เนี่ยชิงเฟิงไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจหรือตกตะลึงทว่าพยักหน้าพลางเอ่ย “นายท่านวางใจเถิดพวกมันกล้ามา ข้าน้อยย่อมทำให้พวกมันไม่อาจกลับไปได้”
งานประมูลนี้เดิมทีก็เป็นที่ที่รวมความวุ่นวายอยู่แล้วเขาจึงจัดการเตรียมทุกอย่างไว้เป็นอย่างดี จึงไม่มีผู้ใดกล้าสร้างความเดือดร้อนผู้ใดที่มองข้ามกฎเกณฑ์ ย่อมไม่อาจได้รับสิ่งใดที่ดีกลับไปจากที่นี่ได้เลย
เขาได้ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจกับหอชิงอวี่แห่งนี้ไปไม่น้อยเลยทีเดียวภายในเรือนมีการฝึกฝนองครักษ์ มือปราบ และผู้คุ้มกันอย่างต่อเนื่องตลอดปีเขายังเชิญยอดฝีมือมาประจำอยู่ที่หอชิงอวี่อีกด้วยและยังได้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกู้ชิงเฉิง โดยร่วมมือกับองค์กรนักฆ่า ให้พวกเขามาช่วยจัดการหอชิงอวี่
องค์กรนักฆ่าเองก็ทำเพื่อเงินเช่นกันเพราะรายได้ของหอชิงอวี่สูงกว่าเงินที่พวกเขาต้องแลกมาด้วยคมดาบในแต่ละวันเป็นอันมากพวกเขาย่อมยินดีที่จะละทิ้งอาชีพนักฆ่า
อีกทั้งเพื่อให้สามารถดึงดูดคนเหล่านี้ได้เนี่ยชิงเฟิงจึงผลักดันให้ ‘เว่ยอี้’ นักฆ่าผู้นั้น ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุด ไม่ว่าเรื่องใดในสำนักนี้พวกเขาทั้งสองจะร่วมกันตัดสินใจ ซึ่งสามารถซื้อใจผู้คนในสำนักนักฆ่าได้ทั้งหมดประกอบกับรายได้ที่ไม่ใช่น้อย ทุกคนจึงจงรักภักดีเป็นอย่างยิ่ง
“อืม เช่นนั้นก็ถือโอกาสจับเต่าในไหเสีย!” กู้ชิงเฉิงยิ้มบาง“เดิมทีข้าคิดว่าจะไม่ให้องค์รัชทายาทปรากฏตัวเพื่อเลี่ยงความยุ่งยากแต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าควรจะให้องค์รัชทายาทไปที่หอประมูลโดยเร็วเสียแล้ว”
การทำเช่นนี้เพื่อล่อให้คนตระกูลอวี๋มาติดกับ จะได้ลงมือได้ง่ายขึ้น
“องค์รัชทายาท...” เนี่ยชิงเฟิงชะงักไปเล็กน้อยแล้วก็กลืนคำพูดไว้ในลำคอ
อันที่จริงเขาอยากให้กู้ชิงเฉิงอยู่ห่างจากองค์รัชทายาทจะได้ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับตระกูลอวี๋ ถึงแม้ว่าพวกเขาไม่กลัวตระกูลอวี๋แต่เมื่อไม่มีความบาดหมาง ก็ไม่จำเป็นต้องไปหาเรื่องอีกทั้งยังเป็นปัญหาที่องค์รัชทายาทก่อขึ้น ก็สามารถโยนความผิดให้ได้ง่ายดาย
“อืม เจ้าคงรู้ถึงฐานะของข้าแล้วกระมัง” กู้ชิงเฉิงรู้ดีว่าเมื่อข่าวแพร่งพรายออกไปย่อมกระจายไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะฐานะของนางและโม่อวี้เฉินย่อมเป็นที่ซุบซิบของผู้คนมากยิ่งขึ้น
สีหน้าของเนี่ยชิงเฟิงไม่สู้ดีนักเขากัดริมฝีปากแน่นแล้วสูดลมหายใจลึก ก่อนจะเอ่ยปาก “สิ่งเหล่านั้น...ไม่ใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่ขอรับ?”
