ยามนี้เยว่เหม่ยเสวี่ยกำลังนั่งโคจรชีพจรลมปราณ อยู่ภายในห้องอย่างเงียบเชียบ ระดับพลังของนางค่อยๆ เพิ่มระดับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเคลื่อนทะลวงอยู่ในขั้นที่สองได้เป็ผลสำเร็จ
ฟู่ ฟู่ ฟู่
ร่างกายของนางขับเมือกสีดำออกมาจากร่างไม่หยุด พลันนางรู้สึกราวกับล่องลอย จิตใจได้รับการชำระล้างอย่างหมดจด ร่างกายของนางถูกยกระดับขึ้นอีกหนึ่งขั้น ความหนาแน่นของพลังยุทธมากขึ้นเป็สามเท่า ด้วยเส้นลมปราณพิเศษ
จากสายเืของนางแต่กาลก่อน
นางหยิบผงไข่มุกพันทิวา ที่ได้รับมาจากร้านยาฮูฝูเมื่อคราก่อนใส่ปาก แล้วกลืนมันลงไป เยว่เหม่ยเสวี่ยหลับตาลงอีกครา เพื่อทำการดูดซึมยาผงไข่มุกพันทิวา ร่างกายที่เพิ่งผ่านการถูกยกระดับใหม่ ดูดซึมยาได้อย่างรวดเร็วกว่าปกติ
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
ร่างกายก็ดูดซึมยาได้อย่างหมดจด ไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวภายในร่างกาย ิัของนางรู้สึกแสบร้อนขึ้นชั่ววูบ ก่อนที่จะแปรเปลี่ยนเป็เย็นสุดขั้ว ไม่นานก็เข้าสู่สภาวะปกติ
เยว่เหม่ยเสวี่ยลืมตาขึ้น ยกแขนขึ้นมอง ผดผื่นรอยแดงที่เคยปรากฏบนิัของนาง บัดนี้จากหายไปอย่างไร้ร่องรอย ิัที่เคยแห้งหยาบกร้าน พลันนุ่มนวลเต่งตึงราวผิวน้ำ
ทั้งนุ่มนิ่มราวเต้าหู้ขาวเนื้อดี ผิวที่เคยขาวซีดก็ดูอมชมพูเปล่งประกายสุขภาพดี นางยกกระจกทองเหลืองขึ้นส่องใบหน้า ผิวหน้าเองก็มีการเปลี่ยนแปลงแผลพุพองอักเสบที่เคยขึ้น เพราะอาการแพ้น้ำเรื้อรังก่อนหน้า จางยุบลงไปมาก เหลือเพียงแผลพองอักเสบเล็กน้อยเท่านั้น
ผงไข่มุกพันทิวานับว่าเป็ยาชั้นเลิศอย่างแท้จริง หากนางสามารถทะลวงลมปราณเข้าขั้นสามได้ ปัญหาแพ้น้ำเหล่านี้ก็จะหมดไป
ยามนี้เยว่เหม่ยเสวี่ยมีพลังยุทธอยู่ในขั้นที่สองระดับต้น นางจึงสามารถใช้เคล็ดวิชาปราณโลหิต กับเคล็ดวิชาปราณทมิฬได้ในขั้นต้น ทั้งสองเคล็ดวิชานี้ล้วนแต่เป็วิชาประจำตระกูลของนาง อีกทั้งนางยังสามารถสร้างแก่นโลหิตอสูร จากลมปราณของนางได้อีกหนึ่งแก่น ตามระดับพลังยุทธ
ยิ่งระดับพลังยุทธสูงมาขึ้นเท่าไรยิ่งสร้างได้มาขึ้นเท่านั้น แก่นลมปราณอสูรที่นางได้ให้หานตงไปนั้น ก็สร้างมาจากลมปราณอสูรของนางเอง คนที่ได้รับเส้นลมปราณอสูรของนาง สามารถใช้ความสามารถของมันได้แค่สี่ในสิบส่วนเท่านั้น แต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่จะต่อกร กับคนที่มีระดับสูงกว่าได้อย่างไม่ลำบาก
นางคิดจากสร้างกองกำลังอสูร ขึ้นมาภายในเมืองหลวงแห่งนี้ เพื่อสร้างความมั่งคงให้แก่นางในอนาคต และสร้างแหล่งข่าวแทรกซึมได้ทุกพื้นที่ขึ้นมา กระจายอยู่ทุกดินแดน หากใครมาได้ยินความคิดของเยว่เหม่ยเสวี่ยในยามนี้ขึ้นมาแล้วละก็ จะต้องหาวิธีกำจัดนางลงโดยไวอย่างแน่นอน ก่อนที่นางจะแข็งแกร่งขึ้นกว่านี้ในอนาคต
จนเป็ภัยคุกคามต่อประเทศชาติ!
