เมื่อครู่ด้วยมารยาท ไป๋ซีเฉิงจึงแสร้งออกไปข้างนอกเพื่อให้คู่หมั้นทั้งสองได้มีโอกาสสนทนากัน ทว่าไม่ถึงหนึ่งเค่อ ผู้เป็พี่ก็รู้สึกหงุดหงิดจนทนไม่ไหว …อย่างไรก็ไม่อยากให้น้องสาวของตนอยู่กับบุรุษตามลำพังนานเกินไป เมื่อย้อนกลับมาก็พอดีได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูดกัน …
…สิ่งที่ทำให้เขาโกรธจนตัวสั่น
“ถอนหมั้นใช่หรือไม่ ดี.. ดีมาก..” ใบหน้ายิ้มทว่าดวงตาแข็งกร้าวเย็นจัด “ไม่ต้องรบกวนท่านแม่ทัพ …เย็นนี้ข้าจะส่งหนังสือถอนหมั้นไปที่สกุลเจิ้งเอง!”
น้องสาวเขาเฉลียวฉลาดงดงาม เพียบพร้อมเพียงนี้… เ้าหมอนี่กลับกล้าหยามเกียรตินาง! เขาไม่มีวันปล่อยให้เถียนเอ๋อขึ้นชื่อว่าถูกฝ่ายชายถอนหมั้นเด็ดขาด!
เจิ้งซือิเห็นฝ่ายตรงข้ามโกรธจัดก็รู้สึกทำตัวไม่ถูก แต่ไรมาพี่ชายของคู่หมั้นก็ไม่ชอบเขาเท่าไหร่นัก แม้ตำแหน่งแม่ทัพของเขาจะสูงกว่าไป๋ซีเฉิงก็ไม่เคยคารวะเขาสักครั้ง แต่เพราะเห็นแก่ลำดับาุโเขาจึงไม่เคยทวงถาม ไม่ต้องพูดถึงว่า..คราวนี้เขาเป็ฝ่ายผิดจริงๆ
“พี่ซีเฉิง คือ..”
“ไปซะ…!”
แม่ทัพหนุ่มเพียงเอ่ยปาก เสียงเย็นเยียบแฝงโทสะก็ตวาดออกมา เจิ้งซือิรู้ว่าไม่ได้การจึงพยายามอธิบาย “ท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้ากับน้องซูเถียน..”
‘บรึ้มมม..!!’ โดยไม่พูดจาเวทย์สีขาวพลันะเิออกมาจากร่างไป๋ซีเฉิง ผลักร่างของเจิ้งซือิให้ถอยไปด้านหลัง
“…ยังกล้าเรียกนางเช่นนี้?” เสียงทุ้มเอ่ยนิ่งๆ แต่รังสีอำมหิตที่เปล่งออกมากลับรุนแรงอย่างมาก “หากยังไม่ไปอีกอย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
“พี่ซีเฉิง….”
ได้ยินฝ่ายตรงข้ามเรียกเขาว่าพี่อีกครั้ง ดวงตาสีเขียวเหลือบเงินก็เปล่งประกายสังหาร เวทย์สีขาวเจิดจ้าที่รายล้อมรอบตัวขันพลันพุ่งออกมากลายเป็กระบี่สีขาวเล่มหนึ่ง…
“ชักอาวุธเถอะ!” นักเวทย์หนุ่มเอ่ยเตือนตามมารยาท ก่อนจะพุ่งเข้าหาเจิ้งซือิ กระบี่เวทย์ฟันลงที่ร่างของอดีตคู่หมั้นของน้องสาวทันที
เจิ้งซือิหงายตัวไปด้านหลังหลบการโจมตี กระบี่ของไป๋ซีเฉิงจึงแค่เฉียดผ่านปลายจมูกเขาไปเท่านั้น คู่ต่อสู้เป็ถึงแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น ไป๋ซีเฉิงจึงไม่ได้คาดหวังว่ากระบี่ของตนจะััร่างของคนตรงหน้า เห็นเขาตีลังกาถอยหลัง ก็ย่อตัวกวาดขาไปเตะข้อเท้าของแม่ทัพหนุ่มทันที
‘ปึ่ก..’ แม่ทัพหนุ่มไม่ได้เสียหลักล้มลงไป ร่างกายของเขาแข็งแกร่งเกินกว่าที่ไป๋ซีเฉิงคาด เจิ้งซือิไม่ได้ฉวยโอกาสนี้ตอบโต้กลับ เพียงแค่ถอยไปยืนตั้งหลักอย่างเงียบๆ เท่านั้น
การปะทะเมื่อครู่นี่นับเป็การทดสอบก็ว่าได้ เจิ้งซือิพบว่านักเวทย์ผู้นี้สามารถใช้กระบี่และกระบวนท่าต่อสู้ได้ดีมาก ต่างจากนักเวทย์ทั่วไป ขณะที่ไป๋ซีเฉิงก็รู้แล้วว่าหากคิดสั่งสอนคนผู้นี้เขาคงไม่อาจใช้เพียงกระบี่เวทย์ได้
‘ฟู่ววว…’ ไอเวทย์สีขาวปกคลุมทั่วร่างนักเวทย์หนุ่ม ก่อนจะพาเขาลอยขึ้นอย่างช้าๆ ดวงตาสีเขียวเหลือบเงินยามนี้แทบจะกลายเป็สีเงินไปทั้งหมด เป็สัญญาณบอกให้รู้ว่าการลงมือหลังจากนี้จะไม่ใช่เพียงแค่การลองเชิงอีกต่อแล้ว!