เขาไม่เคยเห็นใบหน้าแท้จริงของกู้ชิงเฉิงและไม่รู้ฐานะของนางรู้เพียงว่านางเป็นสตรีที่พิเศษยิ่งนักสิ่งที่อยู่ในความคิดของนางเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่มีวันคาดคิดได้อีกทั้งนางยังมีวิชาแพทย์ที่ยอดเยี่ยม ความสามารถเป็นเลิศ ไม่มีผู้ใดเทียบเทียมได้
“เป็นเรื่องจริง” กู้ชิงเฉิงเอ่ยด้วยแววตาเรียบเฉย
อันที่จริงนางสวมผ้าคลุมหน้ามานานหลายปีทั้งยังมีเด็กน้อยวัยห้าขวบอยู่ข้างกาย เมื่อข่าวลือแพร่สะพัดเหล่าคนของนางย่อมสามารถคาดเดาได้ว่าใครเป็นใคร หลังจากเหตุการณ์ไฟไหม้ในครั้งนั้นสตรีผู้หนึ่งย่อมไม่อาจรอดชีวิตกลับมาได้อย่างสมบูรณ์ การที่ใบหน้าจะถูกทำลาย ย่อมเป็นเรื่องปกติ
เนี่ยชิงเฟิงซึ่งเดิมทีเดินนำหน้าอยู่พลันชะงัก ร่างทั้งร่างแข็งทื่อ เขารู้สึกราวกับเท้ากำลังลอยอยู่พื้นดินก็ไม่มั่นคงอีกต่อไป แม้กระทั่งสมองยังว่างเปล่าไปชั่วขณะหนึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
“อันที่จริง คนตระกูลอวี๋ไม่ได้ต้องการสังหารเพียงองค์รัชทายาทเท่านั้น”กู้ชิงเฉิงหรี่ตาลง อวี๋ชิงฮวาต้องมาพบจุดจบลงเพราะนางคนตระกูลอวี๋ย่อมสืบรู้ได้โดยง่าย
“นายหญิง พวกมันถึงกับกล้าเพียงนี้ เหตุใดจึงไม่...” เนี่ยชิงเฟิงเองก็เคยผ่านเรื่องราวร้ายแรงมาไม่น้อยในอดีต ครั้งหนึ่งหอชิงอวี่ก็เคยเป็นที่รู้จักเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน
“เจ้าคิด...จะโค่นล้มตระกูลอวี๋หรือ” กู้ชิงเฉิงคาดเดาความคิดของเขาได้ในทันทีพลางหรี่ตาลง “ก็น่าสนใจอยู่หรอก...”
“ด้วยอำนาจเพียงน้อยนิดของพวกเจ้า การที่คิดจะโค่นล้มตระกูลอวี๋ย่อมเป็นเพียงความคิดเพ้อฝัน” โม่อวี้เฉินเดินจูงมือกู้จิ่งเซวียนเข้ามาอย่างช้าๆน้ำเสียงของเขาแฝงด้วยความรู้สึกจำใจเล็กน้อย
เขารู้ว่ากู้ชิงเฉิงมีวิธีการและความสามารถบางอย่างเพียงห้าปีสั้นๆ นางไม่เพียงแต่ก่อตั้งอันหยวนถังเท่านั้นหากยังรวบรวมหอชิงอวี่และสำนักหรูอี้ได้อีกด้วย แต่ถึงกระนั้นการจะกลืนกินตระกูลอวี๋ก็ยังคงเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ
กระทั่งราชวงศ์ก็ยังต้องเกรงใจสี่ตระกูลใหญ่เพราะแม้แต่การเปลี่ยนแผ่นดินก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตระกูลเหล่านี้เลยจึงเห็นได้ว่าพวกเขามีพลังอำนาจแข็งแกร่งเพียงใด
กู้ชิงเฉิงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดมากนักนางย่อมทราบดีถึงอิทธิพลของตระกูลอวี๋ ตามเนื้อเรื่องเดิมนั้นตระกูลอวี๋ถูกกำหนดให้เป็นตระกูลที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งไม่มีใครสามารถสั่นคลอนได้และมีอำนาจในการชักจูงผู้คนสูงอย่างมากเพราะเมื่อนางเอกยึดครองตระกูลใหญ่ทั้งสี่ได้ จึงจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันยอดเยี่ยมของนางแต่สิ่งนี้กลับเพิ่มความยากลำบากให้กับกู้ชิงเฉิง
“ตอนนี้ข้าก็มีองค์รัชทายาทอยู่ไม่ใช่หรือเพคะ?” กู้ชิงเฉิงเลิกคิ้วพลางยิ้มออกมา เมื่อมีรัศมีของพระเอก นางย่อมไม่กลัวตระกูลอวี๋ ดังนั้นนางจึงเชื่อว่าการตัดสินใจของนางนั้นถูกต้องแล้ว
โม่อวี้เฉินคลี่ยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้าแน่นอนว่าเขายินดีที่จะให้นางพึ่งพิง
แต่เมื่อเห็นเนี่ยชิงเฟิงยืนใกล้ชิดกับกู้ชิงเฉิงเช่นนั้นเขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง จึงรีบก้าวเท้าไปหนึ่งก้าวและยืนอยู่ระหว่างคนทั้งสอง “ชิงเฉิงเจ้ากับเจ้าสำนักเนี่ยสนิทสนมกันมากหรือ?”
