ทางเดินสู่โลกปีศาจ
“ของแบบนี้ไม่สมควรมี” พูดจบลูนาร์สั่งให้ประตูเลื่อนปิดก่อนจะโบกมือเรียกเดวัลกลตัวหนึ่งที่มีรูปร่างคล้ายแมงมุมให้เข้ามาหา
จักรกลตัวนี้ลอยตัวอยู่จุดกึ่งกลางของแผ่นหินก่อนที่รยางค์โลหะทั้งแปดจะยืดออกและยึดระหว่างบานประตูทั้งสองด้านเอาไว้ ตามด้วยตัวมันฝังลงไปในแผ่นหินประตูนรกด้วย เสียงกลไกผสมผสานกับเสียงดังฉ่าประหนึ่งเหล็กถูกไฟเผาดังมาจากมัน พื้นผิวโลหะค่อยๆ แนบสนิทไปกับประตูและแปรสภาพเป็นวัสดุเดียวกับประตูหิน จากนั้นบริเวณกลางหลังของอดีตจักรกลรูปร่างแมงมุมก็เลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นอะไรบางอย่างถูกดันขึ้นมา มันคือลูกกุญแจที่เสียบคาอยู่
ลูนาร์กลับขึ้นไปบนเดวัลกลแล้วขึ้นไปถอนลูกกุญแจดอกนั้นออกจากรู ลูกกุญแจสีเงินมันวาวมีเหลี่ยมมุมแปลกประหลาดที่ดูก็รู้ว่าถ้าหากไม่ใช่รูกุญแจที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตเฉพาะเจาะจงแล้วล่ะก็ คงไม่มีทางที่จะใส่มันลงไปได้เลย และเมื่อปลดกลไกบนลูกกุญแจมันยังออกเป็นสามชิ้นซึ่งมีรูปร่างต่างกันนัยน์ตาสีน้ำเงินทอดมองสิ่งก่อสร้างเบื้องหน้าซึ่งนับแต่นี้ต่อไปยากที่จะถูกเปิดอีกครั้ง
“ตราบใดที่กุญแจนี่ปลอดภัยล่ะนะ” เขาพึมพำ กุญแจสีเงินทั้งสามชิ้นถูกเก็บไว้ในกระเป๋าข้างเอวก่อนที่เขาจะสั่งให้เดวัลกลทั้งหมดเดินทางกลับ
...ว่าแต่จะให้กลับไปที่ไหนล่ะเนี่ย...
เนโครโปลิสแห่งนี้ถึงจะถูกเรียกว่านครโบราณ แต่แท้จริงแล้วมันคือสุสานกษัตริย์ขนาดยักษ์ที่ถูกสร้างและต่อเติมครั้งแล้วครั้งเล่ามาตั้งแต่สมัยโบราณ มันมีอยู่เพื่อปกป้องพระศพของกษัตริย์เอเทเซียผู้ล่วงลับและบรรดาสมบัติทั้งหลายที่ถูกนำมาฝังเอาไว้ด้วยกัน
เพราะไม่ต้องการให้ใครบุกรุกเข้ามา ที่แห่งนี้จึงได้ถูกสร้างไว้ใต้ดินอย่างมิดชิด นอกจากทางเข้าออกพิเศษที่มีเพียงช่างที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการก่อสร้างแล้วก็เรียกได้ว่าสถานที่นี้เป็นพื้นที่ปิดตายที่น้อยคนนักจะรู้จัก
หลังจากแสงสีขาวห่อหุ้มร่างกายของพวกเขา ความรู้สึกเหมือนร่างกายเบาหวิวราวกับว่าเท้ากับศีรษะหมุนคว้างไร้ทิศทางก็แทรกเข้ามา แต่เป็นอยู่ชั่วครู่เดียวเท่านั้นความรู้สึกว่าเท้าสัมผัสกับพื้นก็กลับมา แสงสว่างรอบข้างพลันเลือนหายไปด้วย พวกเขาพบว่าสภาพรอบข้างได้เปลี่ยนไปแล้ว