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ตอนแรกไป๋ซูเถียนยังอ้าปากมองตาค้าง ทำอะไรไม่ถูก ต่อเมื่อเห็นการต่อสู้ทำท่าจะบานปลายหญิงสาวจึงรีบะโห้าม “พี่ใหญ่ หยุดก่อนเ้าค่ะ!”
ผู้ใดจะรู้ว่าบุรุษเคร่งขรึมเ็า เวลาโกรธขึ้นมาจะร้อนเป็ไฟเช่นนี้
ไป๋ซีเฉิงใจกระตุกวูบหนึ่งเมื่อนึกขึ้นได้ว่าน้องสาวของตนอยู่ในบริเวณนี้ด้วย นักเวทย์อัจฉริยะสะบัดมือวูบหนึ่งมาที่นาง เกราะทรงกลมสีขาวใสก็ครอบร่างนางไว้เพื่อป้องกันอันตราย ขณะที่ดวงตาสีเงินคู่นั้นไม่ละไปจากเจิ้งซือิ
ไอสีขาวจากร่างบนอากาศ ยิ่งมายิ่งเข้มข้นจนเกือบเป็สีเงิน เจิ้งซือิมองแล้วก็มีสีหน้าหนักใจ ‘สมแล้วที่เป็อาจารย์อัจฉริยะแห่งสำนักเวินหลาง.. ไอเวทย์ในร่างเข้มข้นไม่ด้อยกว่าระดับจอมเวทย์เลย!’
บุรุษที่ลอยอยู่เหนือพื้นไม่พูดจา มือข้างหนึ่งชูขึ้นสูง ก้อนพลังเวทย์สีขาวขนาดเท่ากำปั้นสามลูกปรากฏขึ้น ก่อนจะพุ่งเข้าหาคู่ต่อสู้ที่อยู่บนพื้นทันที
ฝ่ายตรงข้ามใช้การโจมตีเป็สัญญาณเริ่มการต่อสู้ เจิ้งซือิก็ไม่อาจพูดมาก.. ดาบสีดำสนิทเล่มหนึ่งปรากฏ ขนาดของมันนับว่าใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดของดาบทั่วไป ทว่าแม่ทัพหนุ่มกลับถือมันได้ด้วยมือเดียว มือแกร่งตวัดดาบออกไปสามครั้งอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็สามารถทำลายะเิเวทย์สามลูกนั้นได้อย่างง่ายดาย
นักเวทย์หนุ่มยังคงมีสีหน้าเ็า มือที่ยกสูงเปลี่ยนเป็ยื่นมาตรงหน้า ะเิเวทย์ลูกแล้วลูกเล่ารัวยิงเข้าใส่ร่างบนพื้นอย่างไม่นับ
‘ตูม ตูม ตูม ตูม..!!’ เจิ้งซือิปัดป้องะเิเ่าั้ได้ทั้งหมดอย่างแม่นยำ ทว่ายิ่งนานะเิเวทย์ก็ยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับสีหน้าของเจิ้งซือิที่เคร่งขรึมขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน
‘พึ่บบบ…’ ทันใดนั้น การโจมตีของไป๋ซีเฉิงหยุดลงอย่างกะทันหัน.. เมื่อแม่ทัพหนุ่มมองขึ้นไปบนฟ้าภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาเคร่งเครียดอย่างมาก!
