ตอนที่ 3 (2)
“ฉันจะกินอันนี้” ฉินเฟิงรู้สึกได้ถึงความไม่พอใจในฐานะพ่อครัวจากการพูดของหร่วนจือหวน ซึ่งมันก็ทำให้เขาเริ่มร้อนรนขึ้นมากะทันหัน และเขาก็ชี้ไปยังกระป๋องซุปที่ตั้งอยู่บนชั้นวางอย่างส่งๆ เพื่อปะเหลาะเอาใจผีตัวนี้ เขาเอ่ย “ฉันจะกินซุปครีมหอยลายที่ลดราคาพิเศษอันนี้แหละ”
“ซุปกระป๋องนี้ถูกลงแค่สี่เหรียญ มันไม่ถือว่าลดราคาพิเศษหรอกครับ” หร่วนจือหวนไม่รู้ว่าฉินเฟิงแค่หาของส่งๆ มาเป็ข้ออ้างให้เขาก็เท่านั้น แต่เขาดันคิดว่าอีกฝ่ายอยากจะกินซุปครีมหอยลายจริงๆ เสียอย่างนั้น เมื่อคิดไปคิดมาเขาก็เสนอออกมาว่า “ซุปกระป๋องนี่สู้ของที่ทำเองไม่ได้หรอกครับ ถ้าคุณฉินไม่ถือสา อาทิตย์หน้าผมมาทำเอาไว้ให้ดีไหมครับ”
“นายทำเป็ด้วยหรือ” ฉินเฟิงรู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย แต่ไหนแต่ไรมาหร่วนจือหวนก็ทำแต่อาหารจีนเท่านั้น แต่นี่เขากลับทำอาหารตะวันตกได้เช่นกัน...ผีตัวนี้จะมีฝีมือมากไปหน่อยแล้วกระมัง
“ไม่เป็ครับ แต่ผมสามารถหาสูตรของมันได้ มันน่าจะเป็พวกนม ครีม กับหอยลายพวกนี้ ผมเรียนแค่ครู่เดียวก็น่าจะทำได้แล้วล่ะครับ” หร่วนจือหวนกล่าว ไม่ว่าจะกินอะไรฉินเฟิงก็ไม่เคยวิจารณ์เลย และ่นี้เขาก็ทำอาหารให้อีกฝ่ายมาหลายวันแล้ว ซึ่งทำให้ความมั่นใจในฝีมือการทำอาหารของเขาค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
“นายไม่เคยทำมาก่อนหรือ”
“ไม่เคยทำครับ แต่ในเมื่อคุณอยากกิน ผมจะลองท้าทายดูสักหน่อย” และหร่วนจือหวนก็เอ่ยปากว่า “นี่เป็การทำครั้งแรกของผมครับ”
เป็ครั้งแรกของหร่วนจือหวนอย่างนั้นหรือ
แค่ก นี่เขากำลังคิดพิเรนทร์อะไรอยู่กันเนี่ย
ดวงตาสีดำของฉินเฟิงเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ภายในหัวใจของเขาประหนึ่งมีกระต่ายตัวหนึ่งกำลังะโโลดด้วยความตื่นเต้น และเขาก็พยายามต่อต้านความรู้สึกที่ะเิขึ้นมาอย่างกะทันหันนี้ แต่หากจะให้เขาปฏิเสธมันทั้งหมดละก็...มันก็คล้ายกับว่าตัดใจไม่ได้ขึ้นมาอย่างประหลาด
“เป็อะไรไปครับ หรือคุณยืนยันว่าอยากจะเอาแบบกระป๋อง” ฉินเฟิงไม่ได้แสดงความขัดแย้งที่อยู่ภายในใจของตัวเองออกมา กลับกัน เขาทำเพียงแค่เผยรังสีเย็นะเืออกมาจากร่างกายเพื่อขับไล่ผีตัวอื่นเท่านั้น ซึ่งมันก็ทำเอาหร่วนจือหวนตระหนกใขึ้นมาทันที และเขาก็คิดว่าอีกฝ่ายน่าจะไม่พอใจที่ต้องกลายมาเป็นักชิม ฉะนั้นจึงรีบยื่นมือหมายจะแย่งกระป๋องและใส่ลงไปในรถเข็น
“ไม่” ฉินเฟิงหยุดการกระทำของหร่วนจือหวน หลังจากที่คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจพูดคำพูดในใจของตัวเองออกมา “...ฉันจะรอกินที่นายทำอาทิตย์หน้า”
“อ้อ ถ้าไม่อร่อยอย่าว่าผมนะครับ”
“ไม่ว่าหรอกน่า”
หลังจากที่ฉินเฟิงกับหร่วนจือหวนซื้อวัตถุดิบที่้าจนครบแล้ว พวกเขาก็คิดเงินแล้วออกจากซูเปอร์มาร์เกตไป และในขณะที่ผีตัวอื่นๆ ที่คอยแอบเฝ้าสังเกตพวกเขาทั้งสองกำลังคิดจะเอาข่าวนี้ขึ้นอัพในอินเตอร์เน็ตอยู่นั้น ฉินเฟิงก็พลันหันศีรษะกลับมาอย่างกะทันหัน ก่อนจะใช้แววตาที่แฝงไปด้วยประกายสังหารกวาดตามองไปที่พวกเขา