ไม่มีป่า ไม่มีท้องฟ้า ไม่มีเสาหิน เป็นเพียงห้องสี่เหลี่ยมซึ่งสร้างด้วยวัสดุคล้ายแผ่นหินเนื้อดีทั้งห้อง แสงสว่างหนึ่งเดียวที่ส่องเข้ามาคือจากคบไฟไหววูบบนทางเดินด้านนอก
ดูเหมือนว่าตอนนี้ทุกคนอยู่ ‘ข้างใน’ นครโบราณใต้ดินกันแล้ว
ฮาจารู้สึกแย่อย่างมาก สัมผัสแห่งความมืดยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเมื่ออยู่ที่นี่ ราวกับว่ามันบีบเข้ามาจากทุกทิศทาง มือเรียวสั่นเล็กน้อยเมื่อคิดว่าที่นี่เป็นสุสานที่มีคนตายถูกฝังอยู่จำนวนมาก
“อย่ากลัวไปเลย ถึงแม้จะเป็นศพ แต่ก็เป็นศพของเชื้อพระวงศ์เชียวนะ มีแต่ท่านๆ ทั้งหลายผู้มีชื่อเสียง ถ้าโผล่มาให้เห็นถือว่าเป็นบุญตาเหลือเกิน” เอ็ดวานเดินนำออกนอกห้องสี่เหลี่ยมแล้วหยิบคบไฟซึ่งเสียบอยู่บนผนังมาถือ
ฮาจาเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งตามเขาไปพร้อมก้าวติดราวกับเงา เธอส่ายหัวแล้วภาวนาขออย่าให้วิญญาณบรรพชนท่านใดปรากฏกายมาให้เห็นเลย เธอเกรงใจและไม่อยากให้ท่านๆ เสียเวลามาพบคนอย่างเธอด้วยส่วนลูนาร์เดินรั้งท้ายพลางมองสำรวจอย่างสนใจ เธอเอามือลูบไล้ตามผนัง ตามวัสดุตกแต่งภายใน อย่างเช่นเชิงวางคบไฟ ด้วยนัยน์ตาเป็นประกายโดยไม่สนใจสิ่งอื่นใด
เอ็ดวานเดินนำและสุ่มเส้นทางมั่วซั่ว เนื่องจากทางเดินที่นี่มีทางแยกมากมาย อีกทั้งบางครั้งยังเป็นบันไดทางขึ้นบ้าง บันไดทางลงบ้างชวนสับสน แต่ด้วยความสามารถของเอ็ดวาน แน่นอนว่า...
“ตรงนี้ที่ไหนล่ะนี่”
“รู้สึกจะกลับมาที่เดิมนะคะ”
“...”
“...”
ทั้งสามนิ่งเงียบ แล้วเป็นลูนาร์ก็กลายมาเป็นผู้เดินนำทาง เธอฉวยเอาคบไฟในมือเอ็ดวานมาจุดบนเชิงวางคบไฟใกล้ตัว จากนั้นเมื่อพบเชิงวางคบไฟที่ใดเธอก็จะทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนทางเดินสว่างไสวไปหมด จึงทำให้เหลือเพียงเส้นทางมืดๆ ที่ยังไม่ได้สำรวจเพียงไม่กี่แห่ง
“เฮ้ๆ ถ้ามีศัตรูอยู่ที่นี่ เดี๋ยวมันก็รู้ตัวกันหมดหรอก” เอ็ดวานแย้งเพราะเขารู้สึกว่าการจุดไฟตามทางราวกับเป็นการประกาศว่าพวกเขาอยู่ที่นี่
“รู้ตัวก็รู้ตัวสิ ถ้ามันมาจะซัดให้หมดเลย ยังดีกว่าเดินหลงวนไปวนมาก็แล้วกัน” ลูนาร์ผู้ไม่กลัวเกรงสิ่งใดชูกำปั้นในอากาศอย่างเอาเรื่อง
การเดินทางในเขาวงกตที่ใช้เวลาร่วมชั่วโมงจึงได้บทสรุปเมื่อทั้งสามได้ยินเสียงอึกทึกดังก้องเข้ามาในทางเดิน ลูนาร์เดินมุ่งสู่เสียงที่ได้ยินกระทั่งพบกับ...
