดหมายขอบคุณของฉันตีพิมพ์ได้แน่นอนค่ะ!”


    ติงเฉียงเซิ่งพูดกับเปาเซี่ยงตั่งโดยไม่ต้องคิด “หัวหน้าหมู่บ้านครับ คนขุดบ่อปลามีพอแล้วจริง ๆ มีเยอะมากด้วย แทรกสหายหลิวหย่งหนานเข้าไปไม่ได้เหมือนกันครับ!”


    เปาเซี่ยงตั่งสูดหายใจลึก “โชคดีที่นายเตือนฉัน ไม่งั้นคงกระทบกับคะแนนทำงานของคนอื่น เอาแบบนี้แล้วกัน หลิวหย่งหนานกับสหายหลินเนี่ยนไปถอนหญ้าด้วยกันซะสิ!”


    ถ้าให้พูดตามความจริง ยุวชนมาชนบทแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรแน่นอนว่าก็ต้องทำ องค์กรให้ทำงานอะไรก็ต้องทำงานนั้น ไม่มีสิทธิ์เลือกจุกจิก


    อีกอย่างก็เป็นการอุทิศตนเพื่อสังคม ทำงานไม่แบ่งแยกชนชั้น


    แต่ในความเป็นจริง คนที่ถูกส่งตัวไปทำงานในชนบทต่างได้รับงานที่สกปรกและเหนื่อยที่สุดกันทั้งนั้น ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิบัติกับลูกของวีรบุรุษผู้สละชีพแบบคนที่ถูกส่งตัวไปทำงานในชนบทคนอื่น ๆ


    สิ่งแรกที่ชวนให้นึกถึงหลังจากพูดออกไปก็คือ พวกหมาบ้ามันกลั่นแกล้งลูกของผู้สละชีพในการปฏิวัติ


    เหมือนกับที่หลินเนี่ยนเคยพูดไว้บนรถไฟว่าสุยเจี้ยนหมิงถูกสงสัยว่าข่มเหงลูกของผู้สละชีพ จึงดึงดูดความสนใจจากตำรวจรถไฟเป็นอย่างมากทันที


    เปาเซี่ยงตั่งจึงไม่กล้าทำเกินเหตุถ้าไม่ได้ทำความเข้าใจภูมิหลังของหลินเนี่ยนก่อน


    การปะทะกันครั้งแรกในยกนี้ หลินเนี่ยนชนะใส ๆ


    เซียวหลานโมโหแทบบ้า เธอใช้นมมอลต์สองขวดกับนมผงหนึ่งกระป๋องแลกกับการให้เปาเซี่ยงตั่งพุ่งเป้าไปที่หลิวหย่งหนานกับหลินเนี่ยนตอนจัดแจงงาน แต่เขาดันปล่อยให้หลินเนี่ยนแก้ปัญหาด้วยคำพูดไม่กี่คำซะได้


    น่าโมโหจริง ๆ


    ตั้งแต่เจอหลินเนี่ยนบนรถ เธอก็โชคร้ายมาโดยตลอด ไม่เคยราบรื่นเลยสักครั้ง หลินเนี่ยนเป็นตัวซวยของเธอจริง ๆ


    “ยุวชนเซียว ตอนนี้ฉันอยู่ห้องเดียวกับยุวชนหลิน เธอคนนี้ปากร้าย ใจดำ และตระหนี่เอามาก ๆ” หวงอวี้เฟิ่งเห็นโทสะบนใบหน้าเซียวหลาน จึงเข้าไปกระซิบอยู่ข้าง ๆ


    เธอไม่ได้โง่ เมื่อคืนเซียวหลานพักที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน วันนี้หลินเนี่ยนกับหลิวหย่งหนานก็ถูกกลั่นแกล้ง รวมถึงจงใจเมินและเบียดใส่บนเกวียน หวงอวี้เฟิ่งจึงเดาได้ว่าเซียวหลานคงทำบางอย่าง หัวหน้าหมู่บ้านถึงได้ทำแบบนี้


    ไม่อย่างนั้นหัวหน้าหมู่บ้านคงไม่หาเรื่องใส่ตัวเองแบบนี้


    เซียวหลานเลิกคิ้วมองหวงอวี้เฟิ่ง คนแบบหวงอวี้เฟิ่งเธอเห็นมามากแล้ว มีคนแบบนี้อยู่ข้างกายเธอมาตลอดตั้งแต่เด็กจนโต


    คนประเภทนี้ไม่ต้องให้เธอเอ่ยปาก ก็จะเสนอตัวช่วยจัดการคนที่เธอไม่ชอบเพื่อประจบเธอ


    สมัยก่อนในโรงเรียน แค่มีนักเรียนชายหรือนักเรียนหญิงที่เธอไม่ชอบหน้า ไม่นานคนคนนั้นก็จะหายไปจากโรงเรียน ไม่ขวางหูขวางตาเธออีกต่อไป


    “อยู่กับมันเหรอ งั้นเธอต้องระวังตัวหน่อยแล้ว!”


