ทันทีที่ถูกเปิดโปง สัญชาตญาณของคำอินทร์ก็ร้องเตือนก้อง แม่ทัพตรงหน้าไม่ใช่แค่ทหารธรรมดา พลังงานชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากตุ๊กตาดินเหนียวนั้นเย็นเยียบและเป็ปฏิปักษ์ต่อทุกสรรพชีวิตในป่า เขาตระหนักในทันทีว่า...ต้องหยุดมันให้เร็วที่สุดก่อนที่มันจะมีโอกาสร่ายมนตร์คาถาที่ร้ายกาจกว่านี้
เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่วินาทีเดียว
"ฝากที่เหลือด้วย!" คำอินทร์ะโบอกหน่วยจรยุทธ์ของนายมั่นที่ซุ่มอยู่ใกล้ๆ
ในเสี้ยววินาทีต่อมา ร่างของเขาก็พุ่งออกจากเรือนยอดไม้ราวกับลูกธนูที่ถูกปล่อยจากแหล่ง เขาใช้ท่า พยัคฆ์โผนจากเงื้อมผา ผสานกับ พยัคฆ์ทะยานผ่านป่า ร่างกายของเขาทะยานข้ามระยะทางเกือบสิบวาในชั่วพริบตา เป้าหมายของเขาคือชีวิตของแม่ทัพพม่าผู้นั้น ดาบในมือถูกยกขึ้นสูง เตรียมพร้อมสำหรับเพลงดาบที่เร็วและรุนแรงที่สุด.
เพลงดาบที่หนึ่ง กรงเล็บพยัคฆา!
ดาบของเขาฟันลงไปเป็เส้นสายสีเงิน มุ่งหวังจะสะบั้นศีรษะของศัตรูให้หลุดจากบ่า มันคือการจู่โจมที่สมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิตของเขาทั้งความเร็ว ความแรง และความแม่นยำ
แต่เขากลับล้มเหลว
แคร๊งงง!
ดาบของเขาปะทะเข้ากับบางสิ่งที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่เกราะ ไม่ใช่โล่ แต่เป็ม่านพลังงานสีดำทมิฬที่สั่นไหวอยู่รอบกายของแม่ทัพ แรงปะทะนั้นหนักหน่วงราวกับฟันใส่กำแพงหิน ส่งแรงสะท้อนมหาศาลกลับมาจนแขนของคำอินทร์ชาหนึบ
แม่ทัพพม่ายิ้มเยาะ "คิดว่าวิชาสวะของเ้าจะทำอะไรข้าได้รึ?"
มันใช้จังหวะที่คำอินทร์เสียหลัก กระแทกดาบสวนกลับมาอย่างรุนแรง คำอินทร์ต้องดีดตัวถอยหลังด้วยท่า พยัคฆ์ถอยหลังเข้าถ้ำ เพื่อตั้งหลัก แม่ทัพผู้นั้นหัวเราะในลำคอ ะโลงจากหลังอาชาสีนิลอย่างสง่างาม มันชักดาบโค้งยาวแบบพม่าออกมา คมดาบนั้นดูดกลืนแสงและมีไอสีดำจางๆ ปกคลุมอยู่
"ในเมื่อเ้าอยากจะเล่น...ข้าก็จะเล่นด้วย!"
การดวลตัวต่อตัวที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้น แม่ทัพพม่ารุกไล่ด้วยเพลงดาบที่หนักหน่วงและเสริมด้วยพลังอาคม ทุกครั้งที่ดาบของพวกเขากระทบกัน คำอินทร์จะรู้สึกถึงพลังงานอันชั่วร้ายที่พยายามจะกัดกินเข้ามาในร่างกาย ความเร็วและพละกำลังของมันเหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด
คำอินทร์ต้องเปลี่ยนมาใช้ เพลงดาบที่สี่ พยัคฆ์สงบนิ่ง อย่างเต็มรูปแบบ เขาใช้ท่าเท้า พยัคฆ์ซ่อนเงา เคลื่อนไหวไปรอบๆ ศัตรู ปัดป้องและหลบหลีกอย่างใจเย็น เขาไม่พยายามจะสู้ด้วยกำลังซึ่งๆ หน้าอีกต่อไป แต่ใช้สมาธิทั้งหมดในการอ่านการเคลื่อนไหวของศัตรูและหาจุดอ่อน
"หลบเป็อย่างเดียวรึ...เ้าเด็กน้อย!" แม่ทัพตะคอกอย่างหัวเสีย มันเริ่มร่ายคาถาสั้นๆ ทันใดนั้น พื้นดินใต้เท้าของคำอินทร์ก็กลายเป็เลนโคลนที่เหนียวหนืด.