++++++++++++++++++++++
ภายในพระราชวัง ณ ท้องพระโรงกลาง
บนบัลลังก์ปรากฏร่างของชายวัยกลางคน สวมใส่อาภรณ์สีเหลืองปักลายัสองตัว นั่งนิ่งใบหน้าเรียบเฉยเ็า แผ่รัศมีอำนาจของความเป็ผู้นำออกมา อย่างชัดแจ้งและเด่นชัด ข้างกายมีกงกงชรา ยืนคอยรับใช้อยู่อย่างใกล้ชิด
ทหารผู้นำสารจากชายแดนคุกเข่าทำความเคารพ ก่อนจะเอ่ยข้อความในสารเสียงดังฟังชัด
“งานฉลองวันเกิดของหรงอ๋องในอีกหกเดือนข้างหน้า ทางแคว้นเจี้ยนอันจะส่งคณะทูต เข้าร่วมงานนี้ด้วยขอรับ” กล่าวจบก็คุกเข่าลงตามเดิม
พระพักตร์บนบัลลังก์ทองแปรเปลี่ยนไป เมื่อได้ยินคำกล่าวจากสาร
สายข่าวที่อยู่ในแคว้นเจี้ยนอันไม่มีทางผิดพลาด
แคว้นเจี้ยนอันเป็แคว้นใหญ่ที่สุดในดินแดนนภาหวน และมีแคว้นภายในการปกครองมากมาย หนึ่งในนั้นคือแคว้นเฉว่ของพระองค์ แคว้นเฉว่เป็เป็แคว้นเล็กๆ ไม่สามารถที่จะต้านทานความยิ่งใหญ่ของอีกฝ่ายที่กดทับมาได้
จึงตกเป็เมืองขึ้นของอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย และต้องทำตามคำสั่งอีกฝ่ายอย่างเลี่ยงมิได้ อีกฝ่ายมิเคยมาร่วมงานเลี้ยงของหรงอ๋องเลยสักครา อย่างมากที่สุดก็เพียงแค่ส่งของขวัญมาเท่านั้น
การมาของแคว้นเจี้ยนอันจึงมาด้วยจุดประสงค์บางอย่าง
“เ้าออกไปได้”
สุ้มเสียงเอ่ยขึ้นเป็ครั้งแรก หลังนั่งเงียบมานาน ก่อนจะหันไปตรัสกับกงกงด้วยน้ำเสียงเศร้าลึก
“แคว้นเจี้ยนอัน้าส่งคณะทูตตัวแทนมางั้นรึ ต้องมีจุดประสงค์บางอย่างเป็แน่”
ฮ่องเต้แคว้นเฮว่เอ่ยด้วยน้ำเสียงกรุ่นคิด พระพักตร์ปรากฏรอยย่นตรงหว่างคิ้ว
“เช่นนั้นจุดประสงค์ของแคว้นเจี้ยนอันคืออันใดพะยะค่ะ” กงกงชราเอ่ยอย่างสงสัยเช่นเดียวกัน
“เจิ้นเองมิรู้เหมือนกัน แต่คงมิใช่เื่นี้” ตรัสจบพระองค์ก็ตกอยู่ในห้วงภวังค์ความคิดเป็เวลา กงกงชราเห็นดังนั้น จึงถอยฉากออกมาจากห้องอย่างเงียบเชียบ
+++++++++++++++++++++++++++
ซีกโลกตะวันออก
บนเตียงหินหยกสีดำ ภายในห้องลับวังหยกั ปรากฏร่างของชรากลางคนผู้หนึ่ง นอนหายใจรวยรินอย่างอ่อนแรง ข้างกายมีชายร่างั์เกือบสองเมตร นั่งอยู่ข้างกาย ใบหน้าดุดันคล้ายเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลา มือหนากุมมือชายชราแน่นอย่างกังวลใจ
“ท่านปู่ ท่านจะต้องไม่เป็อันใด ข้าจะต้องตามหาสิ่งนั้นให้พบ ได้โปรดอดทนอีกสักนิด”
สุ้มเสียงทุ้มห้าวเต็มไปด้วยพลัง แต่แฝงไปด้วยความเศร้าอยู่ลึกๆ เอ่ยหนักแน่น
“ห หลานอย่าได้กดดันตนเอง” ชายชราเอ่ยเสียงแหบแห้ง ก่อนจะไอออกมาเป็ลิ่มเื ผู้เป็หลานรีบโผเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็ว
“ใครอยู่ด้านนอก ตามหมอซ่งมาให้ไว” ชายหนุ่มตวาดเสียงดังลั่น อย่างดุดันและเร่งร้อน ใบหน้าเคร่งขรึมฉายแววร้อนรน
“ท่านปู่ ท่านอย่าเพิ่งกล่าวอันใดอีกเลย นอนพักเสียหน่อยเถิด”
ชายร่างั์บอกอย่างเป็ห่วง เขามีปู่อยู่เพียงคนเดียวเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรท่านปู่จะต้องหายดี เมื่อหมอซ่งได้เดินเข้ามาตรวจอาการ ยามนิ้วมือหนาป้อมของหมอซ่งวางอยู่บนเส้นชีพจร
