ฮวาเสี่ยวซียังคงเงยหน้ามองจิ้นอ๋องด้วยสายตาคาดคั้นรอคอยคำตอบที่นางสงสัย ส่วนอี้เฟยหลงในยามนี้กลับทรงอารมณ์ดีเป็นพิเศษพระองค์ตรัสกับนางด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางลูบศีรษะเล็กของนางเบาๆ
"เอาไว้ให้เรากลับถึงป้อมผาเหล็ก และจัดการเรื่องราวต่างๆให้เรียบร้อยเสียก่อนเถิดเสี่ยวซี... ถึงเวลานั้นข้าสัญญา
ว่าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้เจ้าฟังอย่างละเอียด ดีหรือไม่?"
ฮวาเสี่ยวซีแม้จะยังคงอยากรู้ในทันทีแต่เมื่อเห็นพระพักตร์ที่เปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและจริงใจของจิ้นอ๋องนางก็พยักหน้าอย่างว่าง่าย ยอมเก็บความสงสัยไว้ในใจก่อน
ฮวาเสี่ยวซีเงยหน้าขึ้นมองจิ้นอ๋องด้วยแววตาจริงจัง พลางกล่าวเน้นย้ำ
"ได้... ท่านรับปากข้าแล้วนะ อี้เฟยหลง... หากท่านผิดคำสัญญา... ข้า...ข้าจะไม่ให้ท่านแตะเนื้อต้องตัวข้าอีกเลย!" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แก้มทั้งสองข้างกลับแดงปลั่งอย่างน่าเอ็นดู
คิ้วเข้มของจิ้นอ๋องกระตุกเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำขู่ของฮวาเสี่ยวซีโลหิตในกาย
พลันเดือดพล่านขึ้นมาอย่างฉับพลัน
'ไม่ได้!' พระองค์ทรงคิดในพระทัยอย่างหนักแน่น'หากข้าไม่ได้แตะต้องนาง... ข้าจะอยู่ได้อย่างไร?' ความคิดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดกลางใจพระองค์ไม่อาจทนทานต่อการถูกกีดกันจากความสุขที่เพิ่งได้ลิ้มลอง 'ไม่ได้... ข้อห้ามนี้... ห้ามโดยเด็ดขาด!'
จิ้นอ๋องทรงหยุดชะงักฝีพระบาทเล็กน้อยหันพระพักตร์คมคายมามองสบดวงตาคู่สวยของฮวาเสี่ยวซีอย่างจริงจัง พระสุรเสียงทุ้มนุ่มที่เคยอ่อนโยนกลับเจือไปด้วยความหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว
"เสี่ยวซี... เจ้าพูดจริงหรือ? เจ้ากล้าที่จะห้ามมิให้ข้าแตะต้องตัวเจ้า?"พระองค์ทรงทอดพระเนตรลึกลงไปในดวงตานางราวกับต้องการค้นหาความจริงในใจของหญิงสาว
ฮวาเสี่ยวซีกลับเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย แสร้งทำเป็นมองไปยังทิวทัศน์รอบข้างที่มืดมิดราวกับสนใจสิ่งอื่นมากกว่าคำถามของจิ้นอ๋อง นางเมินเฉยต่อสายตาที่จ้องมองมาพร้อมกับเปลี่ยนเรื่องสนทนาไปเสียอย่างดื้อดึง
"ท่านอ๋อง... มองดูดาวสิเพคะ วันนี้ส่องแสงระยิบระยับสวยงามเป็นพิเศษราวกับหมู่ดาวกำลังเต้นระบำอยู่บนท้องฟ้า
ก็มิปาน ท่านว่าจริงหรือไม่เพคะ?"นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่
จิ้นอ๋องทรงรู้สึกถึงความอบอุ่นและนุ่มนวลจากบริเวณหน้าอกและท้องของฮวาเสี่ยวซีที่แนบชิดกับแผ่นหลังกว้างของพระองค์ลมหายใจแผ่วเบาของนางรดรินอยู่บนต้นคอ ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกจั๊กจี้เล็กน้อยแต่ก็แฝงไว้ด้วยความรู้สึกใกล้ชิดและหวงแหน
"ท่านอ๋อง..." เสียงหวานใสเอ่ยขึ้นแผ่วเบา "ท่าน...ท่านตั้งใจจะแกล้งข้าใช่หรือไม่เพคะ?"