พนักงานวางโทรศัพท์ลง ก่อนจะแสดงท่าทีว่าพวกเขาจะเก็บเป็ความลับจนกว่าจะไปเกิดใหม่ ฉินเฟิงถึงพึงพอใจและหันหลังกลับไปและพาหร่วนจือหวนกลับบ้าน
บางทีคงเพราะการหยอกเล่นก่อนหน้านี้ และบางทีอาจจะเป็เพราะการไปซูเปอร์มาร์เกตด้วยกัน มันจึงทำให้ฉินเฟิงในตอนที่กำลังกินข้าวนั้นััได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไปอย่างเฉียบแหลม
เขากับหร่วนจือหวนแต่ไหนแต่ไรมามักจะต่างคนต่างกินไม่ยุ่งเกี่ยวกัน แต่ว่าวันนี้ในขณะที่พวกเขากำลังกินอยู่นั้นก็ได้ประสานสายตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ หร่วนจือหวนก็รีบเบนสายตาออกอย่างไม่เป็ตัวของตัวเอง ส่วนตัวฉินเฟิงเองก็ััได้ถึงความขัดเขินเล็กน้อยในภายหลัง
ในเมื่อขัดเขิน เช่นนั้นก็ชวนคุยแก้เขินก็แล้วกัน ฉินเฟิงหยิบเอาทักษะการพูดคุยที่สามารถรับมือได้กับทุกสถานการณ์ออกมา เขาเริ่มกล่าวว่า “จือหวน หากฉันจำไม่ผิด นายน่าจะจบจากมหาวิทยาลัยยมโลกใช่ไหม”
จือหวนอย่างนั้นหรือ
ฉินเฟิงถึงกับเรียกชื่อของตนเอง เรียกเขาว่าจือหวนตรงๆ อย่างสนิทสนมขนาดนี้เลยหรือ
ฉินเฟิงกำลังแสดงท่าทีเป็มิตรอย่างเห็นได้ชัด ทว่ากลับเรียกชื่อของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอันเ็าเป็ที่สุด ส่วนหร่วนจือหวนก็ตกตะลึงจนตะเกียบของเขาแทบจะหนีบกับข้าวเอาไว้ไม่อยู่ เขาใช้พลังแขนฝืนประคองกับข้าวชิ้นนั้นเอาไว้อย่างมั่นคง พลางเอ่ยตอบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็มิปาน “ใช่ครับ พอดีผมเข้าคณะิญญาร้ายไม่ได้ ก็เลยเข้าคณะบริหารจัดการนรกที่เงื่อนไขต่ำกว่าครับ”
อย่างไรเสียคำว่า ‘จือหวน’ ก็ดีกว่า ‘ยาหวน’ มากนัก ถ้าฉินเฟิงเรียกเขาว่า ‘ยาหวน’ เขาถึงคิดที่อยากจะร้องไห้
เมื่อได้ยินว่าเดิมทีแล้วจือหวนอยากเข้าเรียนคณะิญญาร้าย หางตาของฉินเฟิงก็อดที่จะกระตุกไม่ได้ เขาไม่ได้คิดว่าอีกฝ่ายไม่ประมาณกำลัง แต่ว่า...นักเรียนของคณะิญญาร้ายต่างได้รับอิทธิพลจากชุยเย่ว์ ซึ่งไม่มีผีตัวไหนเลยที่ไม่บูชาตัวเขาราวกับเทพเ้า พอเห็นเขาทุกคนก็จะเรียกตัวเขาว่า ‘ท่านผู้ก่อตั้ง’ และพ่อครัวตัวน้อยของเขาก็เกือบที่จะได้รับอิทธิพลไม่ดีนี้ไปแล้ว
พอคิดมาถึงจุดนี้ เขาก็คีบแตงกวาวางไว้ในชาม พลางเอ่ยอย่างรังเกียจ “คณะิญญาร้ายมีดีอะไร นักเรียนในคณะเรียนกันอย่างกับถูกปีศาจเข้าสิง ไม่รู้เลยว่าคณบดีสั่งสอนกันมายังไง”
ภายในใจของหร่วนจือหวนพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาทันที เขาไม่รู้ข่าวเื่ที่คณบดีคณะิญญาร้ายกับอธิการบดีของมหาวิทยาลัยสาขายมโลกมีความสัมพันธ์รักระหว่างกัน เขาจึงคิดอย่างบริสุทฺธิ์ว่าฉินเฟิงกำลังปลอบใจเขาเท่านั้น ทว่า ต่อให้ปลอบใจเขาอย่างไรเขาก็รู้สึกว่าจะไปด้อยค่าคณะที่มีชื่อเสียงที่สุดในมหาวิทยาลัยอย่างสาขายมโลกนี่ไม่ได้เช่นกัน เขาค่อยๆ พูดขึ้นว่า “อย่าว่าอย่างนั้นเลยครับ เพราะถ้าผมได้เข้าเรียนคณะิญญาร้าย บางทีวันนี้ผมอาจจะไม่ได้เป็แค่พนักงานต้มน้ำแกงคนหนึ่งก็ได้”