แต่คำอินทร์ที่เชื่อมต่อกับแผ่นดินอยู่ตลอดเวลารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนั้นก่อนที่มันจะเกิดขึ้น เขาใช้ท่า พยัคฆ์เหยียบเมฆา ดีดตัวขึ้นไปเหยียบบนรากไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ ได้อย่างทันท่วงที.
เขาตระหนักแล้วว่าตราบใดที่ตุ๊กตาดินเหนียวนั่นยังอยู่ ศัตรูของเขาก็แทบจะไร้เทียมทาน เขาไม่มีทางเลือกอื่น
"ถึงเวลาต้องเสี่ยง!"
คำอินทร์เปลี่ยนกระบวนท่าอีกครั้ง เขาเลิกตั้งรับและเปิดฉากรุกไล่อย่างบ้าคลั่ง เพลงดาบที่สาม พยัคฆ์คลุ้มคลั่ง! ดาบของเขาฟัน ตวัด ทิ่มแทงออกไปราวกับพายุ เขาจู่โจมอย่างต่อเนื่องจนแม่ทัพพม่าต้องเปลี่ยนมารับมืออย่างเต็มที่ ไม่มีเวลาจะร่ายคาถาอื่น.
ท่ามกลางการโหมกระหน่ำนั้น คำอินทร์แกล้งทำเป็ฟันพลาดจนเกิดช่องว่างที่ลำตัว มันเป็ช่องว่างที่ล่อตาล่อใจเกินกว่าที่นักรบคนใดจะอดใจไหว
แม่ทัพพม่ายิ้มอย่างผู้มีชัย "ถึงเวลาตาย!" มันแทงดาบสวนเข้ามาที่ช่องว่างนั้นทันที
แต่เป้าหมายที่แท้จริงของคำอินทร์ไม่ใช่ร่างกายของมัน ในวินาทีที่ศัตรูพุ่งเข้ามา เขาก็บิดเอวแล้วตวัดดาบในมือด้วยท่า พยัคฆ์สะบัดกรงเล็บ แต่ไม่ใช่การตวัดเพื่อฟัน...แต่เป็การตวัดเพื่อ "ปัด"!
เพล้ง!
คมดาบของเขากระทบเข้ากับมือของแม่ทัพที่ถือตุ๊กตาดินเหนียวอย่างจัง ตุ๊กตานั่นหลุดจากมือ ลอยคว้างในอากาศ แล้วร่วงลงมากระแทกกับก้อนหินจนแตกละเอียดเป็ผุยผง
ผลของมันเกิดขึ้นในทันที
ม่านพลังงานสีดำที่เคยห่อหุ้มร่างของแม่ทัพได้สลายวับไป ไอสีดำบนดาบของมันจางหาย แววตาที่เคยแดงก่ำกลับมาเป็ปกติ พลังที่มันหยิบยืมมาได้หมดสิ้นลงแล้ว
สีหน้าของแม่ทัพพม่าแปรเปลี่ยนจากความมั่นใจเป็ความตื่นตระหนกสุดขีด ความตื่นตระหนกฉายชัดขึ้นในแววตาของแม่ทัพพม่าเพียงชั่วพริบตาเดียว...ก่อนที่มันจะแปรเปลี่ยนเป็ความคลุ้มคลั่งอันน่าสะพรึงกลัว
"เ้า...เ้าบังอาจทำลายของประทานจากท่านราชครู!" มันคำรามลั่น เสียงของมันแหบพร่าราวกับสัตว์ป่า "ในเมื่อไม่มีมนตรานำทาง...ข้าก็จะใช้เืของข้าเป็เครื่องสังเวย!"