จิ้นอ๋องทรงแย้มสรวลในลำคอ มิได้ตรัสตอบสิ่งใดเพียงแต่กระชับวงแขนที่ประคองร่างของนางให้แนบชิดกับแผ่นหลังมากขึ้นแล้วก้าวเดินต่อไปยังทางเข้าป้อมผาเหล็กที่อยู่ไม่ไกลนักแสงไฟจากป้อมส่องสว่างขึ้นเรื่อย ๆ ส่องให้เห็นเงาของคนทั้งสองที่แนบชิดกันและกันทาดยาวไปบนพื้นดิน
เมื่อจิ้นอ๋องทรงแบกฮวาเสี่ยวซีเสด็จมาถึงทางเข้าป้อมผาเหล็กองค์รักษ์เว่ยที่ยืนเฝ้ารอพระองค์ด้วยความเป็นห่วงตลอดทั้งคืน รีบก้าวเข้ามาใกล้พร้อมกับคารวะอย่างนอบน้อม
"ท่านอ๋องท่านเสด็จมาแล้ว!"
ขณะเดียวกัน แม่ทัพใหญ่ฮวาพร้อมกับท่านอ๋องน้อย อี้หมิงเจ๋อและรองแม่ทัพฮวาที่ยืนเฝ้ายามอยู่บริเวณหน้าประตูป้อมผาเหล็กด้วยความเป็นกังวลก็รีบเดินเข้ามาเมื่อเห็นร่างของจิ้นอ๋องและฮวาเสี่ยวซี
แม่ทัพใหญ่ฮวารีบเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน "ท่านอ๋อง! ท่าน...ท่านหายไปไหนเกือบทั้งคืน พวกกระหม่อมเป็นห่วงแทบแย่!"
ฮวาหยางก็มีสีหน้ากังวลไม่แพ้กัน เขารีบกวาดสายตามองสำรวจไปยังคนทั้งสอง
ขณะเดียวกัน ท่านอ๋องเจ็ด อี้หมิงเจ๋อ และแม่ทัพหวังจุนที่นำกำลังพลส่วนหนึ่งมาจากเมืองหลวง ก็รีบเดินเข้ามาเพื่อทำความเคารพจิ้นอ๋อง
ท่านอ๋องเจ็ด อี้หมิงเจ๋อ รีบเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร้อนรน "เสด็จอา!ท่านไม่เป็นไรนะ พ่ะย่ะค่ะหลานเป็นห่วงแทบแย่!"
แม่ทัพหวังจุน ก้าวออกมาประสานมือคารวะจิ้นอ๋องด้วยความเคารพ
"ข้าน้อยถวายพระพรจิ้นอ๋องพะยะค่ะ"
จิ้นอ๋องทรงพยักพระพักตร์เล็กน้อยเป็นการรับคำเคารพจากแม่ทัพหวังจุนก่อนจะหันพระพักตร์ไปยังท่านอ๋องเจ็ด อี้หมิงเจ๋อ แล้วตรัสถามด้วยความสงสัย:
"หมิงเจ๋อ... เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้เล่า?"