ะเิเวทย์สีขาวเกือบยี่สิบลูกถูกสร้างขึ้น้าั้แ่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ใบหน้าหล่อเหลาของไป๋ซีเฉิงปรากฏรอยยิ้มหยัน “เ้าคงไม่คิดว่าข้าสร้างบอลเวทย์ได้ครั้งละลูกหรอกนะ…” ที่แท้ยามที่เขารัวพลังออกไป เขาก็ลอบสร้างะเิเวทย์บางส่วนเก็บเอาไว้ รอจังหวะที่จะใช้มันถล่มศัตรูตรงหน้าให้หนัก
นักเวทย์ระดับสูงจะสร้างบอลหลายลูกในเวลาเดียวกันไม่ใช่เื่ยาก ทว่าการต้องแบ่งสมาธิบังคับบอลพร้อมกันจำนวนมากขนาดนั้นต่างหากที่เป็เื่ที่นักเวทย์ทั่วไปไม่อาจทำไป เจิ้งซือิแปลกใจจนเกือบเป็ตื่นตะลึง
‘คนผู้นี้ไม่ได้เป็จอมเวทย์ด้วยซ้ำ เหตุใดจึงร้ายกาจเช่นนี้?!’
ไป๋ซีเฉิงไม่ใส่ใจสีหน้าของคู่ต่อสู้ สะบัดมือครั้งหนึ่งะเิเวทย์เกือบยี่สิบลูกก็พุ่งเข้าหาร่างบนพื้นพร้อมกัน!!
กระบวนท่านี้อานุภาพร้ายกาจยิ่งนัก… เจิ้งซือิไม่อาจออมมือได้อีก ดาบสีดำในมือของเขาปรากฏแสงสว่าง เช่นเดียวกับดวงตาสีดำสนิทที่เปล่งประกายวาบ … ดาบในมือคล้ายขยับเบาๆ เท่านั้น ก็ะเิปราณดาบสีดำสนิทออกมา ทำลายะเิเวทย์ทั้งหมดของไป๋ซีเฉิงจนสิ้น!
‘บรึ้มมม…!!’ แรงสะท้อนจากการปะทะของปราณดาบ และปราณเวทย์ ส่งให้ร่างของไป๋ซีเฉิงบนอากาศกระเด็นถอยหลังไป
“พี่ใหญ่!” ไป๋ซูเถียนที่อยู่ในเกราะเวทย์เห็นพี่ชายถูกโจมตีก็ร้อนใจอย่างมาก เจิ้งซือิเป็แม่ทัพใหญ่.. คู่ต่อสู้อย่างน้อยต้องเป็ ‘จอมเวทย์ระดับสูง’ จึงจะเทียบกับเขาได้ ทว่าพี่ชายของนางเป็แค่นักเวทย์ทั่วไปต่อให้เก่งกาจเพียงใดก็คงรับมือคนผู้นี้ไม่ได้!
ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบเงินเปล่งประกายวาบ ร่างบางสะอึกตัวไปด้านหน้าด้วยความเป็ห่วงพี่ชาย ทันใดนั้น เกราะเวทย์สีขาวที่หุ้มตัวนางไว้ก็สั่นสะท้าน และ…
‘ฟุ่บ…’ เกราะเวทย์สลายกลายเป็ไอสีขาวและพุ่งหายเข้าร่างของนางไปอย่างเงียบงัน!