    พูดจบเธอก็หยิบลูกอมรสนมตรากระต่ายขาวสองเม็ดออกมาจากกระเป๋ายื่นให้หวงอวี้เฟิ่ง “เอาไปกินสิ ลำบากเธอแล้ว!”


    หวงอวี้เฟิ่งตาเป็นประกาย แม่เจ้าโว้ย ตรากระต่ายขาวนี่นา!


    ลูกอมรสนมตรากระต่ายขาวเจ็ดเม็ดที่เทียบเท่ากับนมหนึ่งแก้ว!


    เซียวหลานใจกว้างมากจริง ๆ ครอบครัวก็มั่งคั่งมากเหมือนกัน


    หวงอวี้เฟิ่งคิดว่าตัวเองเลียถูกขาแล้ว ก็ยิ่งพูดจาว่าร้ายหลินเนี่ยนอย่างคะนองปาก


    เซียวหลานฟังอย่างออกรส คล้อยตามอยู่สองประโยคแสดงท่าทางว่าตัวเองเกลียดหลินเนี่ยนเป็นครั้งคราว เพื่อให้หวงอวี้เฟิ่งรับรู้


    “เดี๋ยวไปในเมือง ฉันเชิญคนในห้องพวกเธอไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐดีกว่า” เซียวหลานพูดกับหวงอวี้เฟิ่ง 


    หวงอวี้เฟิ่งเข้าใจความหมายของเซียวหลานทันที จะเชิญคนในห้องพักไปกินข้าวยกเว้นหลินเนี่ยนสินะ


    “ได้เลย ฉันจะบอกต่อให้แน่นอน!” หวงอวี้เฟิ่งพูดอย่างชอบใจ ร้านอาหารของรัฐเหรอ แค่ได้ยินก็น้ำลายไหลแล้ว


    หลังจากแจกแจงงานเสร็จ เหล่าหัวหน้าทีมก็แบ่งยุวชนที่มาใหม่ให้ชาวบ้าน เพื่อให้พาไปทำงาน


    เปาเซี่ยงตั่งเดินไปหาหลินเนี่ยน แล้วถามเธอเหมือนคุยเล่น “สหายหลินเนี่ยน ทำไมไม่บอกว่าเป็นลูกของผู้สละชีพให้เร็วกว่านี้ล่ะ?”


    “พ่อของเธอชื่อว่าอะไร แล้วพลีชีพได้ยังไง?”


    หลินเนี่ยนยิ้มแล้วพูดอย่างโอ้อวด “หัวหน้าหมู่บ้าน เดี๋ยวฉันหยิบหนังสือรับรองการพลีชีพของพ่อให้ดู ในหนังสือรับรองการพลีชีพมีระบุไว้ชัดเจนค่ะ”


    “แต่ฉันยังโชคดีมากค่ะ ถึงจะไม่มีพ่อบังเกิดเกล้า แต่พ่อเลี้ยงก็ดีนะคะ เขาเป็นผู้อำนวยการโรงงานรีดเหล็กสาขาย่อย”


    “แม่ฉันก็เป็นสหภาพแรงงาน”


    “พวกเขาไม่ยอมให้ฉันมาชนบท แต่ฉันแอบพวกเขาลงชื่อมา พ่อของฉันเป็นวีรบุรุษผู้สละชีพ ฉันจะทำให้ชื่อเสียงของพ่อบังเกิดเกล้าตกต่ำไม่ได้ค่ะ!”


    “ฉันรู้ว่าที่ชนบทใช้ชีวิตลำบาก งานในชนบทก็เหนื่อยยาก แต่สหายชาวนาส่วนใหญ่ก็ยืนหยัดได้วันแล้ววันเล่า ไม่มีเหตุผลที่ฉันจะยืนหยัดไม่ได้ค่ะ”


    ชาวบ้านรอบข้างอุทานในใจ ‘โอ้โห สภาพครอบครัวนี้ ดูดีเลยนี่นา!’


    แต่เกรงว่าเด็กสาวคนนี้จะไม่ใช่คนโง่!


    ยุวชนคนอื่นพยายามหาวิธีกลับเข้าเมืองอย่างสุดกำลัง เด็กคนนี้นี่ก็จริง ๆ เลย ความจริงไม่ต้องมาออกชนบทก็ได้ แต่กลับแอบลงชื่อมาเนี่ยนะ


    แต่อีกไม่นานเด็กคนนี้จะต้องเสียใจ!