ยามค่ำคืนเช่นนี้ชายหญิงอยู่กันตามลำพัง ย่อมทำให้เขารู้สึกไม่วางใจ ในเวลานี้โม่อวี้เฉินจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่
กู้ชิงเฉิงขมวดคิ้วเหตุใดบุรุษผู้นี้จึงโผล่มาตอนนี้เล่า นางยังไม่อยากจะเปิดเผยอำนาจของตนเองนางจึงเหลือบตามองกู้จิ่งเซวียนแวบหนึ่ง
“ท่านแม่ ท่านพ่อจะพาเซวียนเอ๋อร์ไปกินขาหมูที่หอชุนเจียงพวกเราแค่ผ่านมาทางนี้ขอรับ” กู้จิ่งเซวียนรีบดึงตัวเองออกจากเรื่องราวทั้งหมดเขาไม่อยากถูกกู้ชิงเฉิงสั่งสอน ความรู้สึกเช่นนั้นมันไม่ดีเลย
“ยามนี้หอชุนเจียงยังมีขาหมูเหลืออยู่หรือ?” กู้ชิงเฉิงถลึงตาใส่โม่อวี้เฉินแล้วถลึงตาใส่กู้จิ่งเซวียนอีกที ปกติแล้วเจ้าเด็กนี่ก็ฉลาดหลักแหลมแต่เหตุใดวันนี้กลับถูกหลอกมาได้ ช่างไร้ประโยชน์เสียจริง
เมื่อได้รับสายตาของกู้ชิงเฉิงกู้จิ่งเซวียนก็ก้มหน้าลงเล็กน้อยอันที่จริงแล้วเขาถูกโม่อวี้เฉินซื้อตัวมาต่างหาก
“มีสิ” โม่อวี้เฉินกลับเอ่ยขึ้นว่า “ตราบใดที่เซวียนเอ๋อร์อยากกิน ก็ย่อมมีเสมอ” ท่าทางของเขามั่นอกมั่นใจยิ่งนัก
“ดี ข้าเองก็อยากกินด้วย” กู้ชิงเฉิงเดิมทีตั้งใจจะปรึกษาหารือกับเนี่ยชิงเฟิงเรื่องการรับมือตระกูลอวี๋แต่ในเมื่อโม่อวี้เฉินก็มาแล้ว เช่นนั้นก็ปรึกษาพร้อมกันเสียเลยดีกว่า
“ไปเถิด” โม่อวี้เฉินพยักหน้าอย่างไม่ลังเลจากนั้นก็จับมือกู้จิ่งเซวียนข้างหนึ่ง และจับข้อมือของกู้ชิงเฉิงอีกข้างหนึ่งก่อนจะพากันเดินออกไปข้างนอก
อันที่จริงที่นี่เป็นเขตของหอชิงอวี่โม่อวี้เฉินอยากกินขาหมูที่หอชุนเจียง แต่กลับบอกว่าผ่านมาทางนี้ได้ช่างเป็นข้ออ้างที่ไร้สาระยิ่งนัก ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเปิดโปงเลยด้วยซ้ำ
“ชิงเฟิง ไปด้วยกันเถิด” กู้ชิงเฉิงไม่ได้สะบัดมือโม่อวี้เฉินออกนางหันไปเรียกเนี่ยชิงเฟิงว่า “กินไปคุยไปดีกว่า”
“ชิงเฉิง พวกเราสามพ่อแม่ลูกออกมาทานข้าว มีคนนอกอยู่ด้วยมันไม่เหมาะกระมัง”โม่อวี้เฉินรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย จึงเอ่ยขึ้นเสียงต่ำ
“ชิงเฟิงไม่ใช่คนนอกเพคะ” กู้ชิงเฉิงยืนกรานอย่างหนักแน่น“มิฉะนั้น ข้ากับชิงเฟิงจะกลับไปหารือกันที่หอชิงอวี่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทำเอาโม่อวี้เฉินแทบกระอักเลือดเนี่ยชิงเฟิงผู้นี้เคยถูกเอ่ยถึงจากปากของกู้จิ่งเซวียนแล้วนี่นาแน่นอนว่าคนผู้นี้ย่อมอยู่ในลำดับต้นๆ ในใจของกู้จิ่งเซวียน
ล้อเล่นหรือไรคิดจะอยู่ด้วยกันสองคนเชียวหรือ ไม่มีทางเด็ดขาด!