‘เมื่อกี้มัน…อะไรน่ะ?!” ไป๋ซูเถียนไม่เข้าว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงรับรู้ว่ามีปราณอบอุ่นสายหนึ่งถูกดูดกลืนเข้าร่างของตนมาเท่านั้น
‘เปรี้ยงงง!!’ เสียงการต่อสู้ดำเนินต่อไป.. ไม่รู้ไป๋ซีเฉิงตั้งหลักได้เมื่อไหร่ ปราณสีขาวในลักษณะคล้ายเหล็กแหลมพุ่งลงมาจากฟ้า ก่อนจะกระทบเข้ากับพื้นอย่างจัง
เจิ้งซือิพลิกตัวหลบได้ทัน ดวงตาสีดำจ้องมองพื้นที่เป็หลุมลึกขนาดใหญ่ตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา
‘คนผู้นี้ใช้ปราณเวทย์ได้ชาญฉลาดนัก’ หอกเวทย์เมื่อครู่นี้ ไม่เพียงใช้เวทย์น้อยกว่าบอลเวทย์มาก ไป๋ซีเฉิงยังจงใจบังคับให้มันพุ่งลงมาแบบควงสว่านเพื่อให้ยากต่อการตั้งรับและช่วยเพิ่มแรงโจมตีอีกด้วย
หอกเวทย์อีกเล่มถูกสร้างขึ้นก่อนจะพุ่งลงมาอีกครั้ง และอีกครั้ง ราวกับคน้าตั้งใจจะจัดการเขาให้หมอบให้ได้.. เจิ้งซือิจำต้องเรียกใช้ปราณดาบเพื่อต้านรับการโจมตีที่รุนแรงนี้…
การใช้ปราณดาบแปลงต้องใช้สมาธิ ทั้งยังสิ้นเปลืองปราณ ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามกลับอาศัยปราณเล็กน้อยและความสามารถในการควบคุมเวทย์เท่านั้น หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไปไม่แน่ว่าแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นอาจต้องพ่ายแพ้ให้กับนักเวทย์ผู้ไม่ได้เป็แม้จอมเวทย์ด้วยซ้ำ..
ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าไป๋ซีเฉิงจะช่างสร้างความลำบากให้เขาได้มากขนาดนี้!
‘เปรี้ยงงง..!!’ หอกเวทย์ถูกเจิ้งซือิทำลายลงอีกครั้ง แต่ปราณดาบของแม่ทัพใหญ่ก็ถูกทำลายไปเช่นกัน ปราณดาบแหลมคมถูกฉีกกระชากเป็เส้นเล็กๆ กระจายออกไปรอบด้าน .. และหนึ่งในนั้นกำลังพุ่งมาทางไป๋ซูเถียน
เส้นสายปราณดาบเหลือเพียงไอปราณอ่อนแรง ไป๋ซูเถียนย่อมไม่กังวลว่าจะเกิดอันตราย ทว่า…ขณะที่หญิงสาวมองมันอย่างสนใจ จู่ๆ ปราณดาบเ่าั้ก็กระพริบวาบคล้ายรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง ก่อนจะพุ่งตัวมาหานางอย่างสุดแรง
การโจมตีที่พุ่งมาอย่างกะทันหันทำให้หญิงสาวใจนเผลอหลับตา… ‘ฟุ่บ!’ ปราณดาบสายเล็กๆ นั่นหายเข้าไปในร่างนางอย่างเงียบๆ อีกครั้ง
‘อะไรกัน...?! ปราณดาบก็ดูดได้ …? หรือว่าเกราะเวทย์ของพี่ใหญ่เมื่อครู่ก็เช่นกัน’ ไป๋ซูเถียนเริ่มคาดเดาถึงอะไรบางอย่างที่เหลือเชื่ออย่างมาก… ดวงหน้างดงามเงยหน้ามองพี่ชายที่ลอยอยู่้าพร้อมกับจงใจขยับเข้าใกล้เขา
‘เปรี้ยงงง…!’ ทุกครั้งยามไป๋ซีเฉิงปล่อยปราณโจมตี ไอเวทย์สีขาวกลุ่มหนึ่งจะกระจายออกมา ไป๋ซูเถียนทดลองยื่นมือไปทางนั้น ไอเวทย์สีขาวสายหนึ่งก็เลี้ยวมาหานางอย่างน่าประหลาด ราวกับว่า…เพียงนาง้า พวกมันก็พร้อมจะเข้ามาหานางอย่างเชื่อฟัง
‘ฟุ่บ..’ จริงดังคาด… เวทย์สีขาวกลุ่มเล็กๆ นั้นหายวับไปในมือของนางอย่างสงบ
“ดูเหมือนร่างกายนี้จะสามารถดูดปราณได้ทุกชนิด…” หญิงสาวได้ข้อสรุปพร้อมกับนึกสับสน หากจำไม่ผิดในนิยายไม่เคยเอ่ยถึงเื่นี้มาก่อนนี่นา… ไป๋ซูเถียนไม่เพียงสามารถดูดซับไอมารและปราณเวทย์ได้พร้อมกัน แม้แต่ปราณดาบยังสามารถดูดซับได้ …
ร่างนี้มันอะไรกันแน่?!