    ยุวชนเซียวหลานที่อาศัยอยู่ที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านก็เหมือนกัน คาดว่าอีกไม่นานก็คงทนใช้ชีวิตในชนบทไม่ไหว


    หลังจากเปาเซี่ยงตั่งได้ยินหลินเนี่ยนพูด ในใจก็คิดเปรียบเทียบอย่างรวดเร็ว เซียวหลานไม่ได้บอกภูมิหลัง แต่พ่อแม่ของสื่อเหอผิงผู้ติดตามของเธอต่างก็เป็นนายทุนในเมืองหลวง


    สื่อเหอผิงบอกกับเขาว่า ทางผู้ใหญ่แค่ให้เซียวหลานมาชนบท ลองสัมผัสชีวิตยากลำบากในชนบทก็เท่านั้น อีกไม่นานทางผู้ใหญ่ก็จะพาเธอกลับไป


    ทั้งยังรับปากอีกว่า ถ้าเปาเซี่ยงตั่งดูแลเซียวหลานได้ดี หลังจากเซียวหลานจากไป ก็จะให้โควตาพนักงานประจำในโรงงานเขตท้องถิ่นกับบ้านตระกูลเปาหนึ่งที่


    วัยรุ่นสองคนนี้แต่งตัวดี กินของดี นมมอลต์กับนมผงที่หาซื้อไม่ได้ง่าย ๆ แต่แค่พวกเขาบอกว่าจะหยิบก็หยิบออกมาเลย


    ทั้งบนข้อมือของพวกเขายังมีนาฬิกา ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เหมือนหลุดมาจากครอบครัวที่ไม่ธรรมดา


    เปาเซี่ยงตั่งเลือกเชื่อสื่อเหอผิง


    ตอนนี้ได้ยินเกี่ยวกับสภาพครอบครัวของหลินเนี่ยน ตาชั่งในใจเปาเซี่ยงตั่งก็เอนเอียงไปทางเซียวหลานโดยไม่ลังเล


    สภาพครอบครัวของหลินเนี่ยนก็ดี แต่ยังห่างจากเซียวหลานอยู่มากโข


    แตกต่างกันชัดเจน เขาจึงไม่ได้กระตือรือร้นกับหลินเนี่ยนอีก


    เด็กสาวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เพิ่งจะมาก็เถียงเขาแล้ว คอยดูเถอะ หลังจากนี้ถ้ามีโอกาสละก็จะจัดการเธอซะให้เข็ด!


    อายุน้อยยังไร้เดียงสามาก เมื่อมาถึงชนบทก็เป็นถิ่นของเขา การจะจัดการเด็กสาวที่อ่อนต่อโลกจากในเมืองคนหนึ่ง มันช่างง่ายดายเหลือเกิน


    “เอาละ ไปทำงานเถอะ!”


    “ดูพืชผลและวัชพืชให้ดี อย่าถอนพืชผลมาล่ะ” เขากระซิบกระซาบกับคนในหมู่บ้านที่จะพาพวกหลินเนี่ยนไปถอนหญ้าอยู่สักพักก่อนจะจากไป


    คนในหมู่บ้านพาหลินเนี่ยนและหลิวหย่งหนานไปท้องนาที่ต้องถอนหญ้า สอนพวกเขาแยกพืชผลกับวัชพืช จากนั้นบอกพวกเขาว่าต้องถอนมากแค่ไหนถึงจะไปได้


    ขณะที่เดินอยู่ก็ยังหันมามองพวกเขาด้วยความเห็นใจ


    หลิวหย่งหนานมองท้องนาผืนใหญ่ แล้วพูดโพล่งออกมา “พวกเราสองคนถอนหมดนี่ก็ไม่เสร็จหรอก!”


    หลินเนี่ยนกลับไม่คิดอะไร เธอยักไหล่พูด “ไม่เป็นไร ถอนได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ถอนไม่เสร็จก็ไม่เสร็จ”


    “แต่ถ้าพวกเราถอนหญ้าไม่เสร็จ เขาจะไม่ให้เลิกงาน!”


    “อย่างมากก็แค่หักคะแนนทำงานของพวกเรา”


    “นายคงไม่ใช่คนที่กินคะแนนทำงานเป็นอาหารหรอกนะ”


    หลิวหย่งหนาน “...”


    ก็จริง เขาไม่ใช่คนที่จะกินคะแนนทำงานเป็นอาหาร


    เขามาที่นี่ก็เพื่อวางแผนใช้ชีวิตไปวัน ๆ เน้นดูแลคนให้พี่สามอย่างเงียบ ๆ