สิ้นเสียงนั้น แม่ทัพพม่าก็ทำในสิ่งที่คำอินทร์ไม่คาดคิด มันยกดาบของตนเองขึ้นมากรีดที่ฝ่ามือ ปล่อยให้โลหิตสีแดงเข้มไหลรินออกมา จากนั้นมันก็วาดโลหิตนั้นลงบนหน้าอกและใบหน้าของตนเป็สัญลักษณ์อักขระโบราณ พร้อมกับเปล่งเสียงบริกรรมคาถาที่ฟังดูชั่วร้ายและทรมาน.
"ด้วยกายาแห่งข้า...ด้วยชีวาแห่งข้า...จงตื่นขึ้น...อสูรโลหิต!"
เปรี้ยะ! เปรี้ยะ!
กล้ามเนื้อทั่วร่างของแม่ทัพพม่าพลันปูดโปนขึ้นจนเสื้อเกราะปริแตก เส้นเืของมันขยายใหญ่และกลายเป็สีดำทมิฬ วิ่งพาดผ่านิัราวกับรากไม้ปีศาจ ดวงตาของมันกลายเป็สีแดงก่ำราวกับถ่านไฟ และมีไอร้อนสีดำแดงระอุออกมาจากทั่วร่างกาย ร่างที่เคยสูงสง่าบัดนี้กลับบิดเบี้ยวและน่าเกลียดน่ากลัว แผ่ไอสังหารที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว
มันได้ใช้ "วิชากายาอสูรโลหิต"...อาคมต้องห้ามที่เปลี่ยนผู้ใช้ให้กลายเป็อสูรร้ายชั่วขณะ โดยใช้พลังชีวิตของตนเองเป็เชื้อเพลิง ทันทีที่ตุ๊กตาโดนทำลายมันจะกลายเป็ทหารธรรมดาไม่มีความสามารถอะไร ยังไงมันก็ต้องตาย มันเลยต้องใช้วิชาต้องห้ามเพื่อเอาตัวรอดถึงแม้จะแลกอะไรกับอะไรก็ตาม
"ฆ่า!!!"
มันคำรามลั่นแล้วพุ่งเข้าใส่คำอินทร์อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีเพลงดาบที่งดงามอีกต่อไป ทุกการโจมตีของมันคือการฟาดฟันอย่างบ้าคลั่ง เต็มไปด้วยพลังทำลายล้างล้วนๆ ดาบในมือของมันหนักหน่วงราวกับค้อนั์ ทุกครั้งที่คำอินทร์ยกดาบขึ้นรับ เขาจะรู้สึกถึงแรงกระแทกมหาศาลที่ส่งมาถึงกระดูก.
เคร้ง! โครม!
คำอินทร์ถูกพลังของมันซัดจนกระเด็นไปหลายวา เขาต้องใช้ท่า พยัคฆ์ล้มกระทิง เพื่อถ่ายเทแรงกระแทกลงพื้นและพยุงตัวกลับขึ้นมา เขาตระหนักในทันทีว่าการปะทะซึ่งๆ หน้าคือการฆ่าตัวตาย
"ต้องใช้ความเร็วเข้าสู้!"
คำอินทร์เปลี่ยนยุทธวิธี เขาเลิกคิดที่จะปะทะโดยตรง แต่หันมาใช้ความคล่องตัวและความเร็วจากวิชาพยัคฆ์พนาอย่างเต็มรูปแบบ เขาใช้ท่าเท้า พยัคฆ์เตร็ดเตร่ในไพรสณฑ์ เคลื่อนไหวไปรอบๆ ร่างอสูรของแม่ทัพอย่างพริ้วไหว ปล่อยให้มันฟาดดาบใส่เพียงความว่างเปล่า ต้นไม้ใหญ่หลายต้นที่อยู่ใกล้ๆ ถูกฟันจนขาดสะบั้น แสดงให้เห็นถึงพลังทำลายล้างอันน่ากลัว
คำอินทร์หาจังหวะสวนกลับด้วย เพลงดาบกรงเล็บพยัคฆา กรีดดาบเข้าที่สีข้างของศัตรู แต่สิ่งที่น่าใคือ..าแนั้นแทบจะไม่มีผลกับมันเลย ร่างอสูรนั้นไม่รู้สึกถึงความเ็ป มันเพียงหันมาตวัดดาบใส่เขาอย่างบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
คำอินทร์ต้องใช้ท่า พยัคฆ์ซ่อนเงา หลบหลีกอย่างฉิวเฉียด เขาััได้...เขาััได้ถึงพลังชีวิตของแม่ทัพที่กำลังถูกเผาไหม้อย่างรวดเร็ว ร่างอสูรนี้แข็งแกร่งก็จริง แต่ทุกการเคลื่อนไหวคือการสูบฉีดอายุขัยของตนเองทิ้งไป
"ยื้อเวลา...ข้าต้องยื้อเวลา!"