"ทูลเสด็จอา..." ท่านอ๋องเจ็ด อี้หมิงเจ๋อ ทรงคลายพระพักตร์จากความกังวลเมื่อเห็นว่าจิ้นอ๋องทรงปลอดภัยดีแล้ว
ก่อนจะตรัสตอบด้วยน้ำเสียงนอบน้อม "เสด็จพ่อทรงเป็นห่วงสถานการณ์ที่เฉิงหยางยิ่งนัก เกรงว่ากำลังพลจะไม่เพียงพอพระองค์จึงได้บัญชาให้กระหม่อมนำกองทัพเสริมส่วนหนึ่งจากเมืองหลวงมาสนับสนุนพะยะค่ะ"
พระองค์ทรงถอนพระปัสสาสะเบาๆ แล้วตรัสด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"เอาไว้เรื่องนั้นค่อยกล่าวกันภายหลังเถิด"
ฮวาหยาง ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังกลุ่มคนพอดีเหลือบสายตาขึ้นไปมองยังร่างที่อยู่ด้านหลังกว้างของจิ้นอ๋องพลันสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่พยายามหลบซ่อนสายตาของเขาอยู่ เมื่อเห็นชัดเจนว่าเป็นใครแม่ทัพหนุ่มก็อดนึกสงสัยระคนตกใจไม่ได้เขาเบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อมองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น คิ้วเข้มกระตุกขึ้นมาทันทีพร้อมกับอุทานชื่ออย่างไม่เชื่อสายตา
"ฮวาเสี่ยวซี!"
แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้น ซึ่งยืนอยู่เคียงข้างบุตรชายเมื่อได้ยินเสียงอุทานชื่อบุตรสาวด้วยน้ำเสียงตกใจก็หันมามองหน้าฮวาหยางด้วยความสงสัยระคนขำขัน พลางเอ่ยแซวด้วยรอยยิ้ม
"อาหยาง เจ้าคิดถึงน้องสาวเจ้ามากถึงขนาดเห็นภาพหลอนเลยหรือ? ถึงกับเรียกชื่อเสี่ยวซีเสียงดังเชียว"
ฮวาหยางรีบกล่าวเสียงดังด้วยความร้อนรน พลางชี้มือไปยังร่างที่อยู่ด้านหลังของจิ้นอ๋องอย่างชัดเจน:"ท่านพ่อ! ไม่ใช่ภาพหลอน! นั่น... นั่นตรงนั้น... คือน้องสาวข้าจริงๆ!"
ฮวาเจิ้นขมวดคิ้วด้วยความสงสัยก่อนจะหันไปมองตามทิศทางที่บุตรชายชี้ไปยังด้านหลังของจิ้นอ๋อง
ขณะนั้นเอง จิ้นอ๋องก็ทรงหันพระวรกายกลับไปมองตามที่ฮวาหยางชี้เช่นกันทอดพระเนตรเห็นร่างเล็กๆ ของฮวาเสี่ยวซีที่ซบหน้าลงบนแผ่นหลังของเขากำลังหัวเราะหึ ๆ อย่างขบขัน
ฮวาเสี่ยวซีเงยใบหน้าขึ้นมองสบพระเนตรคมกริบของจิ้นอ๋องพร้อมกับหัวเราะแหะๆ อย่างรู้สึกผิดเล็กน้อย นางชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง พยักหน้าให้พระองค์อย่างทะเล้นแล้วกล่าวเสียงใส
"เฮะๆ ข้าเอง ฮวาเสี่ยวซี... ยินดีที่ได้รู้จักท่าน...จิ้นอ๋อง" นางเน้นพระนามสุดท้ายด้วยรอยยิ้มขี้เล่นราวกับเพิ่งเคยพบกันเป็นครั้งแรก
ยังไม่ทันที่จิ้นอ๋องจะได้ตรัสสิ่งใดฮวาเสี่ยวซีก็ขยับตัวออกจากด้านข้างของพระองค์ยกมือโบกทักทายแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นและฮวาหยางทันที
"สวัสดีเจ้าค่ะ! ท่านพ่อ พี่ใหญ่ สบายดีไหมเจ้าค่ะ?" น้ำเสียงร่าเริงของนางแผ่วเบาลงเล็กน้อยเมื่อเอ่ยคำทักทายบิดาและพี่ชาย