“ทางตันนี่นา!” ฮาจาอุทานอย่างผิดหวัง เธอนึกว่าจะได้หลุดออกจากเขาวงกตวกวนนี่เสียอีกเส้นทางที่ไม่มีที่ให้ไปต่อนอกจากเดินย้อนกลับ ทว่าเสียงโครมครามนั้นดังอยู่อีกฟากของผนังหินนี้เท่านั้นเอง
“ก็ไม่เป็นปัญหาเท่าไหร่” ลูนาร์พูดก่อนจะหยิบของสิ่งหนึ่งในกระเป๋าออกมา มันคือค้อนประจำตัวที่เธอใช้ตีดาบ เป็นค้อนด้ามยาวที่มีหัวค้อนขนาดเท่าสองกำปั้นของผู้ชาย ด้านหนึ่งมีลักษณะแบนกว้างไว้ใช้ตีดาบ อีกด้านแหลมยาวเหมือนปลายของตะปู
หนุ่มหน้าหวานโบกมือไล่ให้อีกสองเพื่อนร่วมเดินทางถอยห่างออกไป โยนคบไฟให้เอ็ดวานถือ สองมือกระชับด้ามค้อนแน่น แล้วหันด้านที่เป็นปลายตะปูเข้าหากำแพง ก่อนจะวาดแขนเป็นวงกว้างแล้วหมุนตัวเหวี่ยงฟาดค้อนเข้าผนังหินเต็มแรง
ตึง!
เสียงทึบๆ ดังสนั่น แต่ก็ดังไม่มากไปกว่าเสียงโครมครามอีกด้าน หัวค้อนด้านแหลมฝังลงในกำแพงเกือบมิดทว่าก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นไปมากกว่านั้น เอ็ดวานเห็นจึงเอ่ยปากแนะนำ
“ค้อนเล็กไปหรือเปล่า ลองเปลี่ยนขนาดดูไหม หรือไม่อย่างนั้นเจ้าอาจจะต้องทุบอีกหลาย...”ไม่ทันที่ชายหนุ่มจะเอ่ยจบประโยค พอเจ้าของค้อนเล็กตามที่ถูกปรามาสไว้นั้นถอนค้อนออกมาบังเกิดรอยร้าวขึ้นบริเวณที่ถูกเจาะ ลามกว้างออกทุกทิศทาง ก่อนที่กำแพงทั้งด้านจะพังทลายลงมา
นักบวชสาวได้แต่อ้าปากค้าง เมื่อตั้งสติได้เธอก็เอ่ยว่า “ทำไมไม่ใช้ค้อนนี่ทุบทางตั้งแต่แรกล่ะคะ เราจะได้ไม่ต้องเดินวนไปวนมาตั้งนานแบบนี้”
“ขืนซี้ซั่วทุบไปทั่วมีหวังได้ถูกฝังทั้งเป็นน่ะสิ” หนุ่มหน้าหวานว่าขณะเก็บค้อนลงกระเป๋าท่ามกลางใบหน้าระบุอารมณ์ไม่ได้ของอีกสองคน
เบื้องหลังกำแพงที่พังทลายลงปรากฏเมืองขนาดย่อมซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ภายในถ้ำใต้ดินขนาดมหึมา ผู้สร้างล้วนเป็นอมนุษย์จำพวกที่คืนชีพจากความตาย เช่น ซอมบี้ตนหนึ่งกำลังแบกดิน มนุษย์โครงกระดูกหลายตนกำลังสร้างกำแพงจากกระดูก หรือแวมไพร์ตนหนึ่งกำลังโฉบเอาแผ่นก้อนอิฐลำเลียงไปยังใจกลางของเมืองซึ่งเป็นปราสาทหลังใหญ่ คบเพลิงถูกจุดทั่วทั้งมุมเมืองจนสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน เสียงอึกทึกมีสาเหตุมาจากสิ่งเหล่านี้นี่เอง
“ตั้งแต่เกิดมาข้าเพิ่งเคยเห็นพวกอันเดดสร้างเมือง” ลูนาร์เองยังอดที่จะตื่นตะลึงไม่ได้
ฮาจาเอียงคอ “เอ๋ อันเดดเค้าไม่สร้างบ้านอยู่กันเหรอคะ”
“ไม่รู้สิ ปกติข้าเห็นแต่พวกมันไล่ฆ่ามนุษย์แล้วยึดบ้านน่ะ”
นักบวชสาวทำหน้าเข้าใจ
“อย่ามัวพูดเล่นอยู่เลย ขืนอยู่ตรงนี้นานๆ มีหวังพวกปีศาจได้แห่กันมาต้อนรับแน่ๆ รีบหาดาบดำแล้วรีบหนีกันเถอะ” เอ็ดวานทำตัวมีสาระ เขาเรียกให้ทุกคนกลับมาสนใจภารกิจตรงหน้า