คิ้วของเขาทั้งขมวดมุ่นและเคร่งเครียดไม่น้อย ก่อนจะวางมือแล้วเอ่ยตอบผู้เป็นายใหญ่ของมัน ด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก
“เรียนองค์าา นายท่านจิ่วเกอเกรงว่าจะรั้งอยู่ได้ไม่นาน เพราะพิษในกายของท่านได้แพร่ไปเร็วเกินกว่ายาที่เรามีจะต้านทานได้ พระองค์จำต้องเร่งหาสิ่งนั้นให้เจอโดยไวพะยะค่ะ จึงจะทำให้อาการของนายท่านจิ่วเกอกลับมาแข็งแรงดังเดิม อีกทั้งพละกำลังวังชา ยังเพิ่มพูนขึ้นเป็สามเท่า”
ชายหนุ่มได้ฟังก็ยิ่งทำหน้าเครียดเข้าไปใหญ่ ร่างสูงไอสังหารอันเหน็บหนาวถึงกระดูกออกมาโดยมิรู้ตัว ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและทรงอำนาจ
“สั่งให้คนของเราเตรียมตัว ข้าจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้”
++++++++++++++++++++++
รอไม่กี่วันหานตงก็ได้มาแจ้งข่าว การซื้อที่ดินให้นางทราบ โดยจุดนัดพบคือบ้านของชายหนุ่มนั้นเอง การแจ้งข่าวของหานตงคือการสื่อจิตถึงนาง การจะสื่อจิตกันได้นั้น พวกเขาทั้งคู่จะต้องทำพันธะสัญญาร่วมกัน เยว่เหม่ยเสวี่ยเคยทำพันธะสัญญากับหานตง เมื่อคราที่นางได้ช่วยชีวิตเขาเอาไว้
“นี่คือโฉนดที่ดินขอรับ”
หานตงยื่นโฉนดที่ดินให้เยว่เหม่ยเสวี่ย เมื่อนางนั่งลงที่เก้าอี้ในบ้าน นางมองโฉนดที่อยู่ในมือด้วยความพึงพอใจ ที่ดินกลางเมืองตั้งอยู่บริเวณย่านธุรกิจ
ซึ่งเหมาะสมแก่การเริ่มธุรกิจที่นางวางแผนไว้ยิ่งนัก ส่วนที่ดินรอบนอกก็ถือว่าตั้งอยู่ในที่ลับตาคน เหมาะแก่การซ่องสุมกำลังพลมิใช่น้อย นางตรวจดูอีกเล็กน้อยก็เก็บโฉนดลง ก่อนเอ่ยถามความคืบหน้า การฝึกพลังยุทธของชายหนุ่มแทน
“ฝึกถึงไหนแล้ว”
“ข้ายังอยู่ในขั้นแรกอยู่เลยขอรับ”
หานตงตอบด้วยความนอบน้อมเเละสำรวม เยว่เหม่ยเสวี่ยพยักหน้า ก่อนจะยื่นผนึกแก้วสีโลหิตส่งให้ หานตงยื่นมือไปรับมาด้วยความงุนงง มองหน้าเยว่เหม่ยเสวี่ยอย่าง้าคำตอบ
“นั้นคือผนึกโลหิต ที่สร้างมาจากเืของข้า”
เยว่เหม่ยเสวี่ยมองหน้าชายหนุ่มเบื้องหน้านิ่ง ก่อนจะตอบ
“เ้าได้ทำพันธะกับข้า ดังนั้นเืของข้าที่เป็นายของเ้า จึงสามารถช่วยยกระดับความสามารถของเ้าได้ ตราบใดที่เ้ายังอยู่ในพันธะสัญญาและข้าได้ยินยอม”
เยว่เหม่ยเสวี่ยเอ่ยเสียงเรียบ คล้ายไม่ยี่หระกับความสามารถติดตัวอันพิสดารของนาง
แต่กับหานตงมิใช่
!
เขาเพิ่งเคยได้ยินเื่ราวเล่านี้เป็ครั้งแรก ั้แ่ลืมตาดูโลก บนโลกเทวะแห่งนี้มีการทำพันธะกับสัตว์อสูรมากมาย การทำพันธะกับมนุษย์ด้วยกันเองนั้น หานตงมิเคยได้ยินมาก่อนในชีวิต ในครั้งแรกที่ได้ยินเื่ราวพันธะสัญญาจากปากของเยว่เหม่ยเสวี่ย
หานตงยังคงมิอาจทำใจให้เชื่อได้ แต่ก็ต้องเชื่ออย่างหมดใจ เมื่อหญิงสาวนั้นได้ส่งกระแสจิตมาหาเขาเพื่อบอกแก่ตนในเื่นี้ เื่นี้หานตงยังพอทำใช้เชื่อได้ แต่เื่ที่เขาไม่อยากจะเชื่อเลยก็คือ
เืของผู้เป็เ้าของพันธะสัญญา สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอีกฝ่าย ที่อยู่ภายใต้พันธะสัญญาได้
นี่มันเื่พิสดารอันใดกัน
!!