"ข้า...ฮวาเสี่ยวซี บุตรสาวและน้องสาวที่รักของพวกท่านเอง!"นางกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้างที่เผยให้เห็นลักยิ้มเล็กๆ บนแก้มทั้งสองข้างดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับบ่งบอกถึงความซุกซนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทางอ่อนหวานนั้น
แม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นถึงกับยืนตะลึงงันเมื่อได้ยินคำพูดของบุตรสาวและมองเห็นใบหน้าคุ้นเคยที่แฝงไปด้วยความขี้
เล่นนั้นความจริงที่ว่าฮวาเสี่ยวซีอยู่ที่ค่ายทหารของเขามาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ
เขาไม่เคยระแคะระคายแม้แต่น้อย!ความรู้สึกประหลาดใจและตกใจถาโถมเข้ามาจนพูดไม่ออก ยิ่งไปกว่านั้น ความทรงจำเกี่ยวกับฮวาเสี่ยวซีของแม่ทัพใหญ่ฮวาเจิ้นนั้นแจ่มชัดถึงเพียงแค่ช่วงเวลาก่อนที่นางจะมีอายุหกขวบปีเท่านั้น...ช่างน่าขายหน้านัก! เขาเป็นบิดาประสาอะไรกัน ถึงกับจำลูกสาวตัวเองไม่ได้!ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาในใจอย่างหนักหน่วง
หลังจากที่เขาตัดสินใจส่งนางเข้าไปศึกษาเล่าเรียนที่สถานศึกษาหุบเขาเมฆาอันลึกลับเขาก็ไม่ได้พบนางอีกเลย... เป็นเวลานานถึงเก้าปีเต็มเก้าปีที่เขาได้แต่ส่งข่าวคราวและของใช้จำเป็นไปให้โดยไม่เคยได้เห็นหน้าลูกสาวสุดที่รักอีกเลย ความทรงจำเกี่ยวกับเด็กหญิงตัวน้อยในชุดกระโปรงสีชมพูสดใสกับรอยยิ้มหวานและเสียงหัวเราะคิกคัก ยังคงฝังลึกอยู่ในใจแต่ภาพลักษณ์ของเด็กสาวที่เติบโตขึ้นเป็นหญิงงามนั้นกลับเลือนรางจนแทบจำไม่ได้
ฮวาเสี่ยวซีไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียวนางรีบวิ่งตรงเข้าไปหาบิดาที่นางรักและคิดถึงมาโดยตลอด กระโดดเข้าสู่อ้อมกอดกว้างของฮวาเจิ้นอย่างแนบแน่นราวกับเด็กน้อยที่ได้กลับคืนสู่อ้อมอกของผู้เป็นที่รักอีกครั้งอ้อมกอดนั้นอบอุ่น
และคุ้นเคยจนน้ำตาคลอเบ้า นางซบหน้าลงกับอกแกร่งของผู้เป็นบิดาสูดดมกลิ่นอายที่คุ้นเคยด้วยความโหยหา
ฮวาเจิ้นยืนตะลึงงันราวกับถูกสาปเมื่อร่างเล็กๆ ของบุตรสาวพุ่งเข้าสู่อ้อมกอดของตนเองอย่างรวดเร็วสัญชาตญาณความเป็นบิดาทำให้เขารีบยกแขนขึ้นโอบกอดร่างที่คุ้นเคยแต่กลับดูแปลกตาด้วยความคิดถึงและห่วงหาที่สะสมมานานนับปีความรู้สึกตื้นตันจุกอกจนพูดไม่ออกหยาดน้ำตาของบุรุษวัยฉกรรจ์ที่แข็งแกร่งดั่งขุนเขา ค่อยๆไหลรินอาบแก้มอย่างไม่อาจกลั้น
"ท่านพ่อ... ข้าคิดถึงท่านเหลือเกินเจ้าค่ะ"ฮวาเสี่ยวซีเอ่ยเสียงเครือ กระชับอ้อมกอดบิดาให้แน่นยิ่งขึ้นน้ำตาของนางไหลซึมออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยในอ้อมกอดนี้ เป็นสิ่งที่นางโหยหามาตลอดเก้าปีที่ผ่านมา