โม่อวี้เฉินรีบดึงกู้ชิงเฉิงไว้“ในเมื่อเป็นการหารือเรื่องตระกูลอวี๋ เช่นนั้นเราก็ควรหารือด้วยกันข้าย่อมเข้าใจตระกูลอวี๋มากกว่า” ท่าทีของเขาดีขึ้นมาก
ทำให้เนี่ยชิงเฟิงไอเบาๆสองสามครั้ง “องค์รัชทายาทไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้นหรอกพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ลำบากหรอก” โม่อวี้เฉินบีบคำเหล่านี้ออกมาจากไรฟันเขาแทบอยากจะฆ่าเนี่ยชิงเฟิงเสียเดี๋ยวนี้ นี่มันเป็นการท้าทายเขาชัดๆ
สักวันหนึ่งเขาจะต้องให้เนี่ยชิงเฟิงคุกเข่าต่อหน้าเขาแล้วเรียก‘นายท่าน!’ ดังนั้นเรื่องนี้เขาต้องเอาชนะให้ได้
คนทั้งหลายมาถึงหอชุนเจียงยามนี้เป็นช่วงเที่ยงคืน หอชุนเจียงจึงปิดแล้ว
เฟิงเจ๋อก้าวขึ้นไปเคาะประตูเมื่อประตูเปิดออก เขาก็ยื่นป้ายเข้าไปด้านใน
เด็กรับใช้ในร้านที่ตอนแรกทำหน้าเบื่อหน่ายก็กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นทันที“แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน เชิญด้านในเลยขอรับ”
“ท่านพ่อทำได้อย่างไร?” เมื่อนั่งลงในห้องส่วนตัวกู้จิ่งเซวียนก็จ้องมองโม่อวี้เฉินด้วยความสงสัย ท่าทางนั้นมีความชื่นชมอยู่บ้าง
หอชุนเจียงแห่งนี้อยู่ติดกับหอชิงอวี่และก่อตั้งขึ้นในเดือนที่สองหลังจากโรงประมูลของหอชิงอวี่เปิดทำการนับเป็นช่องทางที่ดีในการทำกิจการยิ่งนัก
หอชิงอวี่จัดการประมูลเดือนละครั้งในช่วงครึ่งเดือนก่อนและหลังการประมูล ผู้คนจะหนาแน่นราวกับจะเหยียบกันตายทั้งโรงเตี๊ยมและร้านเหล้าในเมืองจึงเต็มไปด้วยผู้คน
สถานที่ที่เปิดพร้อมกับหอชุนเจียงก็คือโรงเตี๊ยมเจียงว่ากันว่าเจ้าของเป็นคนเดียวกัน วิสัยทัศน์ของคนผู้นี้ช่างเฉียบคมนักแม้จะเปิดทำการเพียงครึ่งเดือน และปิดครึ่งเดือน ก็ยังสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาล
อาหารของหอชุนเจียงยังโด่งดังไปทั่วแผ่นดินผู้คนจำนวนมากเดินทางมาเพื่อลิ้มลองโดยเฉพาะดังนั้นผู้คนในที่แห่งนี้มักจะเย่อหยิ่งมาโดยตลอดแม้แต่กับเนี่ยชิงเฟิงก็ยังไม่ค่อยให้ความเคารพนัก
“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าพ่อของเจ้าเป็นใคร” โม่อวี้เฉินรินน้ำให้กู้จิ่งเซวียนแล้วยิ้มออกมา แต่เป็นรอยยิ้มที่เจ้าเล่ห์เล็กน้อย
เนี่ยชิงเฟิงกลับหรี่ตาลงเขารู้ว่าองค์รัชทายาทกำลังโกหก หอชุนเจียงจะเคยเกรงกลัวราชวงศ์เมื่อใดกัน?
เชิงอรรถ
[1]จับเต่าในไห (瓮中捉鳖) หมายถึงสิ่งที่ต้องการอยู่ในสภาพที่ควบคุมไว้แล้วหนีไปไหนไม่รอด เหมือนกับการจับเต่าในไห