“หึ.. เจิ้งซือิ …สมแล้วที่เป็แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น” ไป๋ซีเฉิงยิ้มเ็า ดวงตาที่เปลี่ยนเป็สีเงินกระพริบวาบ .. เวทย์สีขาวกลุ่มหนึ่งแผ่กระจายออกมาก่อนจะควบรวมเป็วงแหวนสีเงินคมกริบนับสิบวงอย่างรวดเร็ว…
วงแหวนเล็กๆ นั่นดูก็รู้ว่าสร้างได้ยากมาก แต่เขากลับทำออกมาได้ง่ายราวกับปั้นแป้งเท่านั้น เจิ้งซือิไม่คิดว่าคนผู้นี้จะสามารถควบคุมเวทย์ได้อย่างคล่องแคล่วสมบูรณ์แบบเช่นนี้ …หากวันหนึ่งไป๋ซีเฉิงเลื่อนขึ้นเป็จอมเวทย์จริง.. ยังจะมีผู้ใดในแผ่นดินสามารถรับมือเขาได้?!
นักเวทย์อัจฉริยะสะบัดมือวูบ เวทย์วงแหวนนับสิบนั้นกระจายออกล้อมตัวเจิ้งซือิไว้ ทุกด้าน ขาดเพียงคำสั่งเดียวเท่านั้นก็จะพุ่งเข้าหาร่างที่อยู่ตรงกลาง แม่ทัพหนุ่มมองสถานการณ์ที่เสียเปรียบของตนแล้ว ดวงตาสีดำจัดก็เปล่งประกายจริงจัง..
‘ไม่เอาจริงคงไม่ได้แล้ว…!’
เจิ้งซือิหลับตาลงปราณดาบรอบตัวพลันควบรวมกันอย่างรวดเร็ว เกิดเป็เงาดาบอีกเล่มที่ด้านหลัง ลักษณะเหมือนกับดาบในมือเขาทุกประการ ทว่าขนาดของมันใหญ่กว่าเกือบห้าเท่า
ไป๋ซูเถียนเห็นแล้วก็นึกถึงเนื้อหาในนิยาย.. นี่คือ ‘อัตตลักษณ์ดาบ’ มันคือการหลอมรวมปราณดาบให้เกิดเป็รูปร่าง ทั้งแผ่นดินนี้มีเพียงเจิ้งซือิที่ใช้ได้ ด้วยกระบวนท่านี้เขาจึงไม่เคยพ่ายแพ้ให้ใครมาก่อน
ไป๋ซีเฉิงเห็นฝ่ายตรงข้ามใช้ไม้ตายก็ไม่ได้มีทีท่าหวาดกลัว ใบหน้าหล่อเหลาคลี่ยิ้มหยัน ขณะสร้างวงแหวนขึ้นมาอีกเกือบสามสิบวงในชั่วพริบตา เขารู้ดีว่านี่เป็กระบวนท่าตัดสินแพ้ชนะจึงคิดทุ่มสุดกำลัง… วงแหวนสีเงินหลายสิบวงหมุนวนพร้อมกันจนเกิดลมกรรโชกรุนแรงพัดออกไปรอบด้าน.. ปราณของไป๋ซีเฉิงแม้น้อยกว่า แต่พลังทำลายล้างของวงแหวนที่หมุนเร็วจี๋หลายสิบวงนั้นไม่ด้อยไปกว่าอัตตลักษณ์ดาบของเจิ้งซือิสักเท่าไหร่เลย
‘คงเกิดแรงปะทะหนักแน่’ ไป๋ซีเฉิงคิดพลางหันมามองสำรวจทางน้องสาวด้วยความเคยชิน ทันใดนั้นดวงตาสีเงินก็หดวูบด้วยความใ
‘นางทำไมอยู่นอกเกราะเวทย์?!’
ไป๋ซีเฉิงไม่มีเวลาหาสาเหตุว่าเกราะเวทย์หายไปไหน การโจมตีทั้งหมดหยุดชะงัก.. วงแหวนหยุดนิ่งไม่หมุนอีกต่อไป เมื่อคิดว่าแรงะเิที่จะเกิดขึ้นอาจทำให้ไป๋ซูเถียนเป็อันตราย เขาจึงไม่อาจเสี่ยงใช้กระบวนท่านี้ได้อีก
เวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่ไป๋ซีเฉิงเปลี่ยนใจ …เจิ้งซือิยังคงหลับตานิ่ง การใช้อัตตลักษณ์ดาบต้องใช้สมาธิอย่างมาก… แม่ทัพใหญ่จึงไม่ทันสังเกตุเห็นความผิดปกติของคู่ต่อสู้
เมื่อเขาลืมตาขึ้นดาบขนาดใหญ่ก็พุ่งออกไปยังทิศที่สองพี่น้องอยู่แล้ว!
ไป๋ซูเถียนแม้จะอยู่ห่างแต่ก็ยังนับว่าอยู่รัศมีการโจมตีด้วยเช่นกัน.. ตอนนี้นางไม่มีเกราะป้องกัน ไป๋ซีเฉิงจึงรีบลงมายืนขวางนางไว้ นักเวทย์หนุ่มเร่งสร้างเกราะเวทย์ด้วยสีหน้าหนักใจ กะทันหันเช่นนี้เห็นทีคงต้องยอมาเ็บ้างแล้ว
ไป๋ซูเถียนเห็นผู้เป็พี่ยืนบังอยู่หน้านาง..ขณะที่ดาบขนาดั์กระทบเข้ากับเกราะเวทย์จนเกิดเสียงดัง
‘เปรี้ยงงง….!’ เกราะสีขาวสั่นวูบหนึ่งก่อนจะเริ่มแตกร้าว ไป๋ซีเฉิงหันกลับมากอดน้องสาวไว้หมายจะใช้ร่างกายปกป้องนาง ดวงตาสีน้ำตาลใสประมวลความคิดวูบเดียวก็ได้วิธีการที่ดีที่สุดออกมา หญิงสาวยื่นมือออกไปด้านหน้าดูดปราณกระบี่ขนาดใหญ่สายนั้นเข้ามาในตัวอย่างรวดเร็ว
‘วูบบ..!’ ทั้งเกราะและปราณดาบพลันหายสาบสูญไปในพริบตา ร่างบางสะดุ้งหนึ่งครั้งเพราะปราณแปลกๆ สองสายที่ไหลเข้ามาในตัวพร้อมกัน.. หลังจากนั้น …ก็ไม่มีอะไรแล้ว
ปราณกลุ่มใหญ่เมื่อเข้าสู่ร่างนางกลับคล้ายหินก้อนเล็กที่ร่วงลงในบึงกว้าง สร้างแรงกระเพื่อมวงเล็กได้แค่ไม่กี่วงเท่านั้นก่อนจะหายสาบสูญไป
เจิ้งซือิกำลังใที่ยั้งมือไม่ทัน…จึงไม่ทันมองว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เช่นเดียวกับไป๋ซีเฉิงที่กำลังห่วงน้อง เขาเข้าใจไปว่าฝ่ายตรงข้ามยั้งมือไว้ได้ทัน ขณะที่เจิ้งซือิเข้าใจว่าที่อัตตลักษณ์ดาบของเขาสลายไปเป็เพราะเกราะอันร้ายกาจของไป๋ซีเฉิง
“เถียนเอ๋อ… เ้าเป็อะไรหรือไม่?” เสียงร้อนรนของพี่ชายเอ่ยถาม เช่นเดียวกับแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นที่ยื่นมือเข้ามาหานางด้วยความร้อนใจ
“น้องซูเถียน… เ้าาเ็หรือไม่?”
เห็นศัตรูที่เกือบทำร้ายนางเข้ามาใกล้ ปราณในร่างของไป๋ซีเฉิงก็ะเิออกมาอีกครั้ง อ้อมแขนกอดน้องสาวอย่างหวงแหน ขณะที่ดวงตาจ้องบุรุษชุดแดงตรงหน้าอย่างโกรธแค้น.. หากเมื่อครู่น้องสาวเขาเป็อะไรแม้แต่ปลายผม เขาสาบานจะสับคนผู้นี้ออกเป็ชิ้นๆ
พี่ชายทำท่าจะลงมืออีกครั้ง .. ไป๋ซูเถียนก็รีบกอดเอวพี่ชายเอาไว้แน่น “พอเถิดเ้าค่ะ ..หากสู้กันต่อไปบ้านเราก็จะเหลือแต่พื้นแล้วนะเ้าคะ!”