การต่อสู้กลายเป็การไล่ล่าที่ดุเดือด ฝ่ายหนึ่งคืออสูรโลหิตที่เปี่ยมด้วยพละกำลังแต่เชื่องช้า ไล่ฟาดฟันทุกสิ่งอย่างไม่เลือกหน้า อีกฝ่ายคือพยัคฆ์หนุ่มผู้ปราดเปรียว ใช้ไหวพริบและฝีเท้าหลบหลีกไปมาราวกับเงา รอคอยให้เชื้อเพลิงของศัตรูมอดไหม้ลงเอง
"หนีไปไหนไม่รอดหรอก!" แม่ทัพอสูรคำราม มันกระทืบเท้าลงพื้นด้วยท่าที่คล้ายพยัคฆ์ทลายภูผาของคำอินทร์...แต่พลังมันรุนแรงกว่าหลายเท่า พื้นดินรอบๆ แตกกระจาย แรงสั่นะเืทำให้คำอินทร์เสียหลักไปชั่วขณะ
และมันก็ใช้จังหวะนั้นเอง มันรวบรวมพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ พุ่งเข้าใส่คำอินทร์พร้อมกับเงื้อดาบขึ้นสุดแขน "ตายซะ!!!"
มันคือการโจมตีที่ทุ่มสุดตัว เปิดช่องว่างทั่วทั้งร่างกายเพื่อหวังปลิดชีพศัตรูให้ได้ในดาบเดียว
แต่สำหรับคำอินทร์แล้ว...นี่คือโอกาสที่เขารอคอย
แทนที่จะถอยหนี เขากลับย่อตัวลงต่ำแล้วใช้ท่า พยัคฆ์ซ่อนเล็บในฝัก มันไม่ใช่การโจมตี แต่เป็ท่าเตรียมพร้อมที่สงบนิ่งที่สุด เขารอจนดาบของศัตรูฟาดลงมาเกือบจะถึงตัว...
แล้วเขาก็เคลื่อนไหว
เขาทะยานสวนเข้าไปใต้วงแขนของศัตรู หลบคมดาบมรณะไปได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด และในจังหวะที่ร่างของทั้งสองสวนกันนั้น ดาบในมือของคำอินทร์ที่เก็บซ่อนไว้ก็ได้พุ่งออกไปราวกับเขี้ยวของพยัคฆ์...แทงทะลุเข้าไปใต้เกราะที่ปริแตกบริเวณสีข้างของแม่ทัพ ตรงเข้าสู่จุดตาย
ฉึ่ก!
ร่างอสูรของแม่ทัพชะงักค้างกลางอากาศ พลังทั้งหมดของมันพลันมลายหายไป กล้ามเนื้อที่เคยปูดโปนกลับเหี่ยวแห้งลงอย่างรวดเร็ว ิัที่เคยแดงก่ำกลับซีดขาว มันหันมามองคำอินทร์ด้วยแววตาที่ไม่เชื่อ ก่อนจะทรุดตัวลงคุกเข่า แล้วล้มฟุบหน้าลงไปแน่นิ่งอยู่บนพื้นดิน
ลมหายใจของคำอินทร์หอบหนัก ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยาแถลอกเล็กน้อย เขาชนะ...แต่เป็ชัยชนะที่ได้มาอย่างยากลำบาก เขามองร่างของศัตรูที่บัดนี้ดูซูบผอมราวกับถูกสูบพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น...