เมื่อครู่..บุรุษสองคนสู้กันอย่างเพลินใจ..จนลืมไปแล้วว่าพวกเขาอยู่ในลานบ้านของเรือนขนาดเล็กเท่านั้น ทั้งสองเหลือบมองรอบตัวอย่างคนที่เพิ่งได้สติ
โต๊ะรับรองที่ลานบ้าน… ไม่เหลือแล้ว
กำแพงบ้าน… เป็รูใหญ่สามรู
หลังคาเรือน… ครึ่งหนึ่งถูกพัดออกไป
แม่ทัพหนุ่มเดิมทีไม่รู้สึกผิดอะไร… ไป๋ซีเฉิงลงมือรุนแรงเพียงนั้นหากเขาไม่ตอบโต้คงเจ็บหนักไปแล้ว แต่เมื่อคิดถึงเมื่อครู่ที่ตนเกือบทำร้ายนาง จึงร้อนใจอย่างมาก “น้องซูเถียน เจ็บตรงไหนหรือไม่?”
“พวกเราไม่สนิทกันเพียงนั้น.. ท่านแม่ทัพโปรดให้เกียรติด้วย” เสียงใสเอ่ยตัดสัมพันธ์อย่างเด็ดขาด
ใบหน้าหล่อเหลาซีดลงอย่างทันตา.. ดวงตาสีดำมองนางอย่างเจ็บช้ำ ตัดพ้ออย่างน่าสงสาร ทว่า
“ขออภัย.. แต่ท่านจะไปได้แล้วหรือยัง?” หญิงสาวไม่อยากให้พี่ชายโกรธไปมากกว่านี้
เจิ้งซือิมองนางนิ่งก่อนจะหันหลังจากไป … แผ่นหลังงองุ้มส่งอารมณ์หม่นหมองคล้ายเด็กถูกทิ้ง จนแทบไม่เชื่อว่านี่คือแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น
ท่าทางอาลัยรัก ในสายตาของไป๋ซีเฉิงกลับเหมือนกำลังยั่วโมโหกันมากกว่า… คิดถอนหมั้นแล้วยังมาแสดงบทโศกเศร้า คิดจะเรียกร้องความเห็นใจจากใครกัน?! มือแกร่งกำหมัดแน่น…ขณะมองตามแผ่นหลังนั้นไปอย่างด้วยสายตาเย็นเยียบ…
“พี่ใหญ่ …. โกรธอะไรหรือเ้าคะ? ข้าไม่รักเขา เขาก็ไม่รักข้า เลิกกันไปก็ถูกต้องแล้วนี่นา”
สองพี่น้องยังคงพาซื่อ ไม่รู้ว่าเจิ้งซือิคิดไปถึงไหนแล้ว…ยังนึกเพียงว่าอีกฝ่าย้าถอนหมั้น
‘หึ.. คนผู้นั้นย่อมไม่เดือดร้อน แต่น้องสาวของเขาต้องกลายเป็สตรีที่ถูกทิ้งขว้าง..’ ยิ่งคิดไป๋ซีเฉิงก็ยิ่งเกลียดเจิ้งซือิมากขึ้น หากไม่อยากแต่งงานเหตุใดต้องมาแสดงตัวั้แ่แรก… หากไม่ชอบนางเหตุใดต้องมาเทียวไล้เทียวขื่ออยู่ตั้งหลายปี
อย่างไรก็ตาม.. คำว่าไม่รักของน้องสาวก็ยังทำให้ผู้เป็พี่โล่งใจไปได้บ้าง หากนางอยากได้คนผู้นั้น… ต่อให้ต้องตายเขาก็จะลากคอมันมาเข้าพิธีให้ได้
“แล้วเ้าจะทำอย่างไร?” ผู้เป็พี่เอ่ยถามอย่างสงสาร
“ข้าก็อยู่กับท่านไปเรื่อยๆ ไง” เสียงใสเอ่ยพลางฉีกยิ้มสดใส
ไป๋ซีเฉิงไม่คิดว่าน้องสาวที่เคยเ็าจะเปลี่ยนเป็น่ารักน่าเอ็นดูได้เพียงนี้จึงได้แต่นิ่งไป ดวงตาสีเขียวมองรอยยิ้มหวานอย่างอ่อนโยน ทว่าการไม่พูดของเขากลับทำให้นางเข้าใจผิด
“หรือท่านกลัววันหน้าพี่สะใภ้จะอึดอัด? เช่นนั้นข้าค่อย..”
“ไม่อึดอัด …” เสียงทุ้มเอ่ยอ่อนโยนยิ่ง มือแกร่งยกขึ้นลูบศีรษะนางก่อนดึงมากอดไว้อย่างรักใคร่ “ข้าเลี้ยงเ้าได้… หากเ้าไม่อยากแต่งงานก็ไม่เป็ไร พี่จะอยู่เป็เพื่อนเ้าเอง” หากการแต่งงานแล้วมีปัญหาเขาไม่แต่งงานก็ไม่เห็นเป็ไร นับแต่สิบปีก่อนเขาก็เคยสาบานไว้ ชีวิตนี้จะไม่มีวันปล่อยน้องสาวไว้ลำพัง ทำให้นางต้องเผชิญเคราะห์กรรมเช่นนั้นอีก
ร่างเล็กในอ้อมแขนเกร็งขึ้นเล็กน้อยกับความอบอุ่นที่ได้รับ.. แท้จริงแล้วนางกับบุรุษผู้นี้เป็คนแปลกหน้า ยามนี้เขากอดนางไว้ทั้งยังแสดงท่าทางราวกับนางคือน้องสาวที่เขารัก… หัวใจของหญิงสาวก็บีบรัด…น้ำตาหยดเล็กๆ ไหลซึมออกมา
‘เขาดีกับไป๋ซูเถียนเพราะนางเป็น้องสาวของเขา แล้วข้าล่ะ…ข้ามีสิทธิ์ได้รับความรักนี้หรือ?’
นับจากเสียบิดามารดาไปตอนอายุสิบสอง ไป๋ซูเถียนก็ไม่เคยได้ััความรักของครอบครัวอีกเลย นางไม่มีพี่น้อง ญาติรอบตัวก็โหดร้าย… คำว่าครอบครัวสำหรับนางแล้วเป็เพียงนามธรรมอันห่างไกล ทว่ายามนี้… นางอยากให้ตนเองเป็ไป๋ซูเถียนตัวจริงเหลือเกิน…
คืนนั้นนางนอนหลับแล้วก็ฝัน…ถึงเื่ของไป๋ซีเฉิง
ในนิยายพี่ชายของนางฝึกเวทย์… เป็อัจฉริยะที่ยอดเยี่ยมระดับสมบัติของแคว้น แต่สุดท้ายกลับตายก่อนนางเสียอีก สาเหตุก็คือไป๋ซีเฉิงถูกฝูงปีศาจฆ่าตายเพราะช่วยลูกศิษย์กลุ่มหนึ่งไว้ในป่าปีศาจ ตอนที่ตาย… เขาเป็นักเวทย์ธรรมดาเท่านั้น
ทั้งที่..หากเขายอมซื้อหินเวทย์มาให้ตนเองดูดซับ..เขาควรบรรลุจอมเวทย์ไปตั้งนานแล้ว
ใบหน้าหล่อเหลาซีดขาว ร่างทั้งร่างมีแต่ร่องรอยถูกทำร้าย อัจฉริยะที่ควรเติบโตขึ้นเป็นักเวทย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน… นอนตายกลางป่าเพียงลำพัง
‘พี่ใหญ่ตายไปเพราะตั้งใจเก็บเงินไว้ให้ข้า.. เขาตายเพราะข้า!!’ เสียงแหบแห้งทุกข์ทรมานที่แยกไม่ออกว่าเป็เสียงของไป๋ซูเถียนคนเดิมหรือคนใหม่ปลุกร่างที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นกลางดึก
เมื่อคิดถึงว่าพี่ชายคนนั้นกำลังจะตาย ความไม่ยินยอมก็พลุ่งพล่านในดวงตา
“์.. ในเมื่อท่านให้ข้ามาเกิดที่นี่แล้ว ข้าก็คือนาง… พี่ชายคนนี้ ข้าจะปกป้องไว้ให้ได้!!”
#จะพยายามปั่นอีกตอนคืนนี้นะคะ
#Tian Si รักคนอ่านม้